แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นเงียบไปครู่หนึ่ง เขากำลังชั่งใจว่าจะบอกความจริงกับบุตรชายดีหรือไม่ ความรู้สึกสับสนและความสงสัยเกี่ยวกับ ‘ไป๋หลิน’ และความทรงจำอันร้อนแรงที่เกิดขึ้นในป่าทมิฬเมื่อครั้งก่อน ยังคงเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจของเขาอย่างหนัก
'ข้าควรจะบอกฮวาหยางหรือไม่?' เขาคิดอย่างลังเล 'แต่ถ้าข้าบอกไป... เขาจะคิดอย่างไร? เขาจะเข้าใจความรู้สึกของข้าหรือไม่?'
ความรู้สึกละอายใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่ แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นไม่แน่ใจว่าบุตรชายจะเข้าใจความปรารถนาที่เกิดขึ้นในใจของเขาได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความรู้สึกนั้นเกี่ยวข้องกับหญิงสาวที่เขาเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน
"มัน... มันไม่มีอะไรมากหรอก ฮวาหยาง" แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นพยายามตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ข้าแค่นึกถึงเรื่องเก่าๆ น่ะ"
"เรื่องเก่าๆ?" ฮวาหยางเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความสงสัย "เรื่องอะไรหรือขอรับ ที่ทำให้ท่านมีอาการเช่นนี้?"
แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เขารู้ว่าการบ่ายเบี่ยงคงไม่ช่วยอะไร
"ก็... เรื่องที่ป่าทมิฬน่ะ" ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากพูดถึงต้นเหตุของความผิดปกติ "เรื่อง... หญิงสาวที่ช่วยข้าไว้"
ใบหน้าของฮวาหยางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความสงสัยในแววตาเพิ่มมากขึ้น
"ท่านหมายถึง... แม่นางผู้นั้นทำไมหรือ?" ฮวาหยางถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความใคร่รู้
แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นพยักหน้าช้าๆ โดยที่ยังคงไม่หันหน้าไปเผชิญหน้ากับบุตรชาย "ใช่... ข้านึกถึงนาง"
ฮวาหยางหมดความอดทนกับท่าทีปิดบังของผู้เป็นบิดา เขาก้าวเท้าอย่างรวดเร็วไปยืนเผชิญหน้ากับแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้น และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาก็ทำให้เขาเข้าใจทุกอย่าง ท่อนเอ็นแข็งขันของบิดาผงาดขึ้นอย่างชัดเจน จนดันเสื้อคลุมออกมาเป็นทรงอย่างน่าตกใจ
ฮวาหยางไม่ได้แสดงอาการตื่นตะหนกแต่อย่างใด เขารับรู้เรื่องอาการประหลาดนี้ของบิดาอยู่แล้ว จากคำบอกเล่าของท่านหมอชราที่เคยดูแลอาการของบิดา ท่านหมอเคยกล่าวว่าอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะ และผู้ที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือสตรีที่บิดาได้ร่วมภิรมย์ด้วยกันในป่าทมิฬ นั่นก็คือแม่นางไป๋หลิน
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ฮวาหยางได้ส่งคนออกตามหาตัวแม่นางไป๋หลินอย่างลับๆ ด้วยความหวังว่าจะสามารถช่วยบรรเทาอาการของบิดาได้ในยามจำเป็น แต่จนถึงตอนนี้ ข่าวคราวของนางกลับเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"ท่านพ่อ!......" ฮวาหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองไปยังใบหน้าแดงก่ำของผู้เป็นบิดา "ท่านกำลังคิดถึงแม่นางไป๋หลินอยู่ใช่หรือไม่ขอรับ?"
แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นถึงกับชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามตรงไปตรงมาของบุตรชาย ใบหน้าของเขาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมด้วยความอับอาย
"ฮวาหยาง!... เจ้า..." แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นพยายามปฏิเสธเสียงสั่นเครือ แต่ดวงตากลับหลุบต่ำ ไม่กล้าสบตากับบุตรชาย
"ข้าห้ามใจไม่ให้คิดถึงนางไม่ได้... ภาพของนางมันติดตรึงอยู่ในหัวของข้าตลอดเวลา... และข้าก็ห้ามร่างกายของข้าไม่ให้มีอาการเช่นนี้ได้เช่นกัน... มันทรมานเหลือเกิน หยางเออร์... อย่าโทษพ่อเลย..." น้ำเสียงของแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นเริ่มอ่อนแรงลง
ร่างกายกำยำของเขาเริ่มสั่นเทิ้มเล็กน้อย ใบหน้าแดงก่ำมีเหงื่อผุดพรายออกมา ดวงตาเหม่อลอยราวกับคนขาดสติ อาการของเขาในตอนนี้ดูคล้ายกับคนที่กำลังลงแดงอย่างทรมาน
ฮวาหยางมองบิดาด้วยความรู้สึกสงสารและเป็นห่วงอย่างจับใจ เขาไม่เคยเห็นบิดาของตนเองอยู่ในสภาพที่อ่อนแอและควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นนี้มาก่อน ความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวที่เคยมีกลับเลือนหายไป เหลือเพียงชายชราที่กำลังทุกข์ทรมานจากความปรารถนาที่ไม่อาจดับลงได้
"ข้าเข้าใจท่านพ่อขอรับ" ฮวาหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง เขาเดินเข้าไปใกล้และวางมือลงบนบ่าที่สั่นเทาของบิดา "ข้าไม่เคยโทษท่านเลย"
ฮวาหยางรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ออกมาจากร่างของบิดาอย่างชัดเจน เขารู้ว่าอาการนี้หากปล่อยไว้นาน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของบิดาได้
"ท่านพ่ออดทนอีกหน่อยนะขอรับ" ฮวาหยางพยายามให้กำลังใจ "ข้าจะพยายามตามหาแม่นางไป๋หลินให้พบโดยเร็วที่สุด ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านต้องทนทรมานเช่นนี้"
แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นเงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในยามออกรบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอ่อนแอและความสิ้นหวัง
"ขอบใจเจ้ามาก หยางเออร์..." เสียงของเขาแหบแห้ง "ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปแล้ว..."
