นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 91 มหานักบวชน้อย

            ตอนที่ 91 มหานักบวชน้อย

             

             

            งานประมูลจบลงโดยที่ผู้ได้รับรูปสลักปลายวิถีคือองค์ชายจันทรกานต์ผู้ยังมีรอยยิ้มนุ่มนวลไม่เสื่อมคลาย หลังงานประมูลเหล่าคนรับใช้แห่งตระกูลอิสึกะได้นำสมบัติต่าง ๆ ที่พวกเขาชนะการประมูลมามอบให้ถึงห้องส่วนตัวพร้อมทั้งรับเงินในรูปแบบต่าง ๆ 

             

            อินจันทร์ตรวจสอบสมบัติอย่างผ่าน ๆ แล้วจึงเซ็นลายเซ็นให้บนสัญญากระดาษ ส่วนของนิทานเขากลับตรวจร่มปกปักหทัยอย่างละเอียดถี่ยิบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดเสียหายหรือตำหนิแล้วจึงมอบเงินสดกว่า 2ล้านไกอาให้ไปด้วยสีน่าเสียดาย

             

            จะอย่างไรนี่ก็เป็นเงินล้านครั้งแรกที่เขาเคยจับและมันก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เขาเหลือเงินไกอาติดตัวอยู่เพียงไม่กี่แสนไกอาเท่านั้น หากแม้จะเสียดายเพียงใดนิทานก็ยังคงรู้สึกว่ามันคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

             

            นิทานมองร่มคันใหญ่สีน้ำเงินเข้มในมือ เขาลูบไล้ตามบริเวณใบร่มของมัน ยิ่งเขาลองถือมันไว้ในมือเขาก็ยิ่งชอบมันยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นใบร่มที่สลักลวดลายอันสวยงามและคงทนหรือปลายร่มที่มีลักษณะคล้ายดวงใจที่คว่ำลงอันแหลมคม

             

            คีตาเข้าไปดมร่มคันนี้อย่างตื่นเต้น นิทานจึงใช้จังหวะนี้กางร่มออกเพื่อแกล้งให้คีตาตกใจ เจ้าสุนัขตัวใหญ่จึงกระโดดถอยหลังกรูดพร้อมกับขนที่ตั้งชูชัน

             

            “โฮ่ง!”

            นิทาน แกล้ง!

             

            นิทานหัวเราะร่วนกับปฏิกิริยาสุดน่ารักของคีตาที่ส่ายหางไปมาพลางบ่นไม่เป็นภาษา เขาหันกลับไปสำรวจอาวุธใหม่ในมือของตน นิ้วมือหนึ่งทำการเสริมพลังเล็กน้อยแล้วจึงกดลงไปที่ปลายแหลมของตัวร่ม

             

            หัวหอกของร่มคันนี้แทงเข้านิ้วมือของเขาอย่างง่ายดาย เลือดปริมาณเล็กน้อยไหลซิบออกมา

             

            ความแหลมไม่มีปัญหา แหลมกว่าหอกที่ฉันเคยใช้จมเลย นิทานยิ้ม

             

            เขาไล่มองไปตามใบร่ม มือลูบไล้ใบร่มที่ทำจากหนังของฉลามสูบชีวิต เขารู้สึกได้ถึงความสากและไอเย็นที่แผ่ออกมา ยิ่งจับเขาก็ยิ่งเกิดความคันมือยุกยิก

             

            คงยังลองทดสอบพลังป้องกันไม่ได้ล่ะนะ ไว้ค่อยหาเวลาออกนอกเมืองละกัน เขายิ้มกรุ้มกริ่ม

             

            ขณะที่เขากำลังจะติดตามอินจันทร์ออกจากงานนั้นเอง ศิลาส่งผ่านก็เรืองแสงขึ้นอีกครั้ง

             

            “มารับของขวัญจากพี่สาวเร็ว อย่าลืมไหว้สวย ๆ พร้อมกับบอกว่า ไพลินสวยมาก รวยมาก สามครั้งติดด้วยนะ” เสียงร่าเริงดังขึ้นจากศิลาส่งผ่านทันทีที่เขาเปิดใช้

             

            นิทานส่ายหน้าขำพลางก้มหัวให้อินจันทร์เป็นการขอบคุณเล็กน้อยแล้วจึงเดินแยกออกมา

             

            “แล้วคุณคนสวยมาก รวยมากอยู่ที่ไหนครับ บ่าวผู้ต่ำต้อยจะเอาพานทองใส่ขนมไปถวาย” นิทานตอบกลับ

             

            “ขึ้นมาห้องชั้นบนสุดเลย เราบอกคนรับใช้ไว้แล้ว” องค์หญิงไพลินพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะตัดสายไป นิทานได้ยินเสียงแว่วเล็กน้อยราวกับเธอกำลังคุยกับใครบางคนอยู่

             

            เจอที่ห้องชั้นบนสุดเหรอ งานประมูลจบแล้วนี่? นิทานพึมพำ เขามองหาบันไดอันหรูหราแห่งหนึ่งแล้วจึงขึ้นไปสำรวจโดยรอบ เขาพบคนรับใช้คนหนึ่งที่เดินมาหาเขาอย่างนอบน้อม เมื่อเขาบอกชื่อองค์หญิงไพลินคนรับใช้ผู้นี้ก็นำทางเขาเข้าสู่ทางเดินที่หรูหรายิ่งกว่าเดิม นิทานสอดสายตามองดูเครื่องประดับราคาแพงมากมายรอบตัวแล้วก็ได้แต่เดินตามอย่างว่าง่าย

             

            เขาไม่วายลอบส่งสัญญาณให้คีตาบอกให้เดินระวังหางที่ตั้งตรงของมันไปปัดโดนของราคาแพงในที่นี้ด้วย

             

            เมื่อคนรับใช้เปิดประตูพาเขาเข้าสู่ห้องอันแสนหรูหราวิจิตร เขาจึงได้เห็นองค์หญิงไพลินกำลังนั่งพูดคุยกับหญิงสาวผู้หนึ่ง ทางด้านหลังของเธอยืนประกบไว้ด้วยชายชราและหญิงชราสวมชุดนักบวช หน้าตาดูเปล่งไปด้วยรัศมีแห่งความสงบ ทางด้านหลังขององค์หญิงไพลินยืนไว้ด้วยอริยะแปลงเพลิงผู้มีสีหน้าสงบนิ่งไม่เสื่อมคลาย

             

            คนจากศาสนาปฐมมันตรา? นิทานเก็บสีหน้า หยุดอยู่บริเวณหน้าประตูพลางยืนอย่างสำรวม

             

            องค์หญิงไพลินได้ยินเสียงเปิดประตู จึงหันหน้าไปยิ้มให้นิทาน พลางขยับตัวให้พื้นที่บนโซฟาที่เธอนั่งสามารถนั่งได้สองคน ตบแปะ ๆ ลงบนเบาะเรียกเขามานั่ง

             

            นิทานเลิกคิ้ว เขาไม่บ้าพอจะเดินไปนั่งข้างองค์หญิงอย่างสนิทสนมต่อหน้าผู้แข็งแกร่งจากศาสนาปฐมมันตรา เขาจึงก้มหัวเล็กน้อยแล้วจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัวทางด้านข้าง

             

            องค์หญิงไพลินเห็นดังนั้นจึงทำหน้าบูด หันไปมองอริยะแปลงเพลิง เธอถอนใจเล็กน้อย ดีดนิ้วเบาครั้งหนึ่งร่างของนิทานก็ถูกบางสิ่งคว้ามาวางแปะบนโซฟาตัวเดียวกันกับองค์หญิงไพลิน

             

            หญิงสาวจากศาสนาปฐมมันตราหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นองค์หญิงไพลินทำสีหน้ายียวนของผู้ชนะขณะที่นิทานทำหน้าเหลอหลากับการถูกจับเคลื่อนย้ายในพริบตา

             

            “สวัสดีค่ะ ดิฉัน ไลล่า อาคันเซล เป็นตัวแทนมหานักบวช ผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรอง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับคุณนิทานและคุณคีตาค่ะ” หญิงสาวในชุดนักบวชตรงหน้าพูดขึ้น

             

            หญิงสาวผู้นี้มีใบหน้าค่อนข้างกลม รอยยิ้มของเธอให้ความรู้สึกเป็นมิตร โอบอ้อมอารี โครงหน้าและสีผมเขียวอ่อนสวยของเธอทำให้นิทานนึกถึงคนของจักรวรรดิมาลาไค จะอย่างไรศาสนาปฐมมันตราก็มิเคยแบ่งแยกเชื้อชาติอยู่แล้ว

             

            “เป็นเกียรติของผมครับ” นิทานตอบพลางก้มหัวลงต่ำอย่างสุภาพ เขามองชายชราและหญิงชราผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มทางด้านหลัง ชุดคลุมนักบวชของทั้งคู่ถูกตกแต่งอย่างมัธยัสถ์ ไม่ได้แต่งเสริมจนให้ความรู้สึกหรูหรา วัสดุผ้าและลวดลายก็ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเกิดความเคารพได้โดยง่าย

