เมื่อตัดสินใจได้แล้วนั้น ดร๊อกป้าถามโอบง
“ว่าแต่ ฝ่ายลงทัณฑ์อยู่ที่ไหนกัน”
โอบงทำสีหน้าประหลาดใจ มันกล่าว
“เอ๋? ท่านจะไปจริงรึ”
“แน่นอน ข้าว่าจะไปกล่าวขอบคุณกับท่านบัลคาสำหรับการดูแลที่ผ่านมา” ดร๊อกป้ากล่าว เขาไม่ได้บอกความจริง
โอบงแสดงสีหน้าเข้าใจ มันยกมือขึ้นชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
“ทางทิศนั้น ท่านเพียงเดินตรงไป เมื่อไปตามทางนี้ท่านจะเจอกับฝ่ายลงทัณฑ์ มันอยู่ระหว่างเส้นแบ่งเขตผู้รับใช้กับศิษย์ในอาราม“
ดร๊อกป้าพยักหน้า
“งั้นพวกข้าไปก่อน ขอบคุณเ้ามากโอบง”
“ข้าก็เหมือนกัน ขอบคุณท่านมาก”
คำขอบคุณอีกครั้งของโอบงทำให้ดร๊อกป้าอมยิ้ม เขารู้สึกชอบชายหัวโล้นผู้พูดไม่เก่งคนนี้ขึ้นมา
หลังจากที่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่จากโอบง ดร๊อกป้าตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังอาคารฝ่ายลงทัณฑ์ แต่ก่อนอื่นดร๊อกป้าต้องถามอาโปก่อน
“ข้ามีเื่สงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืน บางทีมันอาจเกี่ยวข้องกับเ้าด้วย เ้าไปกับข้าได้ไหม” ดร๊อกป้ากล่าวกับชายหนุ่มผมขาว
“ได้ แต่ตอนนี้ข้าหิวแล้ว” อาโปกล่าว สีหน้านิ่งเฉยของเขาไม่ได้แสดงอาการใดๆ
ดร๊อกป้าชะงักเท้า เมื่อคิดถึงเื่นี้ ท้องเขาก็พลันร้องโครกครากขึ้นมาทันที
“หิว...นั้นสิ ข้าคิดเื่อื่นจนลืมอะไรไปหมด”
ปกติแล้วบัลคาจะเป็คนนำอาหารมาให้ แต่ครั้งนี้คงต้องไปเอาที่โรงครัวเอง
“งั้นแวะไปที่โรงครัวก่อนแล้วกัน” ดร๊อกป้ายิ้มแห้ง แม้จะเดินผ่านหลายรอบ แต่เขาก็ไม่เคยเดินเข้าไปเหมือนกัน
เมื่อถึงโรงครัว บรรยากาศที่เคร่งเครียดก็ทำให้ดร๊อกป้าตะลึง ผู้คนเข้าแถวอย่างยาวเหยียดเพื่อเอาอาหาร จำนวนคนนั้นมากพอจะทำให้ดร๊อกป้าลืมเื่ทุกอย่างไปจนหมดสิ้น
นาทีเขาพลันเข้าใจแล้วว่าการดูแลของบัลคานั้นดีแค่ไหน
“พวกเราไปต่อแถวกัน” ดร๊อกป้าพูดด้วยน้ำเสียงหดหู่เล็กน้อย
“ต่อแถว?” อาโปสงสัย
“มันคือสิ่งที่คนพวกนี้กำลังทำอยู่ เ้าเพียงยืนอยู่ข้างหลังข้าก็พอ ใช้เวลาไม่นานหรอก” ดร๊อกป้าเอ่ย ก่อนจะเดินไปต่อหลังชายหนุ่มที่อยู่คนสุดท้าย
ขณะที่ดร๊อกป้าและอาโปยืนต่อแถวอยู่ เสียงพูดคุยเบาๆ ของคนในแถวดังคลอไปตลอดทาง
อาโปยืนเงียบอยู่ด้านหลัง สีหน้านิ่งเฉยเหมือนเคย แต่ดวงตาของเขากลับจ้องมองไปยังปลายแถวที่ว่างเปล่า ก่อนจะกวาดสายตาไปยังผู้คนในระยะไกลที่ยืนมองเขาด้วยท่าทางไม่ชอบใจอย่างครุ่นคิด
หลังจากใช้ชีวิตมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ ชายหนุ่มก็พอเข้าใจความแตกต่างระหว่างเขากับคนอื่น
ในขณะที่คนอื่นมีเส้นผมดกดำสนิท มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีเส้นผมสีขาว
แม้จะไม่เข้าใจมากนัก แต่ก็พอเข้าใจได้ว่านั้นเหมือนจะเป็สาเหตุที่หลายคนไม่อยากยุ่งกับเขา
แถวเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ จนดร๊อกป้าเริ่มสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้ คิ้วของเขาก็พลันขมวดขึ้นเป็ปม
แต่เมื่อมองไปยังชายหนุ่มผมขาวก็พบว่ายังคงมีอาการไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวต่อสายตาไม่เป็มิตรของคนอื่น ราวกับเ้าตัวยังไม่รู้ตัว
‘บางทีการที่ไม่รู้ต่อไปอาจจะดีกว่า’ ดร๊อกป้าเลือกที่จะแกล้งทำเป็ไม่สังเกตอะไร เขาคิดว่าการพูดเื่นี้ออกไปอาจทำให้อาโปรู้สึกแย่ แม้ว่าความจริงแล้วชายหนุ่มผมขาวจะรู้เื่นี้อยู่แล้วก็ตาม
“พวกเ้ามาทำอะไรที่นี่เนี่ย” เสียงทักจากข้างหลัง ทำให้พวกเขาหันหน้าไปมอง บุคคลที่เรียกพวกเขาเป็ชายวัยกลางคนร่างผอมสูง เขาเป็หนึ่งในห้าชายฉกรรจ์ นามว่าลากู
“พวกข้าก็มาต่อแถวเอาห่อข้าวไง” ดร๊อกป้ากล่าว พลางมองสีหน้าลากูแบบแปลกๆ
ลากูเอามือก่ายหน้าผาก
“เ้าโอบงไม่ได้บอกพวกเ้ารึ ว่าเดี๋ยวพวกเราจะเอาอาหารไปให้พวกเ้าเอง”
“ไม่ได้บอก ห้ะ? แต่ว่าไงนะ ที่ท่านบอกว่าจะเอาไปให้พวกเรา”
ดร๊อกป้าถามอย่างสงสัย
“อธิบายตรงนี้ไม่ค่อยสะดวก พวกเ้าไปยืนรอข้างนอกก่อน เดี๋ยวข้ามา” ลากูเหลือบสายตาผู้คนที่กำลังจับจ้องพวกเขาอยู่ เมื่อคนพวกนี้รู้ตัวก็หันหน้าไปทางอื่นอย่างไม่รู้ไม่ชี้
‘โรคสีขาว’ ลากูถอนหายใจ ถ้าเป็ไปได้ เขาก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับโรคนี่เหมือนกัน แต่ในเมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็ปล่อยไปตามเวรตามกรรม
จากนั้นลากูก็เดินไปยังส่วนหลังของครัว
‘อย่าบอกนะว่า’ ดร๊อกป้าทำสีหน้าอ้าปากค้าง เมื่อเขาคิดถึงความเป็ไปได้บางอย่าง
ไม่นานลาก็กูโผล่มาข้างหลังพวกเขาพร้อมกับห่อข้าวเต็มมือ
“อะแฮ่ม! ข้าเดินออกมาอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้ ถ้ามีคนไปแจ้ง เดี๋ยวพี่อัสมะจะปวดหัวเอา” ลากูยื่นห่อข้าวให้ดร๊อกป้ากับอาโปคนละห่อ
“พวกท่านทำได้ยังไง” ดร๊อกป้าถาม
ลากูหัวเราะอย่างภูมิใจ มันกล่าว
“ก็เพราะพี่ตวนทำงานในโรงครัวยังไงล่ะ”
ภาพของชายที่อ้วนที่สุดในเหล่าห้าชายฉกรรจ์ปรากฏในหัวของดร๊อกป้า
‘อย่างที่คิด มีคนในกลุ่มพวกเขาทำงานอยู่ที่นี่จริงๆ’
ดร๊อกป้ารู้สึกหมดคำจะพูด
คนพวกนี้นับว่าใช้อำนาจทุกอย่างด้วยความคุ้มค่า ราวกับเป็วายร้ายในหมู่ผู้รับใช้
ไม่สิ คนพวกนี้นับว่าชั่วร้ายจริงๆ
ไม่งั้นคงไม่มาข่มขู่เอายาจากพวกเขา
ส่วนโอบง เขาก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วเกี่ยวกับชายหัวโล้นคนนั้น
ดร๊อกป้ายิ้ม
แน่นอนว่าเื่ที่ผ่านมาดร๊อกป้าไม่สนใจ เพราะในเมื่อตอนนี้พวกเขาเหมือนได้เป็พวกกันแล้ว
ลากูยังกล่าวต่อพร้อมกับยืดอก
“ั้แ่ตอนนี้ไป ถ้าพวกเ้าหิวอะไร ก็ไปหาพี่ตวนที่โรงครัวเลย ไม่ต้องไปยืนต่อแถวแบบผู้รับใช้คนอื่น ถ้าเ้าอยู่กับพวกข้ารับรองไม่มีวันอดแน่”
อาโปที่ดูไม่สนใจอะไรมาตลอด พลันรู้สึกจิตใจหวั่นไหว เขานึกถึงวันคืนที่ต้องนั่งรอดร๊อกป้ากลับบ้านด้วยความหิวโหย นาทีเขาเริ่มเกิดความรู้สึกดีกับคนพวกนี้ขึ้นมา แม้แต่ตอนนี้ก็เริ่มอยากไปเจอชายที่นามว่าตวน
“พวกท่านช่าง…สุดยอดจริงๆ” ดร๊อกป้าไม่รู้สรรหาคำไหนมาบรรยาย
ลากูเห็นท่าทางของดร๊อกป้าก็เข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่
“เ้าคิดว่ามีแต่พวกข้าที่ทำรึ”
ดร๊อกป้าขมวดคิ้ว
“ก็คงไม่ จากที่ท่านถามแบบนี้ แปลว่ามีอยู่เยอะเลยสินะ”
ลากูพยักหน้า
“แน่นอน ในเมื่อประตูหลังมันเปิดเอาไว้ พวกข้าก็แค่ทำตามคนอื่นเท่านั้น ตราบใดที่มันไม่มากเกินไปก็ไม่มีใครว่าอะไร”
น้ำที่นี่ลึกกว่าที่นี่ลึกกว่าที่ดร๊อกป้าคิดไว้มาก ไม่สิ…บางที่นี่อาจจะเป็ชีวิตปกติที่แท้จริงก็ได้ ชีวิตที่แตกต่างจากการอยู่กับแม่และน้องสาวเพียงลำพัง
“พวกเ้าก็ไปหาที่กินกันก่อนเลย ข้าว่าจะแวะเอาอาหารพวกนี้ไปให้พี่ฮาซันกิน ไม่รู้ว่าตอนนี้ได้นอนพักผ่อนหรือยัง หรือว่าพวกเ้าจะไปกับข้า” ลากูกล่าว
ดร๊อกป้าส่ายหัว
“ไว้คราวหน้าละกัน หลังจากนี้พวกข้าว่าจะไปที่ฝ่ายลงทัณฑ์เพื่อไปหาท่านบัลคา”
“ไปฝ่ายลงทัณฑ์? …งั้นพวกเ้าจะต้องเจอกับพี่อัสมะด้วย ถ้าเขายังทำท่าทางไม่ดีใส่พวกเ้า ข้าขอโทษแทนเขาด้วย”
ลากูกล่าว มันยังไม่รู้ว่าอัสมะได้มาขอโทษพวกเขาอย่าง “จริงใจ” แล้ว
“ท่านไม่ต้องเป็ห่วง ท่านอัสมะได้มาขอโทษพวกข้าแล้ว” ดร๊อกป้ากล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างไม่ปิดบัง
ลากูประหลาดใจเล็กน้อย มันถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ถ้าอย่างนั้น ข้าขอฝากอาหารไปให้เขาด้วยได้ไหม”
“ได้สิ”
ดร๊อกป้ายื่นมือออกไป และลากูก็ส่งห่อข้าวมาให้
“งั้นข้าขอตัวไปก่อนละ เดี๋ยวข้าวเย็นข้าเอาไปให้” มันโบกมือลาพวกเขา ก่อนจะเดินจากไป
มองแผ่นหลังของชายวัยกลางคนร่างผอม ดร๊อกป้าคิดว่าการให้ยาขวดนั้นไป เป็สิ่งที่ถูกต้องแล้ว
หนึ่งการให้นั้น ได้รับตอบแทนมาพร้อมกับสิ่งอื่นอีกหลายอย่าง
แม้ความตั้งใจแรกเริ่มจะไม่ได้หวังถึงผลลัพธ์นี้ก่อนก็ตาม
“กินข้าวกันเถอะ” ดร๊อกป้ากล่าว
อาโปพยักหน้า
พวกหาที่นั่งพักกินอาหาร และหลังจากจัดการอาหารของตัวเองเสร็จ ทั้งสองก็ลุกขึ้นรีบเดินไปยังฝ่ายลงทัณฑ์
ตลอดทางมักมีคนมองชายหนุ่มผมขาวอย่างแปลกใจ
ใช้เวลาเดินไม่นานมาก ดร๊อกป้าก็พบอาคารที่ติดแผ่นป้ายเอาไว้
“ฝ่าย..ฝ่าย..”
ดร๊อกป้าพยายามอ่าน เขาพอรู้จักตัวหนังสือเล็กน้อย แต่แค่เล็กน้อยจริงๆ
ท่ามกลางความลำบากของเขา เสียงจากด้านข้างก็ดังขึ้น
“ฝ่ายลงทัณฑ์ผู้รับใช้” อาโปกล่าว
ดร๊อกป้าหันไปมองอย่างประหลาดใจ
“เ้าอ่านออกด้วยหรือ?”
อาโปมองดร๊อกป้าอย่างสงสัย
“เ้าไม่รู้?”
…
จากนักเขียน
สมัยก่อนผมสงสัยนะ ว่าทำไมคนเป็ความจำเสื่อมถึงพูดได้ อ่านหนังสือได้ พอศึกษาลึกเข้าไปอีกก็พบว่าถ้านักสู้ความจำเสื่อม เขาจะยังพอจำทักษะบางอย่างได้ ซึ่งเรียกว่าความทรงจำกล้ามเนื้อหรือความทรงจำเชิงกระบวนการ (Procedural Memory) เหมือนที่คนความจำเสื่อมไม่ต้องฝึกเดินอีกครั้งเหมือนเด็กทารกนั้นแหละครับ