บทที่9 : หน่วยปราบปราม
"่นี้เหมือนผีในบ้านเราจะลดๆลงหรือเปล่านะ"
ไตรวิชญ์มองไปยังผีนอกบ้านที่วันนี้ก็ยังคงตั้งวงกินข้าวกินเหล้ายามเย็นกันอย่างสนุกสนานบ้างก็ไปนั่งดูทีวีจอใหญ่เท่าฝาบ้านอีกมุม แต่จำนวนเหมือนจะบางตาลงไปกว่าทุกที
หรือเขาคิดไปเอง?
"เราใช้ออกไปทำงานให้บางส่วนอีกส่วนก็ถูกคัดไปเป็ยมทูต"
เซียร์ที่ยังคงง่วนอยู่กับโน๊ตบุ๊กเช่นทุกวันเอ่ยตอบดวงตาเหลือบมองจำนวนผีที่หายไปถึงหนึ่งในห้าส่วนเลยทีเดียว
"งั้นเหรอ ส่งออกไปทำงานอะไร?"
"สตอล์กเกอร์"
"...ฮะ?"
"ไปเป็สตอล์กเกอร์ไง ไตรไม่คิดว่ามันเป็งานที่เหมาะกับผีเหรอ?"
"เออ มันก็เหมาะ..." ไตรวิชญ์ขมวดคิ้วไปครู่หนึ่ง"แต่เฮ้ย เซียร์จะให้พวกมันไปสตอร์กเกอร์ใคร... บนโลกนี้ยังจะมีใครน่าสตอล์กเกอร์ไปมากกว่าสุดหล่ออย่างฉันกัน!"
"..."
ก็มีคนนี้แหละที่อยากถูกสตอล์กเกอร์
เซียร์ยกมือขึ้นกุมขมับแต่ก็ไม่เอ่ยคัดค้าน เอาที่เขาสบายใจ
"แล้วส่งออกไปสตอล์กเกอร์ใครเหรอครับคุณเซียร์"
คิมเดินเช็ดมือออกมาจากครัวหลังจากทำความสะอาดเครื่องครัวเสร็จหมดแล้วพี่หมอที่มานั่งอยู่ตรงข้ามแล้วกินคัพเค้กเข้าไปดวงตาสีดำขลับจ้องมองผีหน้าหล่ออย่างรอคอยคำตอบ
"ก็หลายคน ส่วนใหญ่ก็นักการเมืองและนักธุรกิจ"
"อ้อ เพราะเื่เมื่ออาทิตย์ก่อนสินะ"พี่หมอกลืนเค้กไปในคำเดียวแล้วแลบลิ้นเลียปลายนิ้ว"แต่มันหนักข้อขึ้นถึงขนาดต้องส่งผีไปติดตามเลยหรือไง"
"เคยใช้คนแล้ว แต่ก็โดนเก็บไปหมดก็เลยเหลือแต่ผีแล้วล่ะนะ"
เซียร์ส่ายหน้าไปมาอย่างอับจนเล็กน้อยการตามติดตัวคนดังโดยจ้างคนอื่นมันก็ควบคุมได้ยากอย่างนี้ ในเมื่อ 'คนเป็'ใช้การไม่ได้เขาก็คงต้องใช้ 'คนตาย' เท่านั้นถึงจะตามติดได้ถึงขั้นสิงร่างอ่านความคิด
แต่เขาก็ไม่ให้พวกผีสิงร่างหรอกถ้าเกิดออกนอกการควบคุมจะต้องลำบากพี่หมอไปตามตบเกรียนเรียงตัวแล้วหิ้วคอกลับบ้าน
ไตรวิชญ์ถามต่อ "แล้วรู้ตัวการหรือยัง?"
"รู้แล้วล่ะ"
"เป็พวกไหนล่ะ"
"พวกไม่ใช่คน"
"???"
สีหน้าของคนฟังทั้งสามปรากฏของหมายคำถามขึ้นมีอย่างฉับพลันสมองทำการประมวลผลซ้ำๆ เพื่อความแน่ใจก่อนจะถามใหม่
"เดี๋ยวนะ พวกไม่ใช่คนเหรอ?"
"อืม"
"พวกไม่ใช่คนมายุ่งอะไรกับหุ้นประเทศไทยหรือมีปัญหาอะไรกัน? รัฐบาลกับพวกุ์ไม่น่าจะมีปัญหาถึงขั้นล่มเศรษฐกิจนี่หว่า"
"รัฐบาลปัจจุบันก็รู้เื่พวกุ์ด้วยหรือ"
ไอยรินทร์ถามไตรวิชญ์อย่างสงสัยกับประเทศอื่นอาจมีส่วนรู้เห็นแต่ประเทศไทยนั้นเขาไม่รู้มาก่อน ในสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ไม่มีการร่วมกลุ่มกันเพื่อปราบปรามหรือให้ความร่วมมือกันของสิ่งมีชีวิตคนละมิติมาก่อน
แม้แต่คนที่จะมองเห็นยังมีน้อยเลยไม่ต้องพูดถึงความร่วมมือ
"เมื่อก่อนรู้กันวงกว้างอยู่แต่เดี๋ยวนี้ไม่แน่ใจว่ามีกี่กลุ่มที่รู้น่าจะจำกัดวงแคบมาก... อืม ฉันเองก็ไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับเบื้องลึกเื้ัของภาครัฐด้วยสิแต่ส่วนใหญ่แล้วทางภาครัฐก็ดีกับพวกุ์อยู่นะแถมตระกูลที่มีสายเืุ์บางส่วนก็เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศและหน่วยงานภาครัฐต่างๆด้วย"
"สมัยนี้ช่างเปิดกว้างนักแม้แตุ่์ก็สามารถร่วมกันบริหารประเทศได้"
"ก็คงงั้น" พี่หมอไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ"แต่ถ้าพวกนักปกครองทะเลาะกันเองเราก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกฝ่ายไหนชนะเศรษฐกิจมันก็ฟื้นเองแหละ ส่วนจะฟื้นมากน้อยแค่ไหนก็อีกเื่"
"แต่ไม่ใช่นักปกครองตีกันเองธรรมดาน่ะมีคนเสี้ยม..."
คำบอกเล่าของเซียร์ทำให้หมอผีหนุ่มขมวดคิ้ว
"มือที่สามงั้นเหรอ?"
"ใช่ จากในประเทศเองด้วยเป้าหมายคือตระกูลหนึ่ง"
"ตระกูลอะ..."
ครืด~
การสนทนาหยุดชะงักไปเพราะเสียงสั่นของโทรศัพท์ของพี่หมอเรียกความสนใจของพวกเขาไตรวิชญ์พ่นลมหายใจแล้วหยิบมันขึ้นมากดรับสาย
"ฮัลโหล แค่นี้นะ!"
[เดี๋ยวครับ! ยังไม่ทันได้พูดเล๊ย!!]
รับสายแล้วจะวางเลยแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน
พี่หมอกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่ายแต่ก็ยอมรับฟังไว้ดวงตาเหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนพนังห้อง
"จะพูดอะไรก็รีบพูด โทรมาดึกๆ ดื่นๆเกรงใจคนจะนอนด้วย"
[นี่เพิ่งจะทุ่มครึ่งเองนะ พี่หมอนอนเร็วขนาดนั้นั้แ่เมื่อไหร่กันครับ?]
"นอนเร็วเมื่อไหร่ก็เื่ของฉันไหม ไม่เผือกสิชาละวัน"
[ผมชื่อชัชวาล!] อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงขุ่น [ผมมีเื่จะขอให้พี่หมอช่วยครับ]
"จะขอให้ช่วยอะไรดึกๆ ดื่นๆ ไม่เอาล่ะ ไม่ไป"
[โธ่พี่หมอ หน่วยของผมมันต้องทำงานดึกๆ ดื่นๆ นี่ ไม่อย่างนั้นผู้คนก็แตกตื่นกันพอดีสิแล้วอีกอย่างงานนี้เงินดี...]
"ถ้าต่ำกว่าหกหลักฉันไม่ไปนะเว้ย"
[...]
"่นี้โซฮอต ค่าตัวเลยแพง"
[ก็ได้ครับ ทางนี้จ่ายหนึ่งแสนก่อนเริ่มงาน หลังจบงานอีกสองแสนตกลงไหมครับ]
"เยี่ยมมาก อย่างนี้สิถึงจะคบกันยืดนะชาลี"
[ผมชื่อชัชวาล!]
"งั้นก็เจอกันที่เดิม"
ไตรวิชญ์กดตัดสายทิ้งอย่างรวดเร็วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสองผีหนึ่งแวมไพร์ที่มองเขาเป็ตาเดียวซึ่งเขาไม่คิดจะอธิบายอะไรให้ใครฟังทั้งสิ้น
"เดี๋ยวจะออกไปทำงานข้างนอกซะหน่อยอาจจะกลับช้าแต่ไม่เกินเที่ยงคืน"
"คนของ 'หน่วยราพณ์' เหรอครับ"
"อา ถึงจะน่าเบื่อไปหน่อยแต่ก็เงินดี ไปนะ"
พี่หมอลุกไปหยิบเสื้อคลุมร่มและกระเป๋าก่อนจะเดินออกจากบ้านไปด้วยท่าทางเฉยชา ไม่นานก็หายไปจากครรลองสายตา
ไอยรินทร์ขมวดคิ้วนิดๆ แล้วพึมพำ
"หน่วยราพณ์หรือ? ...มันคือหน่วยอะไรกัน"
"หน่วยปราบปรามภูตผีของไทยไงครับจะเรียกอย่างอินเตอร์หน่อยก็ Exorcist น่ะ"คิมตอบก่อนจะเก็บจานขนมของไตรวิชญ์ที่กินเหลือไว้ ปู่ไอยหันมองอย่างมีคำถาม"ก็ตามชื่อนั่นแหละครับ เป็หน่วยควบคุมและปราบปรามภัยอันเกิดจากภูตผีปีศาจ..."
"อ้อ รัฐบาลคงไม่ไว้ใจุ์กันล่ะสิถึงแม้ว่าจะใหุ้์คอยช่วยเหลือก็ตาม"
"ก็ทำนองนั้นแหละครับมนุษย์ก็เป็อย่างนี้พวกเขาระแวงและหวาดกลัวเราเสมอ"
"ไม่ใช่แค่นั้นหรอก"เซียร์เอ่ยแทรกขึ้นมาพลางพับโน๊ตบุ๊กลงไปสายตาของผู้าุโในบ้านหันมามองเป็ตาเดียว"มนุษย์ยังมีสิ่งที่ปีศาจก็อาจจะเทียบไม่ติดอยู่ด้วย...อย่างความละโมบยังไงล่ะ"
"นั่นคุณเซียร์จะไปไหนเหรอครับ?"
"จะตามไตรไปน่ะ"
"เป็ห่วงเขาสินะ"
"ห่วงคนของหน่วยราพณ์ต่างหากล่ะคุณคิม"
ดูจากนิสัยของไตรวิชญ์แล้วมันไม่จบแค่ทำงานเก็บเงินแล้วกลับบ้านหรอก มันต้องมีเซอร์วิสชาร์ตแน่ๆ โดยเฉพาะเรียกใช้งานตอนกลางคืนด้วยแล้ว
อีกอย่าง... สังหรณ์ไม่ค่อยดีจริงๆ
ไตรวิชญ์นั่งแท็กซี่มาลงที่จุดนัดหมายสถานนี่ตำรวจที่อยู่ใกล้บ้าน สถานที่ราชการที่มีคนอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเขาทักทายตำรวจที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็อย่างดีก่อนจะนั่งรอคนของหน่วยราพณ์มาถึง
'หน่วยราพณ์'หน่วยปราบปรามภัยเหนือธรรมชาติที่ถูกจัดตั้งมากว่าสองร้อยปีโดยคนของภาครัฐที่มีความสามารถด้านวิชาอาคมบุคลากรในหน่วยสามารถมองเห็นเหล่าภูตผีปีศาจที่คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ งานหลักก็คือการบวงสรวงหรือจัดพิธีอะไรต่างๆในประเทศและปราบผีอย่างลับๆ โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้จัก