             

            ไอพลังที่ทั้งสองแผ่ออกมาไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าอริยะของมหาตระกูลอย่างอริยะเคลื่อนภูผาและอริยะหัตถ์ขนนกเลยแม้แต่น้อย

             

            ผู้คุ้มกันเป็นอริยะถึงสองคน.. แม้นิทานจะไม่รู้จักตำแหน่งผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรองแต่ดูจากผู้คุ้มกันแล้วตำแหน่งนี้สมควรไม่ต่ำทรามเลย

             

            ตำแหน่งตัวแทนมหานักบวช... ถึงไพลินจะไว้ใจแต่คนที่ฉากหน้าทำตัวดีงามน่าเคารพนี่ยังไงก็ค่อนข้างอันตรายล่ะนะ ค่อย ๆ สังเกตไปแล้วกัน นิทานคิดระแวงในหัว หากใบหน้ายังคงยิ้มแย้มเช่นเดิม

             

            “ไลล่า นี่แหละคนที่เราซื้อโลหิตสรรพชีวิตให้” องค์หญิงไพลินพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง

             

            “งั้นน้องคนนี้คงเป็นคนที่จะได้รับประทานโลหิตสรรพชีวิตสินะคะ คีตาใช่มั้ยคะ  น้องคีตาหน้าตาน่ารัก ร่างกายก็แข็งแกร่ง แถมยังมีไอพลังอ่อน ๆ ด้วย แข็งแกร่งมากเลยค่ะ” ไลล่าพูดด้วยรอยยิ้ม ลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนย่อตัวลงเล็กน้อยให้ใบหน้าอยู่ระดับสายตาคีตา

             

            เธอยื่นมือออกไปช้า ๆ เพื่อให้คีตาไม่ตกใจ เมื่อเห็นว่าคีตาไม่มีท่าทีรังเกียจ เธอจึงบรรจงลูบหัวของคีตาอย่างแผ่วเบา

             

            คนดี คนดีแน่นอน คนนี้ไว้ใจได้ นิทานมั่นใจ

             

            คีตาเอียงคอรับกับมือนั้น หางกระดิกไปมาอย่างมีความสุข

             

            นักบวชสตรีทางด้านหลังพลางก้าวเดินขึ้นมากระซิบบางสิ่งให้ไลล่าฟังอย่างแผ่วเบา เธอได้ยินเช่นนั้นจึงกลับสู่ที่นั่งตามเดิม สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาบ้าง

             

            “ทางฝั่งดิฉันได้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้วค่ะ ดูเหมือนว่าทางหอสมุดจะได้รับข่าวลือเรื่องตำราอาคมโบราณในโบราณสถานแห่งหนึ่งไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ งบประมาณจึงถูกจัดสรรอย่างเร่งด่วนไปทางด้านนั้นค่ะ” เธอพูดอย่างเคร่งเครียด

             

            องค์หญิงไพลินได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าบรรจุวังของเธอ พลิกเปิดไปมาพลางกวาดสายตา

             

            “ทางเผ่ารูเบียสและเผ่าซือบาสย่อมไม่ได้ตระเตรียมทรัพย์สินไว้ที่นครรัตนะมากนัก ไม่แปลกที่จะหยุดเพียงแค่นั้น ลิเลียนแม้จะมีทรัพย์สินมากแต่ระดับเธอย่อมเคยเห็นสมบัติระดับนี้มาบ้าง เธอย่อมไม่ทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดโดยง่าย”

             

            องค์หญิงไพลินพูดอย่างรัวเร็ว สมุดบันทึกในมือของเธอพลิกกลับไปกลับมา

             

            “งั้นก็เหลือแค่กัปตันไดฟ์สินะคะ” องค์หญิงไพลินพูดขึ้น

             

            “ค่ะ ยิ่งมหาโจรเช่นนั้นมีเหตุผลไม่มากหรอกค่ะที่จะบีบให้เขาถอนตัวได้” ไลล่าพูดเสริม

             

            นิทานมองซ้ายขวาไปมา เขาพยายามทำความเข้าใจบทสนทนานี้ เขาพอเดาได้ส่วนหนึ่งว่าพวกเธอกำลังพูดถึงการประมูลรูปสลักปลายวิถี

             

            หน้าขององค์ชายผู้มีรอยยิ้มนุ่มนวลปรากฏขึ้นในหัวของนิทาน

             

