“เจ้าหนูตอนนี้เจ้าอยู่ในวิหารสุริยัน” เสียงชายแก่ดังขึ้น
“วิหารสุริยัน มันคือสิ่งใดหรือท่านผู้อาวุโส” มันของของวิเศษที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว”
“แล้วมันวิเศษยังไงหรือท่านผู้อาวุโส?”
“เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย เด็กน้อย เจ้าช่างอ่อนต่อโลกนัก หากเป็นคนอื่นที่ได้ยินข้าพูดว่าของวิเศษเท่านั้น พวกเขาต่างอยากได้ไปครอบครองกันทั้งนั้น มีแต่เจ้านี่แหละแปลกคนจริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าละเริ่มถูกใจเจ้าจริงๆ”
“เจ้าหนูข้าถามเจ้าจริง ๆ เจ้าไม่อยากเป็นเจ้าของวิหารสุริยันนี้อย่างนั้นหรือ”
“ถ้าถามข้าว่าอยากเป็นเจ้าของวิหารนี้ไหม มันก็แล้วแต่โชค และวาสนาของข้า หากข้ามีวาสนาต่อมันมันก็เป็นของข้า หากข้าไม่มีวาสนากับมันต่อให้ข้าอยากได้แทบตายมันก็ไม่ได้เป็นของข้าอยู่ดี หากมันไม่ใช่ของข้ามันก็เหมือนของไร้ค่าสำหรับข้านั่นแหละจริงไหมท่านผู้อาวุโส.....”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า จริงอย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ หากไร้วาสนาก็เพียงของไร้ค่าชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่อยู่ที่นี่มานับแสนปี พึงเคยพบเคยเจอคนแบบเจ้า เอาหละข้าจะบอกเจ้าเองว่ามันวิเศษยังไง”
“วิหารนี้แต่เดิมเป็นวิหารคู่ ชื่อของมันคือวิหารสุริยัน และวิหารจันทรา ตั้งแต่สมัยโบราณวิหารทั้งสองต่างมีคนแก่แย่งชิงกันเพราะความสามารถของวิหารสุริยันนี้คือการบ่มเพาะร่างกาย และวิหารจันทราบ่มเพาะจิตใจ หากนำอาวุธธรรมดาหรือชุดเกราะมาเก็บไว้ในวิหารทั้งสอง ยิ่งนานเท่าไหร่อาวุธและชุดเกราะพวกนั้นจะยิ่งทรงอานุภาพยิ่งขึ้น บางชิ้นถึงกับเป็นอาวุธขั้นเทวะเลยก็ยังมีให้เห็น”
“แล้วอาวุธที่อยู่ด้านนอกนั้นอยู่มานับแสนปี มันไม่เกินอาวุธระดับเทวะไปแล้วอย่างนั้นหรือผู้อาวุโส”
“ใช่ว่าทุกชิ้นจะขึ้นเป็นอาวุธระดับเทวะได้ทั้งหมด ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ผลิตอาวุธนั้น หากเป็นวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ ระดับของมันก็จะยิ่งสูงขึ้น แต่หากใช้วัตถุดิบธรรมดาอย่างมากก็เป็นอาวุธระดับปฐพีหรือนภาเท่านั้น”
“แล้วระดับของอาวุธมีอะไรบ้างหละผู้อาวุโส”
“นี่เจ้าไม่รู้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
“ข้าน้อยเรียนรู้การตีอาวุธก็จริงอยู่เพียงแต่ว่าข้าน้อยเองก็ลืมถามท่านปู่ไปเหมือนกันถึงระดับขั้นของอาวุธที่ข้าตีมันออกมา เพราะหากข้าตีอาวุธออกมาได้ดี ท่านปู่เพียงแค่ชมว่า ดี ดี เท่านั้น ไม่ได้บอกระดับมันกับข้าเลย แต่หากตีออกมาไม่ดี ข้าต้องกลับไปฝึกใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียวดังนั้นข้าน้อยจึงลืมเรื่องนี้ไปเลย”
“อื่ม งั้นข้าเองก็จะบอกกับเจ้าก็แล้วกันถึงเรื่องระดับของอาวุธ
ระดับต่ำสุดคือระดับปฐพี จะมีกำลังทำลายอยู่ที่ ห้าร้อยถึงห้าพันจิน
ระดับถัดมาคือระดับนภา จะมีพลังทำลายอยู่ที่ ห้าพันจินขึ้นไปถึงสองหมื่นจิน
ระดับสวรรค์ จะมีพลังทำลายอยู่ที่ สองหมื่นจินขึ้นไปถึง หนึ่งแสนจิน
ระดับเทวะจะมีพลังทำลายอยู่ที่ หนึ่งแสนจินขึ้นไปถึง ห้าแสนจิน
และสุดท้ายระดับตำนาน พลังทำลายของมันจะอยู่ที่ห้าแสนจินขึ้นไป”
“แล้วสูงกว่าระดับตำนานมีไหมท่านผู้อาวุโส”
“เหนือกว่าระดับตำนาน ก็มีอยู่เพียงแต่ว่าข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอาวุธแบบนั้นหลงเหลืออยู่หรือไม่ เพราะในอดีตนั้นก็มีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น มันคืออาวุธระดับเทพ พลังทำลายนั้นจะอยู่ที่ห้าล้านจินขึ้นไป”
“เอาละมาเข้าเรื่องของวิหารสุริยัน จันทราต่อกันเถอะ หลังจากที่เกิดการแก่แย่งชิงกัน เจ้าของคนเก่าของวิหารสุริยัน และวิหารจันทรา ถูกตามล่าสังหารอย่างหนักจากพวกโลภมากทั้งหลาย พวกเขาจึงตัดสินใจนำวิหารทั้งสองหลอมรวมกัน จนกลายเป็นวิหารเดียวอย่างเช่นทุกวันนี้ และอานุภาพของมันยังมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว ก่อนเจ้าของวิหารคนเดิมทั้งคู่จะตายพวกเขาได้นำเศษเสี้ยวจิตวิญญาณใส่ไว้ในวิหารสุริยัน จันทรา ซึ่งก็คือข้าในตอนนี้ที่อยู่เฝ้ารักษาที่นี่มานับแสนปี จากนั้นก็นำวิหารมาซ่อนไว้ที่นี่”
“ถ้าอย่างนั้นผู้อาวุโสก็อยู่อย่างโดดเดี่ยวมาเป็นแสนๆ ปีแล้วหละสิ”
“ใครบอกเจ้า ข้าจะอยู่คนเดียวทำไม ในเมื่อเจ้าของเดิมมีอยู่สองคน ข้าก็ให้เขานำเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเขาใส่ไว้เหมือนกัน ตอนนี้ยายเฒ่านั่นคงพักผ่อนอยู่ที่ไหนสักที่ในวิหารแห่งนี้แหละ เจ้าอย่าไปใส่ใจมากนักเลย”
“เจ้าเรียกใครว่ายายเฒ่า.........” เสียงหญิงชราเดินเข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง
“ข้าก็แค่พูดไปเล่น ๆ เอง นาน ๆ กี่แสนปีแล้วที่พวกเราไม่ได้เจอกับบุคคลภายนอก เจ้าไม่เบื่อบ้างหรือ”
“เอาละ เอาละ ไหนๆ เจ้าก็มาแล้ว มาช่วยกันทดสอบเจ้าหนูนี่กันหน่อย ข้าดูแล้วเจ้าหนูนี่ไม่เลวเลยทีเดียว บางทีพวกเราอาจจะถึงเวลาพักผ่อนอย่างสงบแล้วก็ได้”
“ชิ ตาเฒ่านี่ ข้าจะเว้นให้ละกันครั้งนี้ .........”
“เอาละทีนี้ก็ถึงตาของเจ้าแล้วเจ้าหนูเจ้าอยากจะทดสอบโชควาสนาของเจ้ากับวิหารสุริยัน จันทรา นี้หรือไม่”
“ได้สิท่านผู้อาวุโส ว่าแต่การทดสอบ ข้าต้องทดสอบอย่างไรบ้าง”
“การทดสอบของพวกเรา ไม่สามารถบอกได้ว่าเจ้าจะเจออะไร เจอกับอะไรบ้าง เพราะหากบอกเจ้าก่อนมันก็ไม่ใช่การทดสอบนะสิเจ้าหนู อย่ามาหลอกถามข้าเลย”
“เอาละ เจ้าเตรียมใจให้พร้อมก็แล้วกัน หากเจ้ามีวาสนากับพวกเราจริง ๆ ก็คงได้ร่วมทางกัน หากไม่แล้วพวกเราก็คงต้องรอคนอื่นต่อไป......”
“ได้ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ท่านผู้อาวุโส”
“ดี งั้นก็จะเริ่มแล้วนะ”
ฟุบบ................
“เจ้าว่าเจ้าหนูนั่นพอจะมีโอกาสผ่านการทดสอบของพวกเราไหมตาเฒ่า”
“ข้าคิดว่าน่าจะมีโอกาสมาที่จะผ่านการทดสอบจากการพูดคุยที่ผ่านมาเจ้าหนูนี่ไม่เลวเลย ไม่มีความโลภเลยสักนิด หากจะให้ข้าฟันธงก็คงเป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่ารอดูกันดีกว่า”
“อื่ม ก็จริงอย่างเจ้าว่านั่นแหละ ใจคนยากแท้หยั่งถึง หวังว่าเราจะเจอคนที่ดี ๆ ก็แล้วกัน”
เฟิ่งหยูโผล่มาอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกล ผู้คนส่วนใหญ่มีฐานะที่ยากจน เฟิ่งหยูเดินไปตามทางมาเรื่อย ๆ พร้อมกับเริ่มสอบถามชาวบ้านที่ผ่านไปมา
“ท่านลุง ที่นี่คือที่ไหนท่านลุงช่วยบอกข้าได้หรือไม่”
“เจ้าหนู เจ้ามาจากต่างถิ่นอย่างนั้นหรือ ที่นี่คือหมู่บ้านหลิงซาน”
“ท่านลุงแถวนี้พอจะมีที่พักบ้างไหม ข้าไม่รู้จักใครเลย”
“เจ้าไม่มีที่พักอย่างนั้นหรือ ถ้าไม่รังเกียจก็ไปพักที่บ้านข้าก่อนก็แล้วกัน ถึงบ้านข้าจะจน แต่ก็พอมีที่ซุกหัวนอนให้เจ้าได้บ้าง ที่พักในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีหรอก เจ้าอย่าเสียเวลาเดินหาที่พักอีกเลย”
“ขอบคุณท่านลุง ว่าแต่ท่านลุงมีนามว่าอะไร ข้าน้อยเฟิ่งหยู”
“เรียกข้าว่าลุงชุนก็แล้วกัน”
“ขอรับท่านลุงชุน”
เฟิ่งหยูเดินตามชายวัยกลางคนไป ระหว่างทางเขาสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ ภายในหมู่บ้าน จนได้ทราบว่าหมู่บ้านหลิงซานแห่งนี้แต่เดิมมิได้ยากจนแบบนี้ พวกชาวบ้านในหมู่บ้านต่างขยันขันแข็ง เพียงแต่ไม่นานมานี้ หมู่บ้านของพวกเขาถูกโจรบุกปล้นกันบ่อยครั้งขึ้นทำให้ทรัพย์สินของมีค่าถูกโจรปล้นไปจนหมด เสบียงอาหารที่กักตุนไว้ก็ถูกปล้นไปจนหมด หลาย ๆ คนเริ่มท้อแท้กับชีวิต และไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต พวกเขาต่างหวาดกลัวต่อโจรพวกนั้นเป็นอย่างมาก
“ท่านลุงแล้วทำไมพวกท่านไม่ร่วมมือกัน หรือแจ้งไปยังเมืองหลวงให้พวกเขานำคนมาปราบพวกโจรหละ”
“พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะมีใครมาสนใจ อีกอย่างพวกขุนนางที่อยู่ในเมืองหลวง นอกจากออกมาเก็บภาษีจากพวกเราแล้ว ก็ไม่ได้สนใจพวกเราอีกเลย”