“เ้าคิดเห็นอย่างไรถังเสี่ยว” เสิ่นซูฉีถามพ่อบ้าน
พ่อบ้านชราส่ายหน้าและไม่อยากออกความเห็น ตัวเขาทำได้แค่เฝ้ามองเย่วซินกับคุณชายซัวหยางมาั้แ่ยามที่ทั้งคู่ยังเป็เด็กน้อย ความรักที่มีล้วนมองเห็นได้ชัดเจน แต่ข้อจำกัดและข้ออ้างในเื่ชาติกำเนิดเช่นนี้ หากนายท่านของเขาไม่ถือสาหาความหรือคิดเล็กคิดน้อย จะจัดงานสมรสให้บุตรชายก็ยังได้ ติดก็แค่เพียงถ้อยคำนินทาว่าร้ายจะตามมา ไม่ว่าจะเป็เื่ที่ชุบเลี้ยงเย่วซินจนนางเติบใหญ่แล้วรับนางมาเป็สะใภ้ หรือแม้แต่เื่ที่นางมิได้ใช้สกุลเสิ่นอย่างที่ควรจะเป็อีก ‘พ่อบ้านเช่นตนจะตอบอย่างไรก็คงไม่ดี’
เสิ่นซูฉีได้แต่ลอบถอนใจในความเงียบ ‘เขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว’
ยามซื่อ (10.20)
เย่วซินนั่งปักผ้าเช็ดหน้าสีขาวเป็รูปกระต่ายตัวน้อย ใจหมายมาดให้พี่ซือหยางรับของชิ้นนี้เอาไว้แทนใจ ก่อนที่เื่ของนางกับเขาจะถึงวันที่ต่างฝ่ายต่างก็เฝ้ารอ ใจของสตรีไร้ญาติแอบหวังว่าเื่ของนางกับพี่ซัวหยางจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ‘แม้เื่ของท่านพ่อบุญธรรมเสิ่นซูฉีจะเป็เื่ที่นางแอบกังวลอยู่ก่อนแล้ว’ ท่านพ่อผู้สนทนากับนางจนแทบจะนับคำได้ผู้นั้น
“เย่วซิน”
เ้าของนามละสายตาจากผืนผ้าเช็ดหน้าปักลวดลาย มองไปยังจงฮูหยิน มารดาบุญธรรมผู้แสนดีที่สุดของนาง “ท่านแม่” สตรีมากวัยที่สอนนางทุกอย่างจนเพียบพร้อมได้ในวันนี้ พระคุณอันแสนยิ่งใหญ่ทั้งหมดของสกุลเสิ่นคือสิ่งที่นางควรตอบแทนจนกว่าตัวนางจะสิ้นชีพ แม้ว่ายามนี้ตัวนางจะพึงใจกับบุตรชายของพวกท่านไปแล้ว หากวันหน้ามีโอกาสได้แต่งเข้า นางจะดูแลท่านแม่ผู้นี้ให้ดีที่สุด
จงกวานฮวามองสตรีงดงามและเพียบพร้อมด้วยแววตารักใคร่ ตลอดระยะเวลาที่นางชุบเลี้ยงเย่วซินมา ทำให้นางผูกพันกับบุตรบุญธรรมผู้นี้จริงๆ นางดูแลอีกฝ่ายราวกับเป็บุตรสาวในไส้ อันตรายใดๆ มิเคยให้เข้าใกล้จับต้อง การบ้านการเรือนและการศึกษาสมบูรณ์แบบเพื่อที่วันข้างหน้า เย่วซินจะได้มีชีวิตที่ดี มิต้องอายผู้ใดแม้จะเป็เพียงเด็กกำพร้า ‘ซึ่งมันคือสิ่งที่นางต้องทำ นางรู้ดี’ “ปักผ้าอยู่รึ” เดินเข้าไปนั่งเคียงข้างบุตรบุญธรรม ที่นับวันก็ยิ่งงดงามผุดผาด ไม่แปลกเลยที่บุตรชายของนางจะเฝ้าพร่ำรำพันจับจองน้องน้อยผู้นี้เป็ฮูหยินั้แ่เย่วซินกำลังหัดเดิน ‘แม้จะรู้ว่าทั้งสองคนชมชอบกัน แต่ครึ่งหนึ่งใจนางผู้เป็มารดากลับมิได้อยากให้เป็เช่นนั้น!!’
“เ้าค่ะ ข้าจะมอบมันให้กับพี่ซัวหยาง” นางยิ้มละมุน พร้อมกับลูบผ้าสีขาวสะอาดและมีร่างของกระต่ายนั่งอยู่ตรงมุมด้านซ้ายของผืนผ้า “ท่านแม่มีเื่ใดจะใช้ข้ารึเ้าคะ บอกมาได้เลยข้าพร้อมจะทำให้เ้าค่ะ”
“ไม่มีหรอก แม่แค่อยากนั่งสนทนากับเ้าในศาลานี้เท่านั้น เ้าปักผ้าของเ้าไปเถอะเย่วซิน”
“ท่านแม่” มือบางวางผืนผ้าในมือลง ก่อนจะตรงเข้าไปโอบกอดสตรีสูงวัยผู้แสนดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ ปากบางยิ้มน้อยๆ “เย่วซินขอบคุณท่านแม่ที่เลี้ยงดูเย่วซินมาอย่างดี นึกย้อนกลับไปในวันนั้น หากท่านแม่ไม่เก็บข้ามาเลี้ยงดู ข้าอาจจะไม่มีชีวิตรอดแล้วก็เป็ได้ ข้ารักท่านแม่และครอบครัวสกุลเสิ่นมากเ้าค่ะ ชั่วชีวิตนี้หากมีสิ่งใดที่เย่วซินตอบแทนได้ ท่านแม่บอกมาเลยนะเ้าคะ ข้าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อพวกท่าน”
“อย่ากล่าวเช่นนั้น” เพราะถึงแม้ตัวนางจะไม่เก็บเย่วซินมาเลี้ยง นางก็เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่เป็อะไร…นางรู้ดี? “แม่รู้ว่าสตรีที่ดีเช่นเ้า ในภายภาคหน้าจะต้องได้เจอแต่สิ่งดีๆ แน่ รอดูเอาเถิด” ลูบผมของสตรีในอ้อมกอดอย่างรักใคร่ ใจล้วนเฝ้าหวัง…หวังว่าทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ยกเว้นเื่มงคล
รถม้าสกุลเสิ่น (10.40)
ผู้ร่วมทางในยามนี้ประกอบไปด้วยนายอำเภอเสิ่นซูฉีและบุตรชายอย่างเสิ่นซัวหยาง ที่กำลังเดินทางไปดูที่ดินสำหรับสร้างจวนหลังใหม่ จวนที่นายอำเภอผู้เป็บิดาคิดเอาไว้ว่าจะมอบมันให้กับบุตรชายคนนี้ได้เริ่มต้นสร้างครอบครัวของตนเอง เป็นายท่านเสิ่นอีกหนึ่งคน ซึ่งในขณะนี้จวนหลังใหม่ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ‘คงพอดีกับการรับสะใภ้ใหญ่เข้าสกุล!’
รถม้าคันใหญ่จอดลงตรงพื้นที่ก่อสร้าง ในสายตาที่เห็นนั้นคาดเดาได้ไม่ยากว่ามันคือจวนหลังใหญ่อันแสนงดงามไม่ต่างจากจวนหลังเดิม เสิ่นซูฉีผายมือออกไป พร้อมกล่าวกับบุตรชาย “จวนเสิ่นอีกหนึ่งหลังนี้ ตั้งอยู่ไม่ห่างจากจวนหลักของเรามากนัก พ่อเ้าเริ่มสั่งให้คนมาก่อสร้างเอาไว้นานแล้ว ในยามที่เ้ากำลังมุ่งมั่นตั้งใจจะเข้าสอบเป็ขุนนาง ยามนี้มันใกล้สำเร็จแล้ว คงพอดีกับที่ตัวเ้าสมควรจะแต่งงาน พ่อว่าการมีจวนของตนอีกหนึ่งหลังย่อมเป็เื่ดีใช่หรือไม่”
เสิ่นซัวหยางค้อมหัวให้กับบิดา พลันนึกไปถึงเื่แต่งงานที่ท่านเอ่ยขึ้น โอกาสมาถึงเช่นนี้แล้วตัวเขาคงต้องบอกเื่สำคัญ “ลูกขอบคุณท่านพ่อขอรับ แต่นอกจากเื่นี้แล้วลูกยังมีอีกเื่ที่ต้องบอกท่านพ่อ”
เสิ่นซูฉียกมือขึ้นห้าม ในเื่ที่บุตรชายอยากจะบอกนั้น ตัวเขารู้อยู่แล้วว่ามันคือเื่ใดหากมิใช่เื่เย่วซิน ภาพนินทาว่าร้ายถึงสตรีไร้แซ่ที่ไม่อาจคาดเดาได้ในภายหน้าเกิดขึ้นในหัวสมอง เพื่อเป็การตัดไฟเสียแต่ต้นลม ตัวเขาผู้เป็บิดาควรเลือกหนทางที่ดีและฮูหยินที่ดีให้กับบุตรชาย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป “เื่นั้นเอาไว้หลังจากที่พ่อพาเ้าไปทำความรู้จักกับท่านเลขาซือเหล่าอวิ้นเสียก่อน รู้หรือไม่ว่าเลขาซือผู้นี้คือคนสนิทของฝ่าา การรู้จักขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถือเป็เื่สำคัญ อีกทั้งท่านเลขาซือยังมีบุตรสาวที่งดงามไม่แพ้ผู้ใดในแคว้นโจวเหิง กิริยามารยาทเรียบร้อย ที่สำคัญคือนางเพิ่งผ่านพ้นวันปักปิ่นมาไม่นาน” เขามองบุตรชายที่นั่งเงียบฟัง จึงกล่าวต่อทันที “ฐานะและยศศักดิ์ของสกุลซือสามารถเกื้อหนุนสกุลของเราได้ดี วันหน้าหากเ้าได้ตำแหน่งในราชสำนัก การเลื่อนขั้นใดใดย่อมง่ายมากกว่ายาก เ้าเข้าใจที่พ่อเ้าพูดหรือไม่”
ในความเข้าใจ ก็คงไม่พ้นให้เขาไปดูตัวสตรีสกุลซือ แต่เขาจะทำได้อย่างไรในเมื่อเขารักกับเย่วซิน และเขาคิดว่าบิดาของเขาย่อมรู้ดี! “ลูกรู้ขอรับว่าท่านพ่อหวังดี แต่เื่เข้าพบท่านเลขาซือขอให้เป็วันอื่นได้หรือไม่ขอรับ อีกเื่สำคัญที่ลูกอยากบอกก็คือลูกรักใคร่ชอบพอกับเย่วซิน ลูกอยากให้นางมาเป็ฮูหยินของลูก สตรีอื่นลูกยังมิได้นึกถึง”
“แต่เย่วซินมิมีหัวนอนปลายเท้า นางเป็บุตรสาวสกุลใดเ้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำ เช่นนี้แล้วเ้าจะกราบไหว้ฟ้าดินกับนางอย่างไรในขณะที่นางไม่มีแม้แต่ญาติ!!” ความสงสารคือการยอมให้เย่วซินเป็บุตรบุญธรรมของสกุลเสิ่นเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการให้นางเข้ามาเป็สะใภ้ “ทุกวันนี้ผู้คนล้วนเข้าใจว่าเ้ากับนางเป็พี่น้อง แม้มิใช่พี่น้องแท้ๆ ที่คลานตามกันมา แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่เหมาะสม คำครหาของชาวบ้านคือเื่ใหญ่ ในภายหน้าอาจส่งผลให้เ้ามิได้รับตำแหน่งขุนนางเลยก็เป็ได้” ตบไหล่บุตรชายดัง ปั่บๆ “ลองไปพบเลขาซือเหล่าอวิ้นดูก่อนจะเป็ไร”
เสิ่นซัวหยางได้แต่นั่งเครียดหนักยิ่งกว่าเดิม จิตใจเริ่มฟุ้งซ่านอยู่ไม่เป็สุขเมื่อเื่ราวระหว่างเขาและสตรีอันเป็ที่รักดูท่าว่าจะมีอุปสรรคอันใหญ่หลวงเสียแล้ว ‘พี่จะทำอย่างไรดีนะเย่วซิน’