            องค์ชายจันทรกานต์ลอบวางยาบางอย่างจริง ๆ ด้วย ตอนท้ายงานหลายคนจึงมีสีหน้าหงุดหงิดกันขนาดนั้น นิทานคิด

             

            “ไอ้พี่เวรมันใช้วิธีไหนถึงบีบมหาโจรที่ร่ำรวยคนนั้นให้ถอนตัวได้นะ ยิ่งรูปสลักปลายวิถีเหมาะมากสำหรับการเอาไปวางบนเรือของเขา” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว เธอพึมพำมุบมิบ อริยะแปลงเพลิงได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่งสายตาดุไปให้หลานสาวของตน 

             

            “ค่ะ กัปตันไดฟ์สร้างชื่อเสียงจากความไม่เกรงกลัวใคร ยิ่งก่อนหน้านี้เขาพึ่งโด่งดังจากการที่สามารถขุดค้นโบราณสถานใต้ทะเลได้ ได้รับทรัพย์สมบัติมากมายเลยล่ะค่ะ” ไลล่าพูดขึ้น

             

            ทั้งห้องต้องสู่ความเงียบอีกครั้ง นิทานเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา

             

            “แล้วถ้าเป็นการร่วมมือล่ะครับ” นิทานพูดขึ้น สายตาของคนทั้งห้าในห้องพลันหันมาจับจ้องมาที่เขาทันที

             

            “ร่วมมือเหรอ?” องค์หญิงพึมพำเบา ๆ ส่วนไลล่าทำสีหน้าครุ่นคิด

             

            “ครับ เราไม่จำเป็นต้องจำกัดแค่ว่าทั้งสองคนนั้นเป็นศัตรูกัน อาจร่วมมือกันแล้วแสดงท่าทางแบบนั้นเฉย ๆ ก็ได้” นิทานพลันนึกไปถึงสีหน้าท่าทางของกัปตันไดฟ์เมื่อตอนนั้น

             

            หญิงสาวผู้มีตำแหน่งใหญ่โตทั้งสองมองหน้ากันอย่างครุ่นคิด ปากพึมพำบางสิ่งไปมา

             

            “ครับ ผมได้รายงานผู้พันลาลันตาไปแล้วครั้งหนึ่งเรื่องที่พวกผม หมายถึงหน่วยสามน่ะครับ พบร่องรอยวัตถุเสริมอาคมที่ดูจะมีความเกี่ยวข้องกับมหาตระกูลคชสารถูกผลิตและแจกจ่ายเป็นจำนวนมาก” นิทานอธิบายต่อ

             

            “และตระกูลคชสารก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักขององค์ชายจันทรกานต์..” ไลล่าพึมพำ

             

            “หากไอ้พี่นั่นสามารถแจกจ่ายวัตถุเสริมอาคมได้ในระดับหนึ่ง ก็มีความเป็นไปได้เรื่องการร่วมมือกับกัปตันไดฟ์ ยังไงกลุ่มโจรสลัดของเขาก็ต้องมีลูกเรือระดับต่ำที่ต้องการสมบัติอยู่แล้ว” องค์หญิงไพลินพูดขึ้น เธอปรับคำเรียกเล็กน้อยหลังจากถูกดุทางสายตา เธอขมวดคิ้วแล้วจึงหันไปหาอริยะแปลงเพลิงทางด้านหลัง

             

            “ท่านป้าคะ นำเรื่องนี้แจ้งให้ระดับสูงด่วนเลยค่ะ เราอาจมองข้ามบางอย่างไปจริง ๆ ตอนที่ผู้พันลาลันตารายงานมาพวกเราไม่ได้คิดถึงการที่เขาจะนำเรื่องนี้ไปขยายนอกอาณาจักรเลย เราคิดตื้นไปเอง” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว

             

            “องค์ชายจันทรกานต์ถนัดเรื่องการทำอะไรในเงามืดค่ะ ดิฉันคิดว่าเราคงไม่มีทางหาหลักฐานมัดตัวได้” ไลล่าเสริม

             

            “ค่ะ ยิ่งหลังจากเรื่องที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์ เราพยายามหาหลักฐานจากทุกทางแล้วแต่ไม่มีอะไรโยงไปถึงตัวไอ้พี่ได้เลย น่าหงุดหงิดก็จริง แต่ต้องยอมรับเลยว่ามันเหลือร่องรอยไว้น้อยมากจริง ๆ” องค์หญิงไพลินส่ายหน้าไปมาอย่างหงุดหงิด

             

            “งั้นถ้าเราสร้างมันขึ้นมาเองล่ะครับ” นิทานยิ้มน้อย ๆ 


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน