เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ท่ามกลางความเงียบสงบในห้องบรรทม มันตรายกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมเต็มหน้าผาก กลิ่นไหม้ของหินิญญายังอวลอยู่บนปลายนิ้วของเขา
“เสร็จแล้ว อาจารย์...” เสียงของมันตราดังขึ้นพร้อมกับแววตาที่ฉายแววแห่งความภาคภูมิใจเมื่อหันไปเรียกเทพีชิงอี้
เทพีชิงอี้ซึ่งเอนกายนอนอยู่บนเตียงหยก เหลือบตามองเขาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำอย่างเ็า “แค่สองชิ้นง่ายๆ ใช้เวลาไปตั้งครึ่งชั่วยาม... นับว่าช้าไป”
คำพูดนั้นเย็นเฉียบยิ่งกว่าสายลมจากหุบเขาหิมะ มันตราชะงัก มือที่ถือหินเรืองแสงและเกราะหนังเสริมพลังพลันสั่นไหว
“แล้วถ้าเป็ท่านล่ะ... จะใช้เวลาเท่าไหร่?” เขาถามกลับเสียงเครือ แฝงด้วยความน้อยใจที่ไม่กล้าเปิดเผยออกมาตรงๆ
นางไม่ได้ตอบ แต่เพียงยกฝ่ามือขึ้นกลางอากาศ พลังิญญาหมุนวนรอบปลายนิ้วของนางเป็เกลียวบางๆ สีฟ้าอมม่วง
เปรี๊ยะ!!
เสียงลั่นสะท้อนกึกก้อง! แสงสีเงินสว่างวาบไล่เงามืดให้ถอยหนีไปจากทุกอณูภายในห้อง ก่อนที่แสงนั้นจะจางลงและกลายเป็ เข็มกลัดพลังิญญา หินเรืองแสง และเกราะหนังเสริมพลัง ลอยลงมาสู่มือของนางอย่างช้าๆ
“สำหรับข้าแล้ว หนึ่งลมหายใจก็มากเกินพอ...” เสียงเรียบๆ ของนางมิได้้าย้ำให้เขาเจ็บใจ แต่คาดหวังให้เขามีมานะมากขึ้นเท่านั้น
เทพีชิงอี้ลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวบทต่อไป
“บทที่ 2: กลจักริญญา
แรงกลขับ ิญญาหลอม จักรกลสรรค์
โยกให้หมุน ดุนเคลื่อนพลัน เหมือนมีใจ
มนต์เร่งปราณ หินิญญา ธาตุวิ่งไหล
กลไกผนึก ิญญาใส่ ใช้ได้จริง”
อักขระเรืองแสงลอยรอบห้องราวกับฝูงผีเสื้อ
“ใช้พลังิญญาร่วมกับกลไกพื้นฐาน เพื่อสร้างการเคลื่อนไหวที่ควบคุมได้ กลไกอย่างคันโยกหรือกระบอกหมุน เมื่อผสานิญญาแล้ว จะตอบสนองราวกับมีชีวิต สลักอักขระบนหินิญญา เพื่อเร่งการไหลของปราณ กระตุ้นธาตุให้ทำงานได้รุนแรงและรวดเร็ว เมื่อรวมศาสตร์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะได้อาวุธและกลไกที่เปี่ยมด้วยพลังและศิลป์ที่ใช้งานได้จริง” คราวนี้มันตราตระหนักรู้ได้อย่างรวดเร็ว อักษรรูนลอยเวียนขวารอบกายเขาช้าๆ แล้วไหลซึมเข้าสู่กลางอกของมันตรา แล้วควบรวมเข้ากับแก่นิญญา
เทพีชิงอี้เดินเข้าไปใกล้แล้วสั่งงานต่อไป “งานสามชิ้นของเ้าก็คือ ดาบสั่นปราณ คันโยกปลดกลไก นาฬิกาิญญาพื้นฐาน”
มันตราหายใจลึก ดวงตาเปล่งประกาย ไม่เอ่ยคำใดรีบก้าวเดินกลับไปยังโต๊ะสร้างกลไกด้วยแววตาแน่วแน่
ครึ่งชั่วยามผ่านไปอีกครั้ง…
ดาบสั่นปราณ คันโยกปลดกลไก และนาฬิกาิญญาพื้นฐาน ปรากฏตรงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ
เทพีชิงอี้มองผลงานของเขา แววตาไหววูบอย่างเงียบงัน
“เวลาของเ้าดีขึ้น แม้งานจะยากกว่าเดิม แต่เ้ากลับทำได้เร็วขึ้น... พร์ของเ้า… นับว่ายังพอมีอยู่บ้างจริงๆ”
แต่คำที่นางเก็บเอาไว้ในใจ ไม่ได้เอ่ยออกไปก็คือ “เขาช่างเปล่งแสงจ้าขึ้นทุกครั้งที่ตั้งใจ... จนนางไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย”
บทใหม่จากคัมภีร์ดังขึ้นอีกครั้ง…
“บทที่ 3: วิถีธาตุในจักรกล
ธาตุผสานกล จักรวนธาตุเวียน
หินเรือง ปรับเสถียร ไม่เปลี่ยนอ่อนไหว
โลหะกลาง พลังแรง แปลงรูปใหม่
จักรกลมีใจ ธาตุไหลดังใจกลึง”
มันตรารับฟังอย่างเงียบงัน ความเข้าใจท่วมท้น จนอารมณ์ภายในรุนแรงเหมือนพายุไฟในอก ขณะที่อักขระเรืองแสงหลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย เขารู้ทันทีว่ากำลังเข้าสู่ขอบเขตใหม่ของศาสตร์จักรกล
ยังไม่ทันที่มันตราจะเอ่ยคำพูดใดคำสั่งใหม่ก็มาถึง “ปืนพกิญญา ธนูปราณควบคุมด้วยหิน โล่สะท้อนพลังงาน... สามชิ้นนี้ เ้าต้องสร้างให้สำเร็จ”
กลิ่นโลหะร้อน กลิ่นหินิญญาที่ไหม้จางๆ ลอยฟุ้ง
เสียงปะทุจากการเคลื่อนของเกียร์ในกลไกดังขึ้นในห้อง สลับกับเสียงหายใจถี่ของมันตราที่กำลังระดมปราณ
และเมื่อเวลาครึ่งชั่วยามผ่านไป…
ผลงานทั้งสามปรากฏตรงหน้าอย่างสมบูรณ์ จนแม้แต่เทพีชิงอี้ก็มิอาจปกปิดความประหลาดใจไว้ได้
“ดี... วันนี้พอแค่นี้ก่อน เ้าพักผ่อนเถิด”
เสียงของนางแ่เบาลงเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่นเพื่อกลบความยินดีลึกๆ ในใจ นางไม่กล้าสบตาเขา เพราะรู้ว่าหากจ้องนานเกินไป... นางอาจเผยรอยยิ้มออกมา
มันตราหันมามองนางด้วยดวงตาเปี่ยมด้วยความหวัง
“อาจารย์... ข้าในตอนนี้ สามารถเป็วิศวกรจักรกลิญญาในระดับใด?”
เทพีชิงอี้ยกมือไล้ผมเบาๆ ราวกับกลบความรู้สึกบางอย่าง
“เ้าฝึกอยู่ในระดับสามแล้ว หากจะเป็วิศวกรจักรกลิญญาอย่างแท้จริง เ้าต้องเข้าสอบเพื่อรับป้ายวิศวกรจักรกลิญญาระดับต่างๆ จากสภามหาจักรกล ที่มีสำนักสาขาย่อยกระจายอยู่ในสามอาณาจักร เมื่อสอบผ่านในระดับใด เ้าจะได้รับป้ายและแหวนสัญลักษณ์ของระดับนั้น”
มันตราพยักหน้าช้าๆ “แปลว่าข้าต้องสอบระดับหนึ่งก่อน?”
“ใช่ ยิ่งไปกว่านั้นใน 1 ปี เ้าสอบได้ครั้งเดียว เว้นเสียแต่เ้าจะกล้าสอบ... ระดับ 9 เทพจักรกล” เสียงของนางแ่ลง นางหยุดชั่วขณะก่อนจะพูดต่อ “ซึ่งจะต้องสอบต่อหน้าเ้าสำนักจักรพรรดิศาสตราโดยตรง เพราะเขาคือประธานสภามหาจักรกล และในตอนนี้ ยังไม่มีใครสอบถึงขั้นที่ 9 ได้เลย”
“อาจารย์…ในตอนนี้ผู้ที่มีระดับสูงสุดอยู่ในระดับใด” มันตราถามด้วยความอยากรู้
“จางอี้เจี้ยน เ้าสำนักจักรพรรดิศาสตรา เขาอยู่ในระดับ 6 ปรมาจารย์ควบคุม ในอีก 7 วันจะมีสำนักต่างๆ มาคัดเลือกศิษย์เข้าสำนัก เ้าสำนักจักรพรรดิศาสตราน่าจะมาก่อนงาน 3 วันและน่าจะพักที่สภามหาจักรกล”
มันตรากำมือแน่น แววตาจริงจัง “เช่นนั้น... ในสองวัน ข้าจะฝึกให้ถึงขอบเขตนั้นให้ได้”
เทพีชิงอี้นิ่งงันไปชั่วครู่ “เ้าเด็กดื้อ... ทำไมถึงทำให้ข้าใจเต้นได้ทุกครั้งที่พูดแบบนั้นนะ…” เทพีชิงอี้คิดในใจ
“อาจารย์ถ้าเช่นนั้น ข้าขอทั้งคัมภีร์ไปศึกษาดูก่อนจะได้หรือไม่”
“ได้สิ” กล่าวจบนางก็เรียกคัมภีร์หัตถาเทพลอยขึ้นมาในอากาศ บทกลอนตัวอักษรทุกๆบทปรากฏขึ้นจนอ่านแทบไม่ถูก
มันตราใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูปก็สามารถทำความเข้าใจ และซึมซับคัมภีร์หัตถาเทพทั้งเล่มเข้ามาภายในมโนสัมนึกของตนได้อย่างน่าอัศจรรย์ “เ้า้าสิ่งใดเพิ่มอีกไหม” เทพีชิงอี้ถามเพื่อกลบเกลื่อนอาการดีใจของตนเอง
“รายชื่อชิ้นงานทุกชิ้นที่ข้าต้องทำส่ง” เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“เ้าจะเอาไปทำไมกันเยอะแยะ” นางกล่าวด้วยความสงสัย
“ข้าขอเวลาท่าน 2 วัน งานทุกชิ้นจะพร้อมส่งท่าน”
“ได้… คัมภีร์หัตถาเทพนี้ แท้จริงแล้วก็คือบทกวีแห่งเทพจักรกล ซึ่งเมื่อเ้าศึกษาให้เข้าใจ ั้แ่ต้นจนถึงบทสุดท้ายแล้ว ก็จะเข้าใจวิถีแห่งเทพจักรกลผู้สร้างสิ่งที่เลียนแบบสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้” กล่าวจบเทพีชิงอี้ก็ผนึกรายชื่อชิ้นงานของทุกบทลงในมโนสััมนึกของเขาทันที