เสือโคร่งขาวตัวมหึมาปรากฏตัวขึ้นด้านหลังนางั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ดวงตาเสือคู่ั์จ้องมองนางเขม็ง!
"โฮก!"
เสือโคร่งขาวตัวั์ส่งเสียงคำรามต่ำ ร่างกายส่วนหน้าโน้มไปข้างหลังเล็กน้อย ทำท่าราวกับกำลังจะกระโจนเข้าใส่!
นี่มันเห็นนางเป็เหยื่อชัด ๆ เลย!
เวินจื่อถงใจนไม่กล้าขยับเขยื้อน
เล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนางนั้น เอาไว้ใช้จัดการกับพวกนักเลงกระจอกที่ไม่มีพื้นฐานวรยุทธ์ยังพอไหว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสือตัวใหญ่เช่นนี้ นางไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย!
ด้วยปากเสือขนาดเช่นนั้น คำเดียวคงเขมือบเด็กน้อยเข้าไปได้ทั้งตัวเลยกระมัง!
เวินจื่อถงไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว รีบหันหลังวิ่งหนีทันที!
ในยามนี้อาจกล่าวได้ว่าเวินจื่อถงใช้แรงทั้งหมดที่มีวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ทว่านางเพิ่งจะอายุห้าขวบเท่านั้น! ขาสั้น ๆ คู่นั้นต่อให้ก้าวเร็วเพียงใด จะไปเร็วเกินหน้าเสือตัวใหญ่ได้อย่างไร?
วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว เท้ากลับเหยียบพลาด จนกลิ้งตกลงมาจากเนินลาดด้านข้างทันที!
เวินจื่อถงถูกกระแทกจนมึนงงไปหมด อวัยวะภายในแทบจะหลุดออกมาข้างนอก
กว่าจะหยุดนิ่งได้ หัวใจกลับเ็ปจนทำให้ดวงตาของนางเริ่มพร่ามัว
ท่ามกลางความเลือนลาง เสือตัวใหญ่ตัวนั้นได้มาหยุดอยู่ตรงหน้านาง ราวกับอยากรู้ว่านางตายหรือยัง จึงยื่นอุ้งเท้าเสือออกมาเขี่ยร่างของนางเบา ๆ
เสียงลมหายใจหนักหน่วงของเสือ พร้อมกับกลิ่นคาวเืรุนแรง มันค่อย ๆ อ้าปากกว้างหมายจะกัดเวินจื่อถง
เพราะโรคหัวใจแต่กำเนิดกำเริบ เวินจื่อถงจึงไม่มีแม้แต่แรงจะขัดขืน ในใจมีเพียงความสิ้นหวังอันไร้ที่สิ้นสุด
นางทะลุมิติมาครั้งนี้ กลับมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเท่าเ้าของร่างเดิมในตำราหรือ?
ตนเองตายนั้นไม่น่าเสียดายหรอก แต่ว่านางยังไม่ได้เตือนพวกพี่ชายให้ระวังพระเอกที่จะปรากฏตัวในอีกห้าปีข้างหน้าเลย!
ทว่าเวินจื่อถงกลับไม่ทันสังเกตว่า เมื่อครู่ตอนที่กลิ้งลงมาจากเนิน มือของนางถูกบาดจนเืไหลซึม
หยดเืหยดหนึ่งค่อย ๆ ไหลออกมา และหยดลงบนกำไลไม้ที่สวมอยู่ที่ข้อมือของนาง
หลังจากเืของเวินจื่อถงซึมซาบเข้าไปในกำไลไม้ มันกลับเปล่งแสงสีแดงที่ดูประหลาดและลึกลับออกมา
แสงสีแดงนี้ทำให้เสือตัวใหญ่ใจนถอยหลังไปหลายก้าว และจ้องมองด้วยความสงสัย
แต่ในพริบตาต่อมา เสือตัวใหญ่ก็เห็นเหยื่อของตนหายวับไปท่ามกลางแสงสีแดงนั้น!
ดวงตาเสือเต็มไปด้วยความฉงน มันเดินวนรอบบริเวณที่เวินจื่อถงเคยอยู่สองสามรอบ เมื่อไม่พบสิ่งใด จึงเดินจากไปอย่างงุนงง
เวินจื่อถงไม่รู้ว่าตนเองหมดสติไปนานเท่าใด กว่าจะค่อย ๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ความเ็ปที่หัวใจทำให้นางเริ่มหายใจลำบาก
นางไม่มีเวลาสนใจสิ่งอื่น รีบตรวจชีพจรของตนเอง และพบว่าเป็ชีพจรของผู้ป่วยที่อาการหนักจนเกินเยียวยาแล้ว!
สำหรับร่างกายนี้ วิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการปลูกถ่ายหัวใจ แต่เห็นได้ชัดว่าระดับการแพทย์ในยุคนี้ไม่มีทางทำการผ่าตัดเช่นนั้นได้เลย
แน่นอนว่าหากบำรุงรักษาอย่างดี ก็ยังสามารถยืดอายุออกไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่สถานการณ์ในตอนนี้คือตระกูลเวินยากจน! สมุนไพรราคาแพงเ่าั้ไม่มีปัญญาซื้อมากินแน่นอน
การขึ้นเขาครั้งแรกนางเกือบจะถูกเสือกินเข้าไปแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เวินจื่อถงก็ชะงักไปเล็กน้อย
ไม่ถูกต้อง!
เมื่อกี้นางไม่ได้ถูกเสือกินไปแล้วหรือ? หรือว่านางยังไม่ตาย?
เวินจื่อถงมองไปรอบ ๆ และพบว่าเขาฉีซานที่เคยปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนได้หายไปแล้ว
เบื้องหน้าของนางปรากฏกระท่อมไม้ในมิติจิตหลังหนึ่ง และหน้ากระท่อมยังมีน้ำเต้าม่วงทองลอยอยู่ โดยรอบถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา ราวกับอยู่ในความว่างเปล่า
เวินจื่อถงใมาก ตนเองมาอยู่ที่ไหนกัน?
นางกุมหัวใจ พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น และรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปใกล้น้ำเต้าม่วงทองที่ลอยอยู่นั้น
น้ำเต้าม่วงทองที่หลุดพ้นจากกฎแรงโน้มถ่วงโดยสิ้นเชิงนี้ ลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่ต้องอาศัยแรงภายนอกใด ๆ !
ที่ปากน้ำเต้าม่วงทองมีหยดน้ำเกาะอยู่หนึ่งหยด ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงลองยื่นมือออกไปแตะหยดน้ำนั้นมาไว้ที่ปลายนิ้วแล้วส่งเข้าปาก
นางลิ้มรสชาติ พบว่ามันมีรสหวานละมุน น้ำนี้ดูจะแตกต่างจากน้ำทั่วไป
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่หลังจากนางดื่มน้ำหยดนี้เข้าไป ความรู้สึกอึดอัดเ็ปที่หัวใจกลับทุเลาลง ร่างกายรู้สึกปลอดโปร่งกว่าเมื่อครู่มาก!
หรือว่าน้ำนี้จะมีสรรพคุณในการรักษาโรค?
เวินจื่อถงรีบยื่นมือไปตรวจชีพจรของตนเองด้วยความกังขา
แม้ชีพจรจะยังคงอ่อนแอ แต่ก็ดีกว่าเมื่อครู่ที่เหมือนจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อมาก
เวินจื่อถงรู้สึกยินดี หากสิ่งนี้สามารถบรรเทาโรคหัวใจแต่กำเนิดของนางได้ เช่นนั้นย่อมต้องมีประโยชน์ต่ออาการาเ็ของพี่รองเวินจื่อเอ๋อร์แน่นอน!
เวินจื่อถงระงับความตื่นเต้นในใจ ตั้งใจจะยื่นมือไปดื่มอีกสองสามหยด แต่กลับพบว่าบนตัวน้ำเต้าม่วงทองมีตัวอักษรปรากฏขึ้นว่า 'กฎวันละสามหยด'
นี่มัน...
หรือจะบอกว่าน้ำวิเศษนี้มีเพียงวันละสามหยด?
เมื่อเห็นดังนั้น เวินจื่อถงจึงไม่กล้าขยับมืออีก แม้ว่านางจะเก็บสมุนไพรที่ใช้รักษาเวินจื่อเอ๋อร์มาได้แล้ว แต่การออกฤทธิ์นั้นช้า หากมีน้ำวิเศษนี้อยู่ เขาต้องไม่เป็อะไรแน่นอน!
ดังนั้น เวินจื่อถงจึงไม่ได้แตะต้องน้ำเต้าม่วงทองอีก แต่ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในกระท่อมไม้
แค่น้ำเต้าม่วงทองลูกเดียวก็สามารถผลิตน้ำวิเศษเพื่อรักษาชีวิตคนได้ เช่นนั้นของในกระท่อมไม้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!
แต่เมื่อนางก้าวเข้าไปในกระท่อมไม้ กลับเห็นเพียงชั้นวางตำราหลายชั้น ซึ่งเต็มไปด้วยตำราหลากหลายประเภท
เวินจื่อถงเหลือบมองปกตำราเ่าั้ ไม่ว่าจะเป็ตำราเทียนกงไคอู้ หรือตำราลู่ปัน ซึ่งล้วนแต่เป็ตำราโบราณที่ล้ำค่าทั้งสิ้น
ตำราเหล่านี้เป็ตำราที่ดี แต่ดูเหมือนว่านางจะยังไม่มีความจำเป็ต้องใช้ในตอนนี้ จึงจำใจเดินออกจากกระท่อมไม้
สถานที่แห่งนี้มีขนาดเล็กเพียงเท่านี้ เวินจื่อถงมองปราดเดียวก็เห็นจนสุดทาง ไม่รู้ว่าจะออกไปได้อย่างไร?
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป เวินจื่อถงกลับมายังสถานที่เดิมในพริบตา!
และในเวลานี้เอง เวินจื่อถงจึงพบว่ากำไลไม้ที่เคยสวมอยู่ที่ข้อมือได้หายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยรอยสักรูปน้ำเต้าม่วงทองจาง ๆ
เวินจื่อถงรู้สึกยินดีมาก ดูเหมือนว่านางจะได้รับมิติจิตส่วนตัว และน้ำวิเศษ ซึ่งเป็สิ่งของวิเศษที่จำเป็สำหรับตัวเอกในนิยาย!
จากนั้นเวินจื่อถงจึงลองทดสอบอีกหลายครั้ง พบว่าเพียงแค่คิดในใจก็สามารถเข้าออกมิติจิตส่วนตัวนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่การใช้น้ำวิเศษก็ไม่จำเป็ต้องเข้าไปในมิติจิตส่วนตัว เพียงแค่คิดในใจ น้ำจากน้ำเต้าม่วงทองก็จะปรากฏขึ้นบนมือนาง ซึ่งสะดวกสบายอย่างยิ่ง
ทว่าในระหว่างการทดสอบ นางพบว่ามิติจิตส่วนตัวนี้ นอกจากตัวนางเองแล้ว ไม่สามารถนำสิ่งของภายนอกใด ๆ เข้าไปได้เลย
แม้เวินจื่อถงจะผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก การที่มีมิติจิตส่วนตัวและน้ำวิเศษนี้ อย่างน้อยก็สามารถรักษาชีวิตได้ ก็นับว่า์เมตตามากแล้ว ไม่ควรโลภจนเกินไป
เมื่อมองดูท้องฟ้า เวินจื่อถงไม่กล้ารอช้า รีบเก็บสมุนไพรและผักป่าที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นกลับมา แล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน
พอเดินมาถึงหน้าบ้าน เวินจื่อถงก็เห็นชาวบ้านจำนวนมากล้อมรอบบ้านของนาง และมีเสียงทะเลาะวิวาทดังออกมาจากในบ้าน
หัวใจของเวินจื่อถงเต้นระรัว รีบแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไปทันที
ร่างเล็ก ๆ เพิ่งจะมุดเข้าไปได้ ก็เห็นเวินจื่อเอ๋อร์ถูกใครบางคนโยนทิ้งไว้ในลานบ้าน!
ส่วนจางชุยหลานที่มีผ้าพันแผลพันรอบศีรษะ กำลังฉุดกระชากลากถูเวินจื่อชีออกไปข้างนอก โดยมีเวินเฉวียนยืนกอดอกดูเหตุการณ์อย่างสะใจอยู่ด้านข้าง
"ปล่อยข้านะ ปล่อยข้า! พวกท่านคิดจะทำอะไร?"
เวินจื่อชีดิ้นรน พยายามสลัดให้หลุดจากจางชุยหลาน แต่จางชุยหลานเป็ผู้ใหญ่ เวินจื่อชีจึงไม่สามารถสลัดหลุดได้เลย
จางชุยหลานแค่นเสียงเ็า แววตาแฝงไปด้วยความอาฆาต พลางชี้ไปที่ศีรษะที่พันผ้าพันแผลของตนเองแล้วกล่าวว่า
"ทำอะไรน่ะหรือ? พวกเ้าตีข้า แล้วยังตีอารองของเ้าจนนอนซมลุกไม่ขึ้น แน่นอนว่าต้องชดใช้เงิน! ข้าจะขายเ้าเอาเงินมาใช้เดี๋ยวนี้แหละ!"
"หยุดนะ!"