แสงทองวันใหม่ทาบทับขอบกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน บรรยากาศยามเช้าที่ประตูเมืองทิศเหนือดูจะเงียบเหงากว่าปกติ เนื่องจากร่องรอยการทำลายล้างจาก "หมัดธรรมดา" ของหลี่ิเมื่อวานนี้ยังคงเด่นชัด รอยแยกบนพื้นถนนหินยาวนับร้อยลี้ทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างหวาดเกรงจนต้องเลี่ยงไปใช้ประตูอื่น
หลี่ิ ในชุดเกราะทหารยามที่ดูหลวมโคร่ง นั่งอยู่บนตั่งไม้เก่าๆ มือหนึ่งถือถ้วยชาอุ่นๆ อีกมือหนึ่งคอยลูบคลำปลายคางอย่างใช้ความคิด เขาข้ามมิติมาได้สามวันแล้ว และเริ่มจะคุ้นชินกับการสวมบทบาททหารเลวผู้เกียจคร้าน
‘ระบบ... ลงชื่อเข้าใช้’ เขาเอ่ยในใจอย่างแ่เบา
[ติ๊ง! ท่านลงชื่อเข้าใช้สำเร็จที่ 'ประตูเมืองทิศเหนือ' ต่อเนื่องเป็วันที่สอง] [ท่านได้รับรางวัลระดับ SR: ผลปีศาจสายโลเกีย 'ผลเมระ เมระ' (ผลอัคคี) ] [คำอธิบาย: กายาของท่านจะแปรเปลี่ยนเป็เปลวเพลิง ควบคุมอัคคีได้ดั่งใจนึก การโจมตีทางกายภาพหรือลมปราณที่ต่ำกว่าระดับเซียนมิอาจััถูกตัวตนที่แท้จริงของท่านได้!]
สิ้นเสียงแจ้งเตือน หลี่ิรู้สึกถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเื มันมิใช่ความร้อนที่แผดเผาจนทรมาน แต่เป็ความอบอุ่นดุจดั่งพระอาทิตย์ตกในฦดูใบไม้ผลิ เขาค่อยๆ ชูปลายนิ้วขึ้น ทันใดนั้นเปลวไฟสีส้มแดงก็ปะทุขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ มันขยับไหวไปมาตามจังหวะลมหายใจของเขา
“วิชานี้นับว่าประเสริฐยิ่ง... ต่อไปข้าไม่ต้องรำบากหาฟืนมาสุมไฟในคืนที่เหน็บหนาวอีกแล้ว” หลี่ิพึมพำด้วยใบหน้านิ่งเฉย สำหรับคนอื่น พลังระดับนี้อาจหมายถึงการครองแผ่นดิน แต่สำหรับเขามันคือ "เครื่องทุ่นแรง" ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
ในขณะที่เขากำลังสำรวจพลังใหม่ เสียงฝีเท้าที่แ่เบาจนเกือบไม่ได้ยินก็ดังมาจากด้านหลังป้อนยาม หลี่ิมิได้หันไปมอง แต่ััของเขาในตอนนี้กว้างไกลและเฉียบคมกว่ายอดฝีมือคนใดในใต้หล้า
“แม่นาง... แอบซ่อนอยู่ในกองฟางเช่นนั้น มิกลัวแมลงเข้าหูหรือ?” หลี่ิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนือยๆ
ร่างบางในชุดชาวบ้านขาดวิ่นค่อยๆ คลานออกมาจากกองหญ้าแห้ง นางคือ หลิวรั่วเฉิน อดีตศิษย์อัจฉริยะผู้มีพลัง ขั้นปฐี (ขั้น 4) ที่หลี่ิช่วยไว้เมื่อวาน นางจ้องมองเปลวไฟที่ปลายนิ้วของเขาด้วยดวงตาที่สั่นเครือ
‘เมื่อวานเขามีพลังกายที่น่าหวาดหวั่น... แต่วันนี้เขากลับควบคุมอัคคีได้โดยมิอาศัยลมปราณแม้แต่น้อย? คนผู้นี้คือตัวตนระดับใดกันแน่!’
นางทรุดกายลงคุกเข่า โขกศีรษะลงกับพื้นไม้ดังก้อง “ผู้น้อยหลิวรั่วเฉิน ขอกราบคารวะปรมาจารย์! บุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตเมื่อวานนี้ หลิวรั่วเฉินมิลืมเลือนจนกว่าชีวิตจะหาไม่!”
“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าเป็เพียงยามเฝ้าประตูเมือง” หลี่ิทอดถอนใจพลางดับไฟในมือ “แล้วเหตุใดเ้าถึงย้อนกลับมาที่นี่? มิใช่ว่าข้าเปิดทางให้เ้าหนีไปแล้วหรือ?”
หลิวรั่วเฉินเงยหน้าที่อาบไปด้วยคราบน้ำตา “เรียนท่านปรมาจารย์... ทั่วเมืองหลวงถูกปิดล้อมด้วยยอดฝีมือ ขั้นนภา (ขั้น 5) จากหน่วยเขี้ยวโลหิตจนมืดฟ้ามัวดิน ข้าได้รับาเ็สาหัสจนมิอาจไปต่อได้ไกล และที่สำคัญ... ข้าเกรงว่าหากข้าถูกจับได้ สิ่งนี้จะตกอยู่ในเงื้อมมือคนชั่ว!”
นางหยิบกล่องไม้สีดำสนิทที่แผ่ไอเย็นเยือกออกมาส่งให้หลี่ิ “นี่คือ กุญแจศิลาา มันคือกุญแจเพียงดอกเดียวที่จะปลดปล่อยเทพาที่ถูกขังในคุกใต้ดินทมิฬ หากราชวงศ์ต้าเฉียนได้ไป พวกเขาจะสามารถควบคุมพลังทำลายล้างโลกได้!”
หลี่ิรับกล่องมาถือไว้ เขาพลิกไปมาด้วยความเบื่อหน่าย “ของเล่นชิ้นนี้รึที่ทำให้พวกเ้าเข่นฆ่ากันจนวุ่นวาย? สำหรับข้า... มันมีประโยชน์น้อยกว่าซาลาเปาไส้หมูเสียอีก”
หลิวรั่วเฉินตะลึงงัน กุญแจที่คนทั้งใต้หล้าต่างแย่งชิงจนเืนองแผ่นดิน กลับถูกชายตรงหน้าเปรียบเปรยกับซาลาเปา!
“เอาเถิด... ในเมื่อเ้าไม่มีที่ไป ก็จงแอบอยู่ในนี้เสีย อย่าได้ส่งเสียงดัง ข้าจะเก็บของชิ้นนี้ไว้ให้ก่อน แต่จงจำไว้... อย่าเรียกข้าว่าปรมาจารย์ ข้าชื่อหลี่ิ เป็เพียงทหารยามผู้หนึ่งเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้ว... ท่านปรม... พี่หลี่” นางรีบเปลี่ยนคำพูดเมื่อเห็นสายตาปลาตายของเขา
ทันใดนั้น เสียงแตรสังข์ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเส้นทางหลักที่มุ่งสู่ประตูเมืองหลวง พื้นดินเริ่มสั่นะเืด้วยฝีเท้าของกองทหารม้าหนักที่สวมเกราะสีเงินมันวาว บนยอดธงมีสัญลักษณ์ัทะยานฟ้าสีม่วง... นี่คือ 'กองทัพัม่วง' ส่วนพระองค์ขององค์ชายสี่แห่งราชวงศ์ต้าเฉียน
ที่ใจกลางขบวนรถม้าที่ประดับประดาด้วยทองคำ ชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมสีม่วงเข้ม นั่งสงบอยู่บนหลังม้าพันธุ์ดี กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมานั้นกดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว นี่คือยอดฝีมือ ขั้นราชันย์ (ขั้น 6) ผู้มีนามว่า องค์ชายสี่ เฉียนเย่
ขบวนทัพหยุดลงที่หน้าประตูเมืองทิศเหนือ องค์ชายสี่เหลือบสายตามองไปยังร่องรอยความพินาศบนพื้นถนน แววตาของเขาฉายแววเ็าและเคร่งขรึม
“นายกองที่เฝ้าประตูนี้คือใคร? จงไสหัวออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้!” เสียงขององค์ชายสี่กึกก้องไปด้วยพลังลมปราณ ทหารยามคนอื่นๆ ต่างพากันทรุดลงไปนอนราบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
หลี่ิที่เพิ่งจะจิบชาเสร็จ เดินเกาพุงออกมาจากป้องยามอย่างไม่เร่งร้อน เขาเงยหน้ามองคนบนหลังม้าด้วยท่าทางเกียจคร้าน “ข้าน้อยหลี่ิ เป็ยามเวรประจำเช้านี้... ท่านมีธุระอันใดหรือ?”
ทหารองครักษ์ผู้หนึ่งชักดาบออกมาทันที “บังอาจ! เ้าเป็เพียงทหารเลวชั้นต่ำ เห็นองค์ชายสี่เหตุใดจึงมิคุกเข่า!”
หลี่ิทำหน้างงงวย “ในกฎของยามเฝ้าประตูบอกไว้ว่าต้องตรวจใบผ่านทางทุกคน... แต่มิได้ระบุว่าต้องคุกเข่าให้กับคนที่มาขวางทางเข้าเมืองนี่นา”
“เ้าหาที่ตาย!” องครักษ์ผู้นั้นฟาดลมปราณเข้าใส่หลี่ิทันที
แต่หลี่ิเพียงแค่ขยับนิ้วกวาดอากาศเบาๆ กำแพงเพลิงสีส้มสว่างวาบขึ้นมาขวางกั้นพลังนั้นไว้จนสลายหายไปเป็ไอสีขาว องค์ชายสี่ที่นิ่งสงบมาตลอดถึงกับหรี่ตาลง แววตาที่เคยดูถูกเปลี่ยนเป็ความสนใจ
“อัคคีไร้ลักษณ์รึ? เ้าฝึกวิชาธาตุร้อนแรงถึงขั้นนี้กลับยอมมาเป็เพียงยามเฝ้าประตู...” องค์ชายสี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “จงส่งตัวนังแพศยาหลิวรั่วเฉินและของที่นางขโมยมาเสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า”
หลี่ิเอียงคอ “แม่นางผู้นั้นรึ? นางหนีไปั้แ่วันก่อนแล้ว... ส่วนของที่ท่านว่า ข้ามิเห็นแม้แต่เงา”
“ข้าเกลียดคนโกหกที่สุด” องค์ชายสี่ะโลงจากหลังม้า กลิ่นอาย ขั้นราชันย์ พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด พื้นดินรอบตัวเขาแตกละเอียดเป็วงกว้าง “ในเมื่อเ้ามิยอมร่วมมือ ข้าก็จะเผาประตูเมืองนี้ให้ราบ และขยี้เ้าให้กลายเป็เศษดิน!”
องค์ชายสี่วาดมือเป็วงกลม พลังลมปราณสีม่วงกลั่นตัวเป็ัั์ห้าตัวพุ่งเข้าใส่หลี่ิจากทุกทิศทาง ทหารยามรอบข้างต่างวิ่งหนีตายกันอลหม่าน
หลี่ิถอนหายใจยาว “คนพวกนี้... ทำไมชอบพังประตูเมืองกันนักนะ ข้าต้องเป็คนซ่อมเองทุกทีเลยให้ตายเถอะ”
เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือซ้ายซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง มือขวากำหมัดหลวมๆ
“หมัดเพลิง... ธรรมดา”
เขามิได้ต่อยออกไปแรงนัก แต่เปลวไฟสีส้มทองมหาศาลปะทุออกจากกำปั้นของเขา แปรเปลี่ยนเป็คลื่นั์แห่งอัคคีที่กลืนกินัสีม่วงทั้งห้าตัวหายไปในพริบตา ความร้อนแรงนั้นสูงจนยอดดาบของทหารม้าข้างหลังถึงกับละลายเป็ของเหลว!
องค์ชายสี่เบิกตากว้าง พยายามเร่งพลังลมปราณขึ้นมาป้องกัน แต่แรงอัดจากเปลวเพลิงนั้นมหาศาลจนโล่ลมปราณของเขาร้าวราน ร่างขององค์ชายผู้สูงส่งกระเด็นถอยหลังไปไกลนับสิบก้าว จนต้องปักกระบี่ลงพื้นเพื่อยึดร่างไว้
“เ้า... เ้ามิใช่คนธรรมดา! ระดับพลังของเ้า... หรือว่าจะเป็ ขั้นกึ่งเซียน (ขั้น 8) !” องค์ชายสี่เอ่ยออกมาด้วยความสั่นเครือ ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้เต็มไปด้วยเขม่าสีดำ
หลี่ิปัดมือที่ยังมีควันไฟกรุ่นๆ “จะกึ่งจะเต็มข้าไม่รู้... ข้ารู้แค่ว่าถ้าท่านยังไม่ถอยไป ข้าจะคิดค่าซ่อมถนนเพิ่มเป็สองเท่า”
องค์ชายสี่จ้องมองหลี่ิด้วยความแค้นสลับกับความหวาดกลัว เขาประเมินแล้วว่าต่อให้ใช้ยอดฝีมือทั้งหมดที่นำมา ก็มิอาจเอาชนะชายผู้นี้ได้ในตอนนี้
“หลี่ิ... ชื่อนี้ข้าจะจำไว้ ราชวงศ์ต้าเฉียนมิปล่อยเ้าไว้แน่!” องค์ชายสี่สะบัดแขนเสื้อสั่งถอยทัพอย่างอัปยศ
เมื่อกองทัพัม่วงจากไป หลิวรั่วเฉินที่แอบดูอยู่ถึงกับทรุดลงกับพื้นด้วยความหมดแรง นางมองแผ่นหลังของยามหนุ่มที่กำลังเดินไปเก็บถ้วยชาอย่างสงบ... ในใจของนางรู้ดีว่า บัดนี้ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินกำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่ โดยยามเฝ้าประตูที่ชื่อหลี่ิผู้นี้!