5
ค่อยๆปรับตัวกันไป
เฉินหงอี้อยู่เฝ้าชายหนุ่มในห้องของอีกฝ่ายทั้งคืน เขายังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติ จังหวะการเต้นของหัวใจก็ปกติ เหมือนเขากำลังหลับ แต่ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น อยากจะลองใช้พลังรักษาเขาอีกครั้ง แต่ก็กลัวว่าจะทรุดหนักกว่าเดิม ตอนนี้ได้แค่รอให้เขาฟื้นขึ้นมาก่อน จากนั้นค่อยถามไถ่อาการดูว่ารู้สึกยังไง
“คุณ” ในตอนเช้าตรู่อยู่ๆก็รู้สึกถึงแรงขยับของมือที่เธอกุมเอาไว้
“รู้สึกยังไงบ้าง ปวดหัวไหม ปวดตาหรือเปล่า เจ็บตรงไหนไหม?”
“คุณมาอยู่ในห้องผมได้ยังไง แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ในห้องได้” เขาไม่ตอบคำถาม แต่กลับถามคำถามกลับมา เขาจำกลิ่นห้องของตัวเองได้
“อยู่ๆคุณก็หมดสติ ฉันเลยพาคุณมานอนพักในห้อง แล้วก็อยู่รอจนกว่าคุณจะฟื้น” การที่เขาหมดสติเธอมีส่วนต้องรับผิดชอบ แต่จะให้บอกเขาไปตรงๆก็คงไม่ได้
อึดอัดจังเลย เวลาที่พูดความจริงออกไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าถ้าพูดแล้วเขาจะเชื่อหรือเปล่า จะหาว่าเธอบ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้หากพูดความจริงออกไป
“ผมไม่เป็อะไรแล้ว คุณออกจากห้องผมไปได้แล้ว หญิงชายไม่ควรอยู่กันตามลำพังสองต่อสองในห้องลับตาคนแบบนี้”
“อ้าว!! คุณบอกเองว่าให้ฉันอยู่ในฐานะภรรยาของคุณ ภรรยาจะเข้ามาในห้องสามีมันแปลกตรงไหน คิดมากน่าคุณ” เื่แค่นี้เอง ชายหญิงไม่ควรอยู่ตามลำพังอะไรกัน ถ้าเธอไม่ช่วยพาเข้ามาในห้องจะให้ปล่อยไว้ข้างนอกหรือไง
“ว่าแต่คุณรู้สึกยังไงบ้าง”
“ยังปวดหัวอยู่นิดหน่อย” เขากำลังคิดทบทวนเื่ที่เกิดขึ้นต่างหาก ในความทรงจำของเขา ตอนนั้นเขากำลังคุยกับเธอที่แคร่ข้างบ้าน และกำลังจะเข้าบ้าน เธอจับแขนเขาเอาไว้ จากนั้นก็ไม่รู้เื่อะไรแล้ว ตื่นมาก็รู้สึกปวดหัว แล้วก็พบว่ามานอนอยู่ในห้องของตัวเอง
“คุณมองเห็นฉันหรือเปล่า แค่ลางๆก็ได้” เขาส่ายหน้าเป็คำตอบ
“งั้นคุณพักผ่อนต่อเถอะ นี้ก็จะเช้าแล้ว อีกไม่นานลูกๆของคุณก็ตื่นนอนแล้ว” เขาไม่พูดอะไรกับเธออีก สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีเอามากๆ
เธอปล่อยให้เขาพักผ่อน ดีที่อาการของเขาไม่แย่ลง ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องโทษตัวเอง ไม่น่าใจร้อนเลย
่สายเฟยิเอาอาหารเช้าไปให้เขา แต่ดูเหมือนเขาจะไม่แตะต้องมันเลย ในใจของเธอกังวลอยู่ไม่น้อย มนุษย์ในยุคสมัยนี้ยีนยังไม่มีการกลายพันธุ์ การใช้พลังรักษาของเธออาจไม่ได้ผล เพราะเขาไม่มียีนที่ตอบสนองต่อพลังของเธอ
แต่ถ้าได้รับพลังการรักษาของเธอเข้าไปกระตุ้นอาจจะทำให้ยีนของเขาเกิดการวิวัฒนาการและเกิดการกลายพันธุ์ก็ได้ คงต้องลองดูอีกครั้งถ้าไม่ได้ผลยังไงเธอค่อยหยุดรักษา
จะว่าเป็ที่พลังของเธอก็ไม่ใช่ เธอทดสอบเอาปลายมีดกรีดที่ปลายนิ้วของเธอแล้ว พลังรักษายังใช้ได้ตามปกติ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็อย่างที่เธอคาดการณ์เอาไว้
“เฟยิ เฟยเหมียน พี่มีเื่จะคุยด้วยหน่อย”
“มีอะไรหรือครับพี่หงอี้” เฟยเหมียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะพี่สาวหงอี้บ้านเขาถึงมีเนื้อกินติดต่อกันหลายมื้อแบบนี้ แถมยังมีเนื้อตากแห้งเก็บเอาไว้อีก
“คือว่าพ่อของพวกนายให้พี่อยู่ที่นี้ต่อได้ และให้พี่ช่วยดูแลพวกนาย”
“ครับพ่อบอกพวกเราแล้วว่าพี่หงอี้จะมาเป็ภรรยาของคุณพ่อ แล้วก็มาเป็แม่เลี้ยงให้พวกเรา”
“ห๊า...” แม่เลี้ยงหรอ? เธอพึ่งอายุ 25 ปี ก็กลายมาเป็แม่เลี้ยงแล้วหรอ จะเป็ลม เธอยังไม่แก่ขนาดนั้น
“พวกเราดีใจมากครับที่พี่หงอี้มาเป็แม่เลี้ยงให้พวกเรา เมื่อเช้าผมเห็นพี่หงอี้ออกมาจากห้องพ่อด้วย ขอบคุณที่พี่หงอี้ช่วยดูแลพ่อด้วยนะครับ”
“....” เห็นด้วยหรอ? อยากจะบ้าตาย ทำไมต้องรู้สึกแปลกๆด้วย ก็แค่เข้าไปดูแล ซึ่งสาเหตุก็มาจากตัวเธอเองที่ทำให้เขาหมดสติไป
“พวกผมจะเรียกพี่หงอี้ว่าพี่หรือว่าแม่ดีครับ”
“เออ…เรียกพี่เหมือนเดิมเถอะนะ ถ้ามีคนถามค่อยบอกว่าพี่เป็ใคร แบบนี้ดีไหม?” ขอละอย่างเรียกกันแบบนั้น ถึงเธอจะเอ็นดูเด็กทั้งสอง แต่ก็ไม่คิดจะให้ทั้งคู่มาเรียกเธอว่าแม่หรอกนะ เธอยังไม่แก่ขนาดนั้น
“ครับ”
“ว่าแต่ที่บ้านพอจะมีเมล็ดพันธุ์ผักเหลืออยู่บ้างไหม พี่จะพาพวกนายทำสวนปลูกผัก” พูดเหมือนดูดี แต่ผักอะไรเป็อะไรบอกตามตรงเธอแยกไม่ออกหรอก แต่ก็ดีกว่าอยู่ว่างๆ ว่างแล้วมันคิดฟุ้งซ่าน
แค่เคยไปช่วยงานฝ่ายเพาะปลูกอยู่สองสามครั้ง พวกเขาปลูกในตู้กระจก ใช้น้ำไหลเวียน ให้พืชเจริญเติบโต ทุกอย่างถูกสั่งการผ่านระบบเอไอสุดไฮเทค ส่วนการขุดดินเพื่อปลูก เธอเคยเห็นเท่านั้น แต่ก็ไม่น่าจะยากนะ ในเมื่อคิดจะอยู่ที่นี้ก็ต้องสร้างแหล่งอาหารขึ้นมา เริ่มจากการเพาะปลูกพืชผักที่มีก่อนแล้วกัน
เริ่มจากอุปกรณ์การขุด อย่างเครื่องขุดดิน พรวนดิน ทุกอย่างไม่น่าจะยาก แต่แล้วสิ่งที่วาดหวังเอาไว้ กับสิ่งที่เจอตรงหน้ามันแตกต่างกันมาก
“อันนี้คือ?” เฉินหงอี้หยิบมันขึ้นมาและเอ่ยถามเด็กชายทั้งสอง
“จอบเอาไว้ขุดดินครับพี่หงอี้ ที่บ้านมีอยู่สองอัน มีคราดแล้วก็เสียมอีกหนึ่งด้าม” เฉินหงอี้ยกมือขึ้นมากุมขมับ ลืมคิดไปเลยว่านี้มันยุค 1968 จะเอาเครื่องจักรทุ่นแรงมาจากไหน
“ถ้าจะทำแปลงผัก เราต้องเริ่มจากการถางหญ้าก่อนครับพี่หงอี้” เฟยเหมียนจำได้เพราะเคยช่วยพ่อทำมาก่อน เริ่มจากถอนหญ้า แล้วก็ขุดแปลงผัก
“อืม งั้นเริ่มจากการถางหญ้าออกก่อน” ไม่รู้ว่าใครพาใครทำ จะพูดให้ถูกคือเด็กๆทั้งสองกำลังสอนเธอว่าควรเริ่มทำอะไรก่อน
แค่ถางหญ้าใช้เวลาสองชั่วโมงเต็มๆ หญ้าก็ถูกถางออกมาจนหมด ถึงจะไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน แต่เธอมีพละกำลัง ร่างกายแข็งแรง การถางหญ้าไม่ใช่เื่ยาก
“เฟยิ เฟยเหมียนพวกนายสองคนไปพักเถอะ ตรงนี้พี่จัดการเอง”
ส่วนพ่อของเด็กๆทั้งสองยังคงพักอยู่ในห้อง ตอนเที่ยงเธอเข้าไปดูแล้ว เหมือนว่าเขาจะยังปวดหัวอยู่ หน้าตาเขาดูซีดเซียว แต่ไม่มีไข้ อุณหภูมิร่างกายปกติ
อากาศในเดือนสามเป็ฤดูใบไม้ผลิ อากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับการเพาะปลูก ที่หลังบ้านมีบ่อน้ำอยู่สามารถตักมารดพืชผักได้
“พี่หงอี้ขุดเสร็จแล้วหรือครับ เร็วมาก” เฟยิมองดินที่ถูกขุดอย่างอึ้งๆ ทำไมพี่หงอี้ถึงได้แข็งแรงแบบนี้
“แล้วเราจะปลูกอะไรกัน?” ในเมื่อขุดเสร็จแล้ว ก็ต้องเริ่มปลูก ยังพอมีเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน
“ยังปลูกไม่ได้ครับพี่หงอี้”
“ทำไม?” ในเมื่อดินก็ขุดเสร็จแล้ว ยังปลูกไม่ได้อีกหรอ?
“ต้องตากหน้าดินเอาไว้ 3-5 วันก่อนครับ ถึงจะปลูกได้” เมื่อได้ยินสิ่งที่เฟยิบอก เธอก็พยักหน้าที่แท้เป็แบบนี้
“พี่เข้าใจแล้ว” ที่ปี 3xxx ใช้เครื่องจักรทุ่นแรง พรวนดินแล้วก็ลงเมล็ดเลย ไม่เห็นต้องพักหน้าดินให้ยุ่งยากเลย แต่นั้นมันปี 3xxx ดินถูกบำรุงด้วยปุ๋ยและแร่ธาตุที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก หน้าดินที่ถูกพรวนจะถูกฆ่าเชื้อด้วยเลเซอร์ พอลงเมล็ดเพาะปลูกก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของระบบเอไอสั่งการอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็การรดน้ำหรือให้ปุ๋ย
อีก 3 วันเลย พรุ่งนี้ขอเข้าไปสำรวจป่าหน่อยก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ไปล่าไก่ป่า ไม่ก็ไปจับปลาที่ลำธารก็ยังดี ดีกว่าอยู่ว่างๆ จากนั้นก็คงต้องเดินทางเข้าตัวอำเภอ เห็นว่าที่นั้นมีตลาดมืดที่สามารถนำเนื้อไปขายได้ คงต้องลองเสี่ยงไปดูสักครั้ง
ก็อกๆ
“คุณ”
“คุณหลงเฟยอวี้”
“ฉันเข้าไปได้ไหม?” อย่างน้อยก่อนนอนก็ขอเข้าไปดูอาการเขาหน่อย เฟยิบอกว่าอีกฝ่ายกินอาหารได้น้อยมาก
“เข้ามา” เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตก็เปิดประตูเข้าไปทันที
“คุณไม่ต้องลุกก็ได้ ฉันแค่เข้ามาดูอาการของคุณเท่านั้น” ใบหน้าของเขายังซีดอยู่ ห้องก็มืดแต่นั้นไม่เป็ปัญหาสำหรับเธอ
“ตะเกียงอยู่มุมขวาข้างๆประตู”
“อืมรู้แล้ว” แต่ไม่คิดจะจุดมัน
“ขอจับชีพจรคุณหน่อยนะ” เฉินหงอี้ใช้มือจับจังหวะการเต้นของหัวใจอีกฝ่าย เธอใช้นาฬิกาที่ติดตัวมาระบุอัตราการเต้นของหัวใจ
“ตอนนี้คุณปวดหัวหรือเปล่า มีอาการแปลกๆไหม?”
“ไม่ปวดแล้ว”
“คุณนอนลงไปได้แล้ว ทำตัวสบายๆ ฉันขอลองอะไรนิดหน่อย” เอาว่ะ ขอลองอีกสักครั้ง ถ้าไม่ได้ผลก็คงต้องถอดใจ
“คุณจะทำอะไรผม ถึงผมจะให้คุณอยู่ในฐานะภรรยา แต่ไม่คิดให้คุณมาเป็ภรรยาจริงๆหรอกนะ”
“คิดไปไหนของคุณเนี่ย ฉันแค่จะตรวจดูอาการของตาคุณเท่านั้น ไม่ได้จะรังแกข่มเหงคุณเสียหน่อย” เขาคิดมากเกินไปจริงๆ เธอไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้นหรอก
มือของเธอจับที่แขนของเขา ค่อยๆปล่อยพลังรักษาส่งผ่านพลังช้าๆ ผ่านไปราวๆสองนาที ร่างกายของเขามีอาการแบบเดิม ก็คือหมดสติไป เฉินหงอี้ถึงหยุดใช้พลังรักษา เหมือนกับว่าคราวนี้ร่างกายของเขาจะทนรับพลังได้นานกว่าครั้งที่แล้ว
ถือว่าเป็สัญญาณที่ดี ขอให้สมมุติฐานที่เธอคาดการณ์เอาไว้ถูกด้วยเถอะ เพราะถ้าเป็แบบนั้นก็ยังมีหวังที่จะรักษาอีกฝ่ายให้หายเป็ปกติ
“พี่หงอี้ครับ ผมจะไปกับพี่ด้วย” เฟยิ
“ผมด้วยครับ” เฟยเหมียน
“พี่ไปคนเดียวได้” เธอเตรียมของสำหรับการเข้าป่าเรียบร้อยแล้ว
“ให้ผมไปด้วยเถอะนะครับ” เฟยหลงส่งสายตาอ้อนวอนมามองเฉินหงอี้
“ถ้าพวกนายไป ใครจะอยู่ดูแลพ่อ” เด็กชายทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วก็หันมามองเธอ
“ผมจะไปเป็กับพี่หงอี้ ส่วนเฟยเหมียนจะอยู่กับพ่อ” เธอพยักหน้าตกลง ตอนนี้ก็สายแล้วเขายังไม่รู้สึกตัวเลย ดูเหมือนคราวนี้จะนานกว่าครั้งแรกอีก แต่เธอตรวจชีพจรของเขาแล้ว เขาไม่เป็อะไร
เธอจัดเตรียมอุปกรณ์ครบมือ เอากระเป๋าคาดเอวใส่อาวุธครบมือติดมาด้วย จากนั้นสะพายตะกร้าไม้ไผ่ ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าป่ากับเฟยิ
“ป่าเงียบดีจัง ไม่เห็นมีชาวบ้านมาหาของป่าเลย” ั้แ่เดินออกจากบ้านมาก็ไม่เห็นจะเจอชาวบ้านสักคนเลย
“ป่าแถบนี้ไม่ค่อยมีคนหรอกครับ เพราะมันอยู่ไกลออกมา เลยไม่ค่อยมีคนเข้ามา” ก็ดีแล้ว ทำอะไรจะได้สะดวกๆหน่อย
ทั้งสองค่อยๆเดินลัดเลาะเข้ามาในป่า ในที่สุดก็ถึงลำธาร ทั้งสองหยุดพัก เฉินหงอี้ให้กระบอกน้ำของตัวเองไปตักน้ำในลำธารเอาเก็บไว้ดื่ม
ดูเหมือนลำธารนี้จะไหลมาจากน้ำตกที่อยู่ลึกไปในป่าลึก ในลำธารมีปลาแหวกว่ายอยู่ไม่น้อย
“พี่หงอี้ครับ ตรงนี้มีต้นหัวไชเท้าป่าขึ้นด้วยครับ” ต้นอะไรนะ? เฉินหงอี้เดินเข้าไปหาเฟยิมองต้นพืชที่เฟยิกำลังขุดมันขึ้นมา
“มันคืออะไรหรอ?”
ก็คือไม่รู้จริงๆ พืชผักในปี 3xxx มีไม่มากนักที่สามารถเพาะปลูกได้แล้วเธอก็ไม่มีความรู้เื่พืชผักมากหนัก มีหน้าที่แค่กินเท่านั้น
ความสนใจของเธอทุ่มให้การสร้างและพัฒนาอาวุธ เรียกว่าหลงใหลเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเลยไม่มีความรู้เื่พืชผักมากหนัก รู้จักแค่แครอท ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ฝักทอง แค่นี้ที่นึกหน้าตาและลักษณะของพวกมันออก
“ไชเท้าป่าครับ เอาไปผัด ต้ม หรือตุ๋นก็ได้ครับ”
“ด้วยพี่ช่วยขุด” ใช้เวลาไม่นานหัวไชเท้าป่าก็ถูกขุดจนหมด ได้มาเยอะพอสมควร เฟยิยิ้มออกมาด้วยความดีใจ โชคดีที่เขามาด้วย พี่หงอี้ไม่รู้จักพวกพืชผักในป่าเลย ดีที่เขามาด้วย ถึงได้พืชผักและสมุนไพรมาไม่น้อย นอกจากไชเท้าก็ได้ ขิงป่า ผักหวานป่ามาด้วย
แต่ถึงอย่างนั้นพี่หงอี้ก็รู้จักการจับปลา ดูจากปริมาณปลาหลายสิบตัวที่ได้มา ทำให้เขาทึ่งอยู่ไม่น้อย พี่หงอี้เก่งจริงๆ
“พี่หงอี้ครับ พี่ใช้อะไรยิงหรอครับ”
“เ้านี้นะหรอ มันคือธนู” ลูกศรจากโลหะสังเคราะห์ ที่มีน้ำหนักเบา สะดวกในการพกพา แค่ยิงปลาในระยะใกล้ๆไม่พลาดอย่างแน่นอน
“สนใจหรอ?” แววตาของเฟยิจับจ้องมองมันด้วยความสนใจ
“ครับ ผมอยากยิงธนูเก่งเหมือนพี่หงอี้”
“เอาไว้พี่ทำธนูไม้ให้ลองฝึกยิงดูก่อนก็แล้วกัน” ขึ้นชื่อว่าอาวุธหากใช้ไม่เป็มันจะอันตราย การทำธนูจากไม้ก็ไม่ได้ยากอะไร ไปตัดเอาไม้ไผ่ั์จากหลังบ้านมาทำให้ก็ได้แล้ว
“เย้ๆ พรุ่งนี้เลยนะครับ” เห็นท่าทีดีใจของเฟยิก็พยักหน้าตอบตกลง ธนูไม้ใช้ยิงปลาในลำธารได้ ล่าไก่ป่าก็ได้ ถ้ายิงได้เร็วและแรงพอ ในเป้มีเชือกที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์พิเศษเหลืออยู่ เอามาทสายร้อยธนูได้
“อันนั้นเขาเรียกว่าอะไรครับ ผมเห็นพี่หงอี้ใช้มาสองครั้งแล้ว” เฟยิเอ่ยถามด้วยความสงสัย ข้าวของพี่หงอี้มีแต่ของที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“อันนี้คือแท่งแมกนีเซียม มีไว้สำหรับจุดไฟ แบบที่พี่ทำเมื่อกี้” เธอใช้แท่งแมกนีเซียมก่อไฟ มันสะดวกแล้วก็ใช้ง่าย เป็แมกนีเซียมสังเคราะห์คุณสมบัติดีกว่าแมกนีเซียมธรรมชาติสามเท่า
ที่จริงมันมีเอาไว้สำหรับเร่งปฏิกิริยาของอุปกรณ์ที่ทำจากเทคโนโลยีนาโน เธอพกมันติดตัวมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ แค่พกเผื่อๆเอาไว้เท่านั้น
“ไม่ต้องใช้ไม่ขีดก็จุดไฟได้ด้วย” แถมชื่อก็ไม่คุ้นหูอีก แต่มันจุดไฟได้เป็อย่างดี ดูจากกองไฟตรงหน้าที่กำลังลุกไหม้อยู่ตอนนี้
แบ่งเอาปลาสองตัวมาย่างกินเป็มื้อเที่ยง ก่อนจะกลับออกมาได้ปลามาทั้งหมดยี่สิบตัว เฟยิบอกว่าสามารถเอามันมาตากแห้งเก็บเอาไว้กินได้หลายมื้อ ก็เลยเลือกตัวใหญ่ๆมาเลย
ขากลับออกจากป่าได้ไก่ป่ามาด้วยสองตัว ในป่าลึกเธอเห็นรอยเท้าของสัตว์ใหญ่ด้วย แต่ยังไม่ถึงเวลาล่าพวกมัน เนื้อหมูป่าที่บ้านยังเหลืออยู่ เอาไว้ให้เธอหาแหล่งขายเนื้อได้ก่อน ค่อยตามแกะรอยและล่าพวกมันก็ยังไม่สาย