"ท่านพ่อรอข้าก่อน ข้าจะไปตามท่านหมอมาดูอาการของท่าน" ฮวาหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนและเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อเห็นสภาพที่อ่อนแรงและทรมานของบิดา เขารีบผละออกจากอ้อมกอดของบิดา และหันหลังเตรียมวิ่งออกจากกระโจมเพื่อไปยังกระโจมแพทย์สนามโดยเร็วที่สุด
แต่แล้วร่างของเขาก็ต้องชะงักลงเมื่อพบกับร่างเล็กของหมู่ซานที่ยืนอยู่หน้ากระโจมของบิดา ฮวาหยางไม่ได้มีเวลามากนักที่จะสังเกตท่าทางหรือสีหน้าของพลทหารผู้นี้ เพียงแค่เห็นว่าเป็นหมู่ซาน เขาก็พยักหน้าให้เล็กน้อยอย่างรีบร้อน โดยไม่ได้ทันได้เอ่ยทักทายใดๆ
"หมู่ซาน ข้าขอตัวก่อน" ฮวาหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ ก่อนที่จะรีบวิ่งฝ่าลมหายใจที่ยังคงติดขัดของตนเอง ตรงไปยังกระโจมแพทย์สนามที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
หมู่ซานยืนมองตามหลังฮวาหยางไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย นางสังเกตเห็นท่าทางร้อนรนและความกังวลในแววตาของฮวาหยางได้อย่างชัดเจน
'เกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายใหญ่กันนะ?' หมู่ซานคิดในใจด้วยความเป็นห่วง นางเพิ่งจะกลับมาจากภารกิจลาดตระเวนเล็กน้อยตามแนวชายแดน และกำลังจะมาดูลาดเราที่กระโจมบิดาเสียหน่อย แต่กลับต้องมาเห็นพี่ชายใหญ่มีท่าทีร้อนรนเช่นนี้
ด้วยความสงสัยและความเป็นห่วง หมู่ซานจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปในกระโจมเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับบิดา
เมื่อนางก้าวเข้าไปในกระโจม สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของนางก็ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นนั่งทรุดอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อไหลโทรมกาย และมีอาการสั่นเทิ้มอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาเหม่อลอยและดูทรมานอย่างยิ่ง
"ท่านพ่อ!" หมู่ซานอุทานออกมาด้วยความตกใจ นางรีบวิ่งเข้าไปประคองร่างของบิดาด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดหัวใจ
แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาว ดวงตาของเขาเลื่อนมาสบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของฮวาเสี่ยวซี ดวงตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเรียกของฮวาเสี่ยวซีผู้เป็นบุตรสาว มีเพียงความทรมานที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อเม็ดโตไหลซึมไปทั่วกรอบหน้า ฮวาเสี่ยวซีสังเกตเห็นความผิดปกติทางร่างกายของบิดาอย่างชัดเจน ท่อนเอ็นที่ตั้งลำอย่างน่าหวาดกลัวนั้นบ่งบอกถึงความทรมานที่บิดากำลังเผชิญ
นางตระหนักได้ทันทีว่าพิษปลุกกำหนัดและพิษราคะนารีกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ความร้อนรุ่มในอกแผ่ซ่านไปทั่วร่างของบิดาอย่างน่าเป็นห่วง ฮวาเสี่ยวซีร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก นางไม่รู้ว่าจะช่วยบิดาให้พ้นจากความทรมานนี้ได้อย่างไร น้ำตาเอ่อล้นจนเต็มเบ้าตา แต่ก็พยายามกลั้นไว้
ทันใดนั้นเอง เสียงของคนหลายคนก็ดังขึ้นมาจากหน้าประตูกระโจม ฮวาเสี่ยวซีรีบลุกขึ้นยืนชิดมุมกระโจมอย่างรวดเร็ว พยายามเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ผู้ที่เข้ามาใหม่สังเกตเห็นความผิดปกติของนางและบิดา
ประตูกระโจมเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของจิ้นอ๋อง ฮวาหยางก็เดินนำท่านหมอชราตามเข้ามาในกระโจมอย่างรวดเร็ว สีหน้าของฮวาหยางเต็มไปด้วยความกังวลและความร้อนรน
"ท่านพ่อ!" ฮวาหยางร้องเรียกด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสภาพของบิดา เขารีบตรงเข้าไปประคองร่างที่สั่นเทาของแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นทันที
ท่านหมอชราเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อเห็นอาการของแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้น เขาก็รีบเข้าไปตรวจชีพจรและสังเกตอาการอย่างละเอียด
เมื่อท่านหมอชรากล่าวถึง "พิษ" จิ้นอ๋อง ฮวาหยาง และฮวาเสี่ยวซีต่างเข้าใจความหมายโดยนัยนั้นดี พวกเขารู้ถึงความทรมานที่แม่ทัพใหญ่ฮวากำลังเผชิญจากพิษปลุกกำหนัดและพิษราคะนารีที่กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
จิ้นอ๋องทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย ทอดพระเนตรไปยังแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นด้วยความเห็นพระทัย แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงตระหนักถึงความลับที่ต้องปกป้องเรื่องนี้ไม่ให้แพร่หลายออกไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของกองทัพได้