อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 113 คนซื่อบื้อ

            เออร์วินลิลิธกับเรเชลมองหน้ากันเห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างไม่มีท่าทียอมกันเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้พวกเธอต่างให้ความสำคัญกับเออร์วินมากที่สุด ลิลิธก้มลงพร้อมกับช้อนแขนใต้คอกลับใต้ข้อพับขาของเออร์วินหมายจะอุ้มเขาขึ้นในท่าอุ้มเจ้าหญิง สายตาของเธอมองใบหน้าของน้องชายด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากของเธอยิ้มเล็กน้อยชนิดที่ถ้าใครได้มาเห็นก็เป็นต้องรู้สึกทึ่ง ว่าเจ้าหญิงผู้แสนเย็นชาคนนี้จะยิ้มออกมาได้

            ลิลิธอ้อมน้องชายในท่าอุ้มเจ้าหญิงอย่างอ่อนโยนแล้วเดินเข้าห้องช้าๆ ด้วยเกรงว่าถ้าทำรุนแรงไปน้องชายที่เธออุ้มอยู่นี้จะได้รับการกระทบกระเทือน เรเชลที่เห็นลิลิธอุ้มพี่ชายแม้ว่าในใจเธอจะรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง แต่ด้วยความเป็นห่วงพี่ชายทำให้เธอต้องเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้แล้วเลือกที่จะเดินตามลิลิธเข้าไปในห้อง

            ลิลิธวางร่างของน้องชายเธอลงบนเตียงอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนอย่างที่สุด แต่เธอก็ทำได้แค่มองหน้าเขาที่กำลังหลับไหลด้วยสายตาเป็นกังวล เพราะเธอไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อจึงหันไปถามเกรซว่า

            “เกรซ แล้วต้องทำไงต่อ”

            เกรซขยับแว่นก่อนจะตอบว่า

            “ตอนนี้สำคัญมากเพคะเพราะเจ้าหญิงต้องรีบเช็ดตัวเจ้าชายโดยเร็วที่สุด ซึ่งอันดับแรกที่ต้องทำก็คือต้องถอดชุดเจ้าชายออกทั้งหมดเพคะ”

            ลิลิธที่ได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าว่าเข้าใจแล้วก่อนจะหันไปมองน้องชายของตนที่กำลังหลับไหล แล้วเอื้อมมือหมายจะปลดกระดุมเสื้อของเขา เรเชลที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็แสดงท่าทางไม่พอใจพร้อมกับพุ่งเข้าไปหมายจะคว้ามือของลิลิธ

            “นี่ยัยป้าเมื่อกี้หล่อนอุ้มท่านพี่เข้ามาแล้วนี่ตอนนี้ก็เป็นฉันสิที่ต้องเช็ดตัวให้เขา”

            ลิลิธไม่สนใจท่าทีและคำพูดของเรเชลจะเอื้อมมือไปแตะกระดุมอันนั้น แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ปลดมันออกมือน้อยๆ ของเออร์วินก็จับมือของเธอไว้ซึ่งนั่นทำให้ลิลิธตกใจพร้อมกับได้ยินคำพูดของน้องชายว่า

            “ผมไม่เป็นอะไรแล้วครับท่านพี่”

            ลิลิธหันไปมองน้องชายของตนที่ตอนนี้ลืมตามองหน้าของเธอพร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เรเชลที่พุ่งเข้าใส่ลิลิธก็เบรคเข้าที่ขอบเตียงอย่างทันท่วงที

            “ท่านพี่ไม่เป็นอะไรแล้วเหรอคะ”

            เออร์วินหันไปยิ้มให้น้องสาวของตน

            “พี่ไม่เป็นอะไรแล้วเรเชล”

            ลิลิธที่นั่งอยู่บนเตียงมองใบหน้าของน้องชายอย่างนั้นจนเออร์วินรู้สึกแปลกๆ จนต้องถามเธอว่า

            “เอ่อ ท่านพี่ครับมีอะไรหรอครับทำไมถึงจ้องผมแบบนั้น”

            เมื่อได้ยินน้องชายของตนถามลิลิธก็ยิ้มและส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

            “ไม่มีอะไรหรอกก็แค่สงสัยว่า” ลิลิธใช้นิ้วลูบไล้ใบหน้าของน้องชายตน “นิสัยกะล่อนแบบนี้เธอได้มาจากใครกันแน่”

            เรเชลที่เห็นการกระทำของลิลิธก็โวยวายด้วยความไม่พอใจพร้อมกับปีนขึ้นเตียง

            “นี่ยัยป้าคิดจะทำอะไรกับท่านพี่ยะถอยห่างจากท่านพี่เดี๋ยวนี้นะ”

            ส่วนเออร์วินที่เหมือนเป็นวัวสันหลังหวะรู้สึกเหมือนกับว่าจะถูกพี่สาวจับได้ว่าเมื่อกี้ตอนแก้แกล้งเป็นลมจึงได้แต่ยิ้มเจื่อน

            “นิสัยกะล่อน? พูดอะไรออกมาน่ะครับแล้วพี่”

            ลิลิธเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย

            “วันนี้พี่จะปล่อยเธอไว้ก่อนแต่คราวหน้าพี่เธออาจจะไม่โชคดีแบบนี้แน่”

            พูดจบลิลิธก็เอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อของน้องสาวต่างมารดาที่พุ่งเข้ามา แล้วก้าวลงจากเตียง เรเชลที่ถูกเธอหิ้วคอเสื้อจึงร้องอย่างไม่พอใจว่า

            “นี่หล่อนปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะยัยป้าจะพาฉันไปไหนฉันจะเช็ดตัวให้ท่านพี่”

            ลิลิธตอบโดยไม่หันไปมองเธอว่า

            “เออร์วินเขาต้องการพักผ่อนดังนั้นพวกเราอย่าไปรบกวนเขาจะดีที่สุด”

            คำตอบของลิลิธทำให้เรเชลยอมสะกดความดื้อรั้นลง

            “ถ้าแค่นั้นก็บอกกันสิฉันเองก็เข้าใจดีน่าว่าท่านพี่ก็ต้องการพักผ่อน” เห็นว่าลิลิธยังคงเงียบจึงพูดอย่างไม่พอใจว่า “นี่หล่อนแล้วก็วางฉันลงได้แล้ว”

            เรเชลพูดจบลิลิธก็ปล่อยมือทำให้เรเชลล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้น

            “โอ๊ย!!!” เรเชลร้องออกมาพร้อมกับมองไปยังลิลิธด้วยสายตาไม่พอใจ ซึ่งอีกฝ่ายก็เพียงหันมามองเธอด้วยหางตาพร้อมกับยิ้มที่มุมปากเยาะเย้ย เรเชลกำหมัดแน่นก่อนจะฝืนลุกขึ้นยืนแล้วรีบตัวไปทางเตียงนอน ก่อนจะรีบพุ่งขึ้นไปบนเตียง ลิลิธที่เห็นการกระทำของเรเชลจะห้ามก็ไม่ทันได้แต่ร้องว่า

            “เดี๋ยวหล่อน…”

            เรเชลไม่สนใจลิลิธเธอพูดกับเออร์วินที่นอนอยู่บนเตียงว่า

            “ท่านพี่ค่ะหายไวๆ นะคะท่านพี่”

            ก่อนจะก้มลงแตะริมฝีปากที่แก้มซ้ายของพี่ชายเธอแล้วก็รีบพุ่งลงจากเตียงออกจากห้องไปพร้อมกับพูดทิ้งท้ายว่า

            “ไปล่ะยัยป้า”

            แม็กกี้ที่เห็นการกระทำของเธอก็เอามือปิดปากอย่างตื่นเต้นก่อนจะรีบออกจากห้องตามเรเชลไปอีกที