คนของหน่วยนี้ไม่ได้แสดงตัวออกมาให้ประชาชนทั่วไปในสมัยนี้เห็นอย่างจริงจังว่าเป็หน่วยของภาครัฐที่ขึ้นตรงกับคณะรัฐมนตรีเพราะเื่ของไสยศาสตร์น้อยคนนักที่จะเชื่อถือพวกเขาล้วนเชื่อในสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ ขนาดจะบอกว่ามนุษย์บางคนมีสายเืของสัตว์วิเศษยังไม่เชื่อ
แต่พอเป็ละครกับชอบใจอยากให้มีอยู่จริง
มนุษย์นี่ก็แปลกประหลาด... มีความสบสันในตัวเอง
อันจริงที่คนของหน่วยราพณ์ก็มาติดต่อให้เขาเป็สมาชิกของหน่วยนี้อยู่เหมือนกันเขาก็เคยเข้าไปทำงานด้วยความสนใจอยู่สามเดือนแล้วก็ออกมา เหตุเพราะ...มันน่าเบื่อเกินไป
งานที่ต้องออกไปปราบผีน้อยนิดคำสั่งราชการก็มีไม่มากในแต่ละเดือน วันๆ นอกจากลาดตระเวนไปทั่วก็แทบไม่มีอะไรเลยเงินเดือนภาครัฐก็น้อยนิด ต้องรอออกงานใหญ่สักครั้งถึงจะได้เงินก้อนใหญ่คนในหน่วยก็ต้องไปหารายได้เสริมกันเองอีก มีดีแค่สวัสดิการอย่างเดียว...
เป็อย่างนี้แล้วใครจะอยู่ให้โง่เล่าเสียเวลาทำมาหากินหมด
ทว่าถึงจะไม่ชอบงานของหน่วยราพณ์ แต่งานที่ต้องเรียกใช้คนของหน่วยนี้ก็ให้งบประมาณมหาศาลจริงๆขนาดจ้างเขาด้วยเงินแสนยังตอบรับได้อย่างสบายๆ ก็ถือเป็หน่วยงานสำคัญอยู่ล่ะนะ
"ถ้าจะนั่งตาปรือขนาดนี้ นอนไปเลยก็ได้นะ"
"ขอหมอนกับผ้าห่มดะ--- หืม? เซียร์มาทำอะไร"
ไตรวิชญ์ที่นั่งง่วงมานานตอนนี้ตาสว่างแล้วคิดไม่ถึงว่าผีหน้าหล่อนี่จะตามเขามาด้วย แถมยังไม่ได้ปกอุปกรณ์ทำงานมาอีกต่างหากใบหน้าหล่อเ็านั้นยิ้มนิดๆ ให้เขาก่อนจะนั่งลงข้างๆ
"ก็ตามมาด้วยความเป็ห่วง"
"ห่วงเ้าพวกหน่วยกิ๊กก๊อกนั่นอ่ะเหรอ"
"ใช่" เซียร์หัวเราะขบขันในลำคอ"อย่างไตรไม่มีอะไรให้ห่วงหรอก"
"พูดงี้รู้สึกน้อยใจจังน้า~ฉันรึออกจะเป็หนุ่มหล่อหน้าตาชวนย่ำยี ต้องห่วงฉันมากๆ หน่อยสิ"
"..."
คำพูดคำจาไร้ยางอายขนาดนี้มันน่าห่วงตรงไหนไม่ทราบ
"มาแล้วครับๆ พี่หมอ... อ้าว คุณเซียร์ก็มาด้วยเหรอครับ"
ชายหนุ่มใบหน้าสดใสเดินผ่านฝนปอยๆ เข้ามาผมสีน้ำตาลเข้มลู่ลงเพราะน้ำฝน ดวงตาสีดำขลับเป็ประกายแวววาวภายนอกดูเป็หนุ่มน้อยอารมณ์ดีอย่างแท้จริงเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็ชุดสีกรมท่าแขนยาวกางเกงสีกรมขายาวและติดกระดุมสีเงินมีตราสัญลักษณ์เป็หน้าั์ที่อยู่แบนเสื้อข้างซ้าย
ชัชวาลพอเห็นว่าพี่หมอไม่ได้อยู่คนเดียวก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยทุกทีเวลาทำงานไม่เคยพาผีมาด้วยสักครั้ง วันนี้มาแปลก...
"เราเป็ห่วงเลยตามมา"
"อย่างพี่หมอนี่นะน่าเป็ห่วง?"
ชัชวาลส่งสีหน้าไม่เชื่อออกมาบอกว่าเป็ห่วงชาวโลกเขายังเชื่อมากกว่า
และสีหน้าของชายหนุ่มก็ไม่เชื่อออกนอกหน้าเกินไปพี่หมอเลยประเคยรางวัลให้เป็มะเหงกหนึ่งที่ทำเอาคนไม่เชื่อร้องโอดโอยส่วนเซียร์ก็ได้แต่ยกมุมปากอย่างขบขันเท่านั้น ไม่ได้ตอบคำของอีกฝ่าย
"มีงานอะไรก็รีบๆ พาไปได้แล้ว" ไตรวิชญ์เอ่ย"ถ้าไม่ไปฉันจะได้กลับบ้าน อากาศชื้นๆ อย่างนี้มันทำให้ง่วงมากนะเว้ย!"
"ใจร้อนเป็วัยรุ่นไปได้ทั้งที่เลยวัยมาแล้วแท้ๆ"
"ว่าไงนะ!"
"เปล่าครับ! ไปกันเถอะรถอยู่ทางนั้นครับ"
ชัชวาลรีบเดินนำไปยังรถตู้ซึ่งเป็รถปฏิบัติการของพวกเขาเมื่อขึ้นรถตู้มาแล้วไตรวิญช์และเซียร์ก็พบสมาชิกหน่วยอีกสองคนกำลังยุ่งอยู่กับเครื่องมือชายหนุ่มใส่แว่นที่แต่งตัวเรียบร้อยกับหญิงสาวหน้าใสเหมือนจะอยู่ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้นทั้งคู่หันมายกมือไหว้ให้กับผู้มาให้ด้วยรอยยิ้ม
"สวัสดีครับพี่หมอ คุณเซียร์"
"สวัสดีค่ะพี่หมอ คุณเซียร์แปลกจังค่ะที่เห็นเซียร์มาด้วย"
"เขาห่วงพี่หมอน่ะแต่น้ำหน้าอย่างพี่หมอนี่ไม่เห็นน่าห่วงเลยเนอะ"
"ระวังปากหน่อยชัตเตอร์ถ้าไม่พูดเื่งานฉันจะถีบปากนายแล้วนะ"
"ผมชื่อชัชวาล!"พี่หมอนี่ก็เรียกชื่อเขาไม่เคยถูก "อะแฮ่ม!งานของเราในครั้งนี้คือตามหาคนหายครับ"
"คนหายแล้วให้หมอผีหาเนี่ยนะ? อย่าบอกนะว่าเป็คนหายในถ้ำ!"
"ใช่ที่ไหนเล่าพี่หม๊อ!!"
ถึงจะหน้าฝนมีแววน้ำท่วมแต่เราอยู่ในเมืองจะไปมีถ้ำได้ยังไงเล่า
"งั้นจะให้หาคนหายเพื่อ? ตำรวจมีก็ใช้ไปสิ"
"ก็ตำรวจหาแล้วไม่เจอนี่สิครับเป็อาทิตย์แล้วด้วยแถมยังเป็คนต่างชาติซะส่วนใหญ่อีก เบื้องบนเลยสั่งลงมาว่าต้องหาให้เจอภายใน 48ชั่วโมงน่ะครับ...แต่งานนี้ดูแล้วจะเกินกว่าสามารถพวกเราในการหาเพราะงั้น..."
"พี่หมอช่วยด้วย!!"
หน่วยราพณ์ทั้งสามเข้ามาหมายจะเกาะไตรวิชญ์ภายในรถอันคับแคบหมอผีหนุ่มเลยสับสันมือใส่กลางหน้าผากไปคนละที เป็อันหยุดชะงักเก็บไม้เก็บมือกลับไป
"แค่หาคนพวกนายยังทำเองกันไม่ได้ ให้ตายสิอ่อนหัดกันเกินไปแล้ว"
"คืองี้นะพี่หมอพวกเราก็ลองให้คนที่มีความสามารถในการทำนายหาดูแล้วเราสรุปได้แค่ว่าชาวต่างชาติเ่าั้ตายแล้ว แต่ไม่รู้ว่าตายที่ไหนเกิดอะไรขึ้นหรือเป็ฝีมือใครอ่ะ"
"อ้อ คือตายแล้วก็จะให้มาหาศพว่างั้น?"
"ใช่ครับ"ชัชวาลยิ้มเมื่อเห็นว่าไตรวิชญ์จะยอมช่วยแล้ว "เราเตรียมชื่อจริงวันเดือนปีเกิดไว้ให้แล้วครับ"
"เอามาทำไม"
"อะ... อ้าวไม่ใช่ว่าหาคนหายหรือเรียกหาิญญาก็ต้องใช้ของพวกนี้ไม่ใช่เหรอ"
"นายก็เป็พวกมีวิชานี่ของพวกนี้ใช้รึเปล่าล่ะ"
"ไม่ครับ ผมเป็สายใช้อาวุธต่อสู้...แต่หมอผีสายอาคมหรือทำนายก็ใช้นี่นา"
หมอผีของไทยเวลาจะประกอบพิธีเกี่ยวกับบุคคลใดไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วก็ต้องใช้วันเดือนปีเกิดชื่อจริงนามสกุลจริงทั้งนั้นเพื่อให้มีความแม่นยำและตรงตัวบุคคลมากที่สุด
ทว่าั้แ่หน่วยราพณ์ทำงานกับพี่หมอมาไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายมีวิชาในสายอะไรอาวุธก็ไม่ใช้เป็ชิ้นเป็อัน อาคมก็เหมือนจะไม่ค่อยร่าย ยกมือขึ้นตบๆ โบกๆแล้วจบงาน บางทีแค่พูดแล้วเดินไปเดินมาก็จบเื่เลย แม้แต่จะหาคนยังไม่ทำเหมือนอย่างที่หมอผีคนอื่นเขาทำกันเลย
ทุกวันนี้ยังสงสัยด้วยซ้ำว่าเป็มนุษย์จริงๆ หรือเปล่าหรือเป็ยมทูตแปลงกายมากันแน่
"ถ้าจะหาขอแค่มีภาพถ่ายหน้าตาก็พอแล้ว"ไตรวิชญ์อีกฝ่ายอย่างเฉื่อยชา "เอาแบบชัดๆ นะเห็นแค่เสี้ยวหน้าอย่ายื่นมาไม่งั้นเจอถีบตกรถแน่"
"ครับๆ เอะอะก็ทำร้ายร่างกายเป็พวกซาดิสม์เหรอพี่หมอ"
"ใช่ ฉันกำลังหามาโซคิสม์มารองมือรองเท้าอยู่สนใจไหมล่ะชานชรา"
"ผมชื่อชัชวาล!...แล้วก็ไม่สนใจเป็มาโซคิสม์ด้วย ผมเป็คนปกติครับ"
"..."
เซียร์เหลือบตามองคนที่พูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าปกติก่อนจะหามุมเหมาะๆ นั่งทอดถอนใจอย่างปลงเล็กน้อย
งานจะเสร็จช้าก็เพราะพี่หมอมัวแต่แกล้งเด็กนี่แหละ
"แต่ตั้งอาทิตย์กว่าแล้ว...ศพคงไม่เหลือซากแล้วล่ะมั้ง"
เซียร์พึมพำขณะทอดสายตามองออกไปไกลอย่างครุ่นคิด่เวลาอาทิตย์กว่า... มันช่างประจวบเหมาะอะไรอย่างนี้นะ...