            ลิลิธที่ห้ามการกระทำของเรเชลไม่ทันและได้เห็นสิ่งที่เรเชลทำ เธอก็ได้แต่ยืนนิ่งกัดฟันพร้อมกับกำหมัดแน่นขึ้นไปบนเตียงแล้วมองหน้าน้องชายด้วยสายตาที่ดุดัน จนเออร์วินที่ถูกมองต้องรู้สึกระแวงแปลกๆ

            “เอ่อ มีอะไรหรือเปล่าครับท่าน…” คำว่าพี่ยังไม่ทันได้พูดออกมา ลิลิธก็โน้มตัวลงไปประทับริมฝีปากที่แก้มด้านขวาของเขา ก่อนจะกระซิบข้างหูของเขาว่า

            “นอนพักผ่อนซะนะแล้วก็อย่าทำตัวดื้อนักล่ะ”

            แล้วเธอก็ลงจากเตียงเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เออร์วินนอนงงอยู่บนเตียงแบบนั้น เมื่อตอนยังเล็กเขากับพี่สาวมักจะแสดงความรักต่อกันโดยการหอมแก้มกันแบบนี้เสมอ แต่เมื่อเขาเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่ค่อยได้แสดงท่าทีเช่นนี้แล้ว การที่พี่สาวมาแสดงความรักเช่นนี้มันจึงทำให้เขารู้สึกอุ่นวาบในอก

            เออร์วินนึกถึงความรู้สึกนี้ก่อนจะหันไปมองเกรซที่กำลังยืนยิ้มให้เขา เออร์วินก็หน้ากระตุกทันทีแม้ไม่ได้เห็นกับตาแต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงที่เขาได้เห็นนี้ครึ่งหนึ่งต้องมาจากความคิดของผู้หญิงคนนี้แน่ และเขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเธอคนนี้ต้องมองออกได้ทันทีแน่ว่าเขาแกล้งเป็นลมเพื่อหนีจากสถานการณ์ เออร์วินมองเกรซด้วยสายตาไม่พอใจแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มของเธอ  เกรซทำการถอนสายบัวอย่างสุภาพ

            “หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ” แล้วก็หมุนตัวออกจากห้องไปทิ้งให้เออร์วินนอนอยู่ในห้องเพียงลำพัง

            เออร์วินที่เหลือเพียงคนเดียวนั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะในที่สุดเรื่องวุ่นวายนี้ก็จบลงเสียทีก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงทำการถอดเสื้อผ้า เผยให้เห็นร่างกายที่เต็มเรื่องมัดกล้ามจนไม่เชื่อว่ามันเป็นร่างกายของเด็ก 10 ขวบ เมื่อถอดเสื้อผ้าเสร็จแล้วเขาก็เดินผ่านฉากกั้นก่อนจะทำการแช่ตัวลงในถังน้ำ ถึงแม้วันนี้จะไม่มีลูซี่คอยทำหน้าที่ปรนนิบัติเขาขณะอาบน้ำแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะเดิมทีเขาก็มักจะอาบน้ำด้วยตัวเองอยู่แล้ว กลับกันแล้วการมีสาวใช้คอยปรนนิบัติเวลาอาบน้ำมันเป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นยิ่งกว่า

            ขณะที่เขากำลังแช่ตัวอยู่ในถังน้ำนั้นก็นึกถึงลิลิธกับเรเชลในชุดเมดที่เขาเพิ่งได้เห็นไป เออร์วินเอนหลังพิงกับถังไม้แล้วเงี่ยนหน้ายิ้มออกมาพึมพำว่า

            “แต่จะว่าไปก็สุดยอดไปเลยนะไม่นึกเลยว่าทั้งท่านพี่และเรเชลจะเข้ากับชุดเมดได้ขนาดนั้น” แล้วเออร์วินก็นึกไม่ถึงสัมผัสหน้าอกของเรเวนก็พลันหน้าแดงขึ้นมา ตอนนั้นเขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำไมตัวเขาเองถึงทำไปแบบนั้น และนี่คือปัญหาที่เขาพบเพราะเขารู้สึกว่ายิ่งอยู่ใกล้ผู้หญิงคนนี้มากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งคุมตัวเองไม่ได้มาเท่านั้น และนั่นทำให้บ่อยครั้งเขามักพูดจาในเชิงหยอกล้อกับเธออยู่เสมอ เขาไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาเองกันแน่

            “มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่เนี่ย” เออร์วินพึมพำออกมาอีกครั้ง

             

            ภายในห้องของเรเวนที่อยู่ติดกับห้องของเออร์วินตอนนี้โซอี้ไม่ได้อยู่ในห้อง เรเวนได้นั่งอยู่บนเตียงพร้อมกับนั่งหลับตา เพื่อทำความคุ้นชินกับการสั่นไหวของมานาที่อยู่ในร่างเธอ เธอนั่งอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก็ลืมตาขึ้นมาก่อนจะก้มมองหน้าอกของเธอแล้วภาพที่เด็กชายคนนั้นจับหน้าออกแล้วขยำก็แวบเข้ามาในหัว ในตอนนั้นที่เธอบอกลูซี่ว่าเธอไม่ได้โกรธที่เขาทำแบบนั้น ซึ่งเธอก็ไม่ได้โกรธเขาจริงๆ เรเวนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงไม่โกรธที่เขาทำแบบนี้กับเธอ เรเวนนึกภาพในเหตุการณ์นั้นพร้อมกับยิ้มออกมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพึมพำอย่างลืมตัวว่า

            “เจ้าเด็กตัวแสบ” ก่อนที่รอยยิ้มเล็กน้อยของเธอมันจะกลายเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเบิกบาน

            ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังและนึกถึงสิ่งที่เธอได้รู้ในวันนี้ “ตระกูลโรเซ็ตต้างั้นเหรอ” เรเวนพึมพำออกมา

             

            ที่บ้านของเจคตอนนี้อันนากำลังทำพิซซ่าเป็นมื้อเย็น ส่วนเจคนั่งที่โต๊ะมองเนียกำลังวาดรูปเล่นในสมุด เจคเอาออกว่าในรูปที่เนียวาดนั้นมีเนียยืนอยู่ข้างๆ เธอมีเด็กผู้หญิงอายุเท่ากัสองคนซ้ายขวา คนหนึ่งมีลักษณะเด็กผู้หญิงแบบปกติทั่วไปแต่อีกคนนึงกลับมีหูสุนัขยื่นออกบนเป็นศีรษะและมีหางงอกออกมาจากด้านหลัง เขาก็เดาออกว่าเด็กคนนี้น่าจะเป็นเดซี่

            ที่ผ่านมาเป็นเพราะพฤติกรรมของเจคทำให้ผู้คนในสลัมพากันตีตัวออกห่างจากพวกเขา แม้แต่เนียก็พลอยไม่มีเพื่อนเล่นไปด้วยเพราะผู้คนเหล่านั้นต่างพยายามกีดกันไม่ให้ลูกหลานของตนมาเล่นกับเนีย แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้เนียก็ได้มีเพื่อนอีกครั้งหนึ่งที่ชื่อว่าแทมมี่ เจครู้ว่าพ่อแม่และยายของแทมมี่ไม่ต้องการให้หลานเป็นเพื่อนกับเนีย แต่เพราะหวาดกลัวพวกตนทำให้ต้องยอมอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเมื่อสามวันก่อนเนียก็ได้พบกับเดซี่ ตอนที่พวกเจคได้เห็นเดซี่ครั้งแรกนั้นเพราะเขาก็ต่างตกใจเพราะไม่นึกแล้วว่านอกจากลูซี่แล้วเออร์์วินยังมีความเกี่ยวข้องกับเผ่ามารหูสัตว์คนอื่นอีก

            นับเป็นเรื่องดีที่พวกเขายังพอคุ้นเคยกับลูซี่อยู่บ้างทำให้ไม่ได้มองเดซี่ด้วยสายตาที่อคตินัก และที่สำคัญพวกเขาต่างพบว่าเด็กหญิงเผ่ามารหูสัตว์ที่ชื่อว่าเดซี่คนนี้เป็นเด็กที่เรียบร้อยเป็นอย่างมาก และก็ใช้เวลาไม่นานในการสนิทสนมกับเนียทำให้ตอนนี้เนียเขามีเพื่อนเล่นทั้งหมดสองคน ซึ่งทำให้ช่วงนี้เนียดูเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด และที่ไม่น่าเชื่อก็คือการที่แทมมี่ได้มาพบกับเดซี่ก็ยิ่งทำให้เด็กทั้ง 3 สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

            เจคมองเนียที่กำลังวาดภาพเขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่งถึงถามเนียว่า

            “นี่เนียเรายังโกรธอาจารย์อยู่เหรอ”

            เนียละสายตาจากสมุดขึ้นมามองหน้าเจคทำการขมวดคิ้วพยักหน้าตอบว่า

            “ยังโกรธอยู่เพราะไอ้ปีศาจกันทำร้ายพี่เจค”

            เจคที่ได้ฟังก็ยิ้มแล้วถามว่า

            “แล้วทำไมตอนที่ปีศาจงั้นสอนหนังสือเราถึงตั้งใจเรียนนักล่ะ”

            เนียทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า

            “ก็เรียนหนังสือมันสนุกนี่” แล้วเธอก็พูดด้วยท่าทางเสียดายว่า “แต่พักนี้ปีศาจนั่นไม่เห็นสอนหนังสือเลยให้แต่ฝึกทุ่มกับเดซี่”

            เจคมองออกว่าเนียนั้นรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เรียนหนังสือแล้วก็ยิ้ม

            “แต่พี่สังเกตนะตอนที่เราฝึกทุ่มอยู่กับเดซี่นั้นเราก็ดูสนุกนี่”

            เนียพยักหน้า

            “อื้มฝึกกับเดซี่สนุกมากเลย  เดซี่แข็งแรงมากเลยแถมเรียนรู้ไวอีกต่างหาก”

            “แล้วระหว่างเรียนกับฝึกชอบอย่างไหนมากกว่ากัน”

            เนียทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า

            “ชอบทั้งสองอย่างเลยเรียนหนังสือก็ได้รู้เรื่องใหม่ๆ ส่วนฝึกก็สนุกดีถ้าเป็นไปได้ก็ให้แทมมี่มาฝึกด้วย”

            เจคลุบศีรษะของเนียด้วยความเอ็นดู

            “โลภมากจังนะเราเนี่ย” เนียที่ถูกลูบศีรษะก็ยิ้มแป้นออกมา

            อันนาเดินมาที่โต๊ะพร้อมกับพูดว่า

            “พิซซ่าเสร็จแล้วมาทานกัน”

            แล้วเธอก็วางถ่ายพิซซ่าลงบนโต๊ะก่อนจะพยายามตัดแบ่ง เจคมองพิซซ่าที่อันนากำลังตัดแต่งก่อนจะทำด้วยความสงสัย

            “เออนี่ว่าแต่วันนี้พวกเธอทำอะไรกันในบ้านหรอเห็นบอกว่าผู้ชายไม่เกี่ยว”

            มือของอันนาที่กำลังตัดแบ่งพิซซ่าพลันชะงักค้างทันที ไม่เพียงเท่านั้นเนียก็ยังหันมามองเจคพร้อมกับขมวดคิ้ว

            “พี่เจควันนี้พี่สังเกตเห็นเกี่ยวกับพี่อันนาบ้างไหมอะไรบ้างไหม”

            เจคหันมามองเนียด้วยความสงสัย

            “สังเกต? สังเกตเห็นอะไรหรอ?”

            คำตอบของเจคทำให้เนียมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาก่อนจะพูดว่า

            “ซื่อบื้อ”

            “ฮะ” เจคงุนงงไม่เข้าใจว่าทำไมเนียถึงว่าเขาอย่างนั้น ก่อนจะหันไปทางอันนาเพื่อถามเธอ แต่อันนากลับวางพิซซ่าชิ้นหนึ่งลงในจานเขา ทันทีที่ได้เห็นพิซซ่าที่อันนาตัดมาเขาก็สงสัยเพราะพบว่าชิ้นมันช่างเล็กแคบซะเหลือเกิน เจคมองพิซซ่าชิ้นนั้นก่อนจะถามว่า “เอ่อ อันนานี่มัน…”

            อันนาเงยหน้าและยิ้มให้เจคพร้อมกับถามว่า

            “มีอะไรเหรอ”

            ทั้งที่อันนายิ้มให้แต่ไม่รู้ทำไมเจคกับรู้สึกชวนสยองกับรอยยิ้มของเธออย่างบอกไม่ถูก จึงได้แต่ตอบว่า

            “ปะเปล่าครับไม่มีอะไร”

            อันนาก้มลงไปตัดแบ่งพิซซ่าโดยแบ่งส่วนที่เหลือของเธอกับเนียคนละครึ่งซึ่งเป็นชิ้นที่ใหญ่มาก เนียมองพิซซ่าในจานของตนก็ร้องด้วยความดีใจ

            “เย่!!!”

            เจคมองส่วนที่ตนได้กับส่วนที่อยู่ในจานของเนียกับอันนาพบว่ามันต่างกันเราฟ้ากับเหว จึงสงสัยว่าเขาได้ไปทำอะไรให้อันนาไม่พอใจหรือเปล่า

            “อันนา เธอไม่พอใจอะไรหรือเปล่า”

            อันนาใช้ส้อมจิ้มพิซซ่าแล้วก็ใช้มีดหั่นพลางตอบโดยไม่เงยหน้ามองเจคว่า

            “ก็ไม่นี่ทำไมเหรอ”

            เจคมั่นใจว่าเขาคงต้องไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจแน่ เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้ว่าเรื่องนั้นมันคืออะไร เขามองพิซซ่าชิ้นเล็กในจานของตนก่อนจะใช้มือหยิบขึ้นมากัด แล้วก็ได้ยินเสียงของเนียพูดว่า

            “หัวทึบ”

            เขาหันไปมองเธอทันทีเพราะว่าเนียกำลังกินพิซซ่าอย่างเอร็ดอร่อยจนปากของเธอเลอะไปด้วยของพิซซ่า เขาไม่รู้ว่าที่ได้ยินเมื่อกี้หูฝาดหรือเปล่า ก่อนจะได้ยินอันนาพูดว่า

            “ผู้ชายซื่อบื้อ”

            เจคหันไปมองอันนาด้วยความสงสัย แล้วก็ได้ยินเนียพูดอีกว่า

            “ซื่อบื้อที่สุด”

            เจคหันไปมองเนียอันนาก็พูดว่า

            “ผู้ชายหัวช้า”

            เจคหันมามองอันนาแล้วก็หันไปมองเนียสลับไปมา เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสองคนทั้งที่เมื่อเช้ายังดูปกติอยู่เลย แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ นั่นคือสิ่งที่ตอนนี้เขารู้สึกสงสัยและคิดจนหัวแทบแตก จึงลองถามไปว่า

            “เอ่อทั้งสองคนฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า”

            เนียพูดโดยไม่หันมามองเขาเพราะเธอสนใจอยู่แต่กับพิซซ่าในจานของตน

            “อยากรู้ก็ลองถามพี่อันนาดูสิคะ”

            เจคหันมามองอันนา ฝ่ายอันนาที่พบว่าเจคหันมามองเธอก็แอ่นหน้าอกแล้วไม่พูดอะไร ผลที่ได้คือเจคทำหน้างงและอันนากับเนียก็พูดพร้อมกันว่า

            “ “ผู้ชายซื่อบื้อ” ”

            ทำเอาเจคสงสัยว่าสรุปแล้วเขาทำอะไรผิดไปกันแน่ทำไมพวกเธอถึงมีท่าทีเช่นนี้


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน