สัปดาห์ต่อมาวันนัดพบสมาชิกในกลุ่มทุกคนทยอยเข้ามายังร้านเอกภพเกือบจะครบทุกคนแล้วทว่ายังไม่มีเงาของนับนทีมาถึงร้านทั้งที่น่าจะมาถึงเป็คนแรกๆเพราะใช้เวลาเดินทางไม่นาน
“พี่นับล่ะมึง” น้อยหน่าเอ่ยถามอัศดินทร์
“ยังไม่เห็นว่ะ มึงเข้าไปนั่งก่อนไปเดี๋ยวกูโทรหาเอง”
“เออ” น้อยหน่ารับคำแล้วเดินขึ้นชั้นสองของร้านอันเป็ที่ประจำที่เอกภพจัดโต๊ะไว้รอเป็พิเศษในขณะที่อัศดินทร์กดโทรหานับนทีที่ยังไม่เห็นมาถึงร้าน
[ฮัลโหลอัศ] นับนทีรับสายแทบจะทันทีหลังสัญญานดัง
“ออกมาหรือยังครับ คนอื่นมากันจะครบแล้วผมเป็ห่วงเห็นพี่ยังมาไม่ถึงซักที” อัศดินทร์กรอกเสียงถามห่วงใย
[พี่น่าจะไม่ได้ไปแล้วล่ะอัศ คุณป้ามีไข้นิดหน่อยพี่ไม่อยากปล่อยท่านไว้]
“ต้องพาไปโรงพยาบาลมั้ยครับ ให้ผมไปหามั้ย”อัศดินทร์รีบถามกลับเมื่อรู้ว่าคุณป้าไม่สบาย
[พี่พาไปเรียบร้อยแล้ว หมอบอกแค่ไข้หวัดธรรมดาแต่พี่ไม่อยากปล่อยท่านไว้น่ะ อัศอยู่กับเพื่อนๆเถอะ]
“ถ้ามีอะไรโทรหาผมเลยนะ ผมจะรีบไปหาทันที”อัศดินทร์กำชับน้ำเสียงไม่สบายใจนัก
[อื้ม ฝากขอโทษทุกคนด้วยนะ คราวหน้าถ้านัดกันอีกเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง]
“ครับ เดี๋ยวผมบอกพวกนั้นให้”
[พี่วางแล้วนะ]
“ครับ”
[อย่าดื่มมากล่ะอัศ ถ้าขับรถกลับไม่ไหวโทรบอกพี่ เดี๋ยวพี่ไปรับไม่ก็นอนที่ร้านเอกภพนั่นแหละ]
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ดื่มมากหรอก เดี๋ยวต้องรอเก็บศพพวกนั้นด้วยน่าจะหมดสภาพกันทุกตัว”
[โอเค ถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกหน่อยนะ พี่เป็ห่วง]
“ครับ ฝันดีนะครับ”
[อื้ม อัศก็ฝันดีเหมือนกันนะ]
“ครับ”
นับนทีวางสายไปแล้วอัศดินทร์เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินเข้าไปในร้านเพื่อแจ้งสมาชิกที่มากันครบแล้วว่าวันนี้นับนทีมาไม่ได้เพราะคุณป้าไม่สบายต้องอยู่เฝ้า
“คุณป้าเป็อะไรมากหรือเปล่าอัศ” เอกภพถามอย่างห่วงใย
“พี่นับบอกว่าพาไปหาหมอแล้วครับ หมอบอกว่าเป็ไข้หวัดธรรมดา”
“โล่งใจไปที นับคงไม่อยากทิ้งท่านมาเพราะถ้ามาก็จะเหลือแค่คนแก่ที่กำลังป่วยกับเด็กอยู่กันสองคน”
“ครับ เลยฝากมาขอโทษทุกคน บอกว่าคราวหน้าถ้านัดกันอีกจะขอเป็เ้ามือเลี้ยงยกเว้นไอ้น้อยหน่าเพราะแดกเยอะเกิน พี่นับจ่ายไม่ไหว” อัศดินทร์ได้ทีแซวเพื่อนสนิททั้งกลุ่มจึงหัวเราะออกมาพร้อมกันทันทีทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้น
“หน็อย พี่นับไม่มีวันพูดแบบนี้หรอก นี่มันคำพูดมึงชัดๆค่ะเพื่อนเลวได้ดิบได้ดีเป็รองประธานบริษัทแล้วลืมบุญคุณคนที่หิ้วร่างกลับทุกครั้งที่เมาเลยนะคะอิคุณอัศดินทร์”น้อยหน่าโต้กลับทันที อัศดินทร์หัวเราะอย่างพอใจเมื่อโดนน้อยหน่าด่ากลับเพราะนานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้โต้ฝีปากซึ่งๆหน้ากับเพื่อนสนิทคนนี้ถ้าจะนับจริงๆก็สี่ปีกว่าได้
“จะลืมได้ไงเพื่อนรักที่สุดอย่างมึงนี่กูทดแทนบุญคุณให้มึงเป็ถึงเลขาเลยนะ”
“กูไม่เรียกว่าทดแทนบุญคุณค่ะ กูเรียกว่าตกนรก”
ทั้งกลุ่มะเิเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งไม่เว้นแม้แต่เอกภพที่เพิ่งได้เห็นมุมนี้ของอัศดินทร์ปกติอัศดินทร์ออกจะขรึมและพูดน้อยมากถ้าไม่ใช่ตอนอยู่กับนับนทีหรือของขวัญแต่ทว่าตอนนี้อัศดินทร์กลายเป็จุดศูนย์กลางของเพื่อนๆและเป็คนสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนได้อย่างน่าประหลาด
“ตกนรกอะไรเงินเดือนจะเยอะขนาดนี้”
“หูวววว เท่าไหร่น้อยหน่า เท่าไหร่” เพื่อนๆต่างรบเร้าถามน้อยหน่ากันใหญ่
“สตาร์ทที่ห้าหมื่นขาดตัวค่ะ” น้อยหน่าอวดทั้งกลุ่มซี้ดปากกันใหญ่เพราะเริ่มงานด้วยเงินเดือนขนาดนี้ใน่เศรษฐกิจแบบนี้แทบจะไม่มีที่ไหนกล้าจ้าง
“กูจ้างแพงขนาดนี้มึงต้องทำงานถวายหัวนะรู้มั้ย”อัศดินทร์ยักคิ้วกวนใส่น้อยหน่า
“เื่งานถวายหัวแน่ค่ะแต่อย่างที่บอกถ้ากิ๊กมึงมาตบกันที่บริษัทกูกลับบ้านเลยค่ะวันนั้นไม่ถือว่าเป็วันลา มึงจัดการเองเลยค่ะ อ้อ แล้วก็ปลายปีขอโบนัสจุกๆด้วยนะคะ”เพื่อนๆทั้งกลุ่มหัวเราะงอหงายกับว่าที่เ้านายและว่าที่เลขาที่ต่างยื่นเงื่อนไขฟาดฟันใส่กันไม่หยุด
“มึงนี่ตัวขูดรีดกูจริงๆ”เป็ฝ่ายอัศดินทร์ที่ต้องยกมือขึ้นชี้หน้าคาดโทษในความร้ายกาจของน้อยหน่าทั้งยิ้มๆ
“บริษัทมึงรวยจะตาย ไม่ะเืขนหน้าแข้งหรอกค่ะ เอ้า ชนแกวหน่อยฉลองให้ท่านรองประธานอัศดินทร์ที่จะขึ้นรับตำแหน่งและได้สาวสวยมากความสามารถอย่างดิฉันมาเป็เลขาให้”
“เข้าข้างตัวเองสัส”เพื่อนๆแซวน้อยหน่ากันใหญ่แต่ก็ยกแก้วมาชนกันทั่วหน้าแม้แต่เอกภพที่พลอยดีใจไปกับน้องๆด้วย
“แล้วก็…ขอให้กูฮุบสมบัติพ่อมาได้หมดไม่หลุดรอดไปถึงใครบางคนแม้แต่แดงเดียวเอ้า ชนนนนน” อัศดินทร์เอ่ยติดตลกเพื่อนๆต่างหัวเราะงอหงายปรบมือชอบใจกันใหญ่เพราะรู้กันดีว่าใครบางคนที่อัศดินทร์พูดถึงคือเพียงดาวนั่นเองบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความครึกครื้นต่างแย่งกันพูดไม่หยุดเพราะยากมากที่จะนัดรวมตัวกันได้ครบแบบนี้ อัศดินทร์เป็ผู้ที่ถูกซักมากที่สุดทั้งเื่ไปเรียนและเื่แฟนที่เพื่อนๆดูจะสนใจอยากรู้มากแต่อัศดินทร์แทบไม่ยอมเล่าอะไรเลยเกี่ยวกับแฟนให้เพื่อนฟัง
หลังจากพูดคุยกันได้เกือบสองชั่วโมงก็เริ่มมีการงัดเกมออกมาเล่นทำให้ทั้งโต๊ะยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอัศดินทร์ที่รู้สึกอยากสูบบุหรี่และคิดว่าจะโทรหานับนทีถามไถ่อาการคุณป้าอีกครั้งเดินออกมานอกร้านตรงไปยังสวนเล็กๆข้างร้านที่จัดไว้ให้เป็พื้นที่สูบบุหรี่ทว่ายังไม่ได้เคาะบุหรี่ออกมาจากซองสายตาก็หันไปเห็นเพื่อนสนิทกำลังคุยโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่งจึงตัดสินใจไม่จุดบุหรี่สูบอัศดินทร์ก้าวเท้าไปนั่งที่เก้าอี้ยาวที่วางไว้ข้างๆกระถางดอกไม้ที่กำลังผลิดอกจนล้นกระถางเป็จังหวะที่น้อยหน่าวางโทรศัพท์และหันมาเห็นพอดีจึงเดินมานั่งลงข้างๆ
“ออกมาทำไมวะ” น้อยหน่าถาม
“กูออกมาสูบบุหรี่ มึงล่ะ ออกมาโทรหาพี่เชษเหรอ”
“เออ ข้างในพวกห่านั่นเสียงดังกูคุยไม่รู้เื่ เลยหลบออกมาคุยข้างนอกว่าแต่มึงเลิกสูบบุหรี่ั้แ่ก่อนไปเรียนต่อไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมกลับมาสูบอีก”น้อยหน่าหรี่ตามองพร้อมเอ่ยถาม
“อืม เลิกได้นานแล้ว แต่่นี้มีเื่เครียดเลยกลับมาสูบอีกบางทีก็ช่วยให้หัวโล่ง”
“หัวโล่งแต่ปอดถูกเผาเนี่ยนะ คุ้มกันมั้ย อยู่ดีๆไม่ชอบ ชอบเผาปอดเล่น”น้อยหน่าบ่นก่อนจะส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเอ่ยถามต่อเมื่ออัศดินทร์เพียงยิ้มมุมปากรับคำบ่นโดยไม่โต้ตอบกลับมา“มึงกับพ่อเป็ไงบ้าง”
“เหมือนเดิม เจอหน้ากันก็พร้อมปะทะฝีปากแต่ปีนี้เค้าดูแก่ลงมากเหมือนไม่ค่อยอยากเถียงกับกูแล้ว”
“ก็เค้ามีมึงเป็ลูกชายคนเดียว ใครจะอยากเถียงกับลูกไปตลอดชีวิตวะ”
“หึหึ นี่มึงเข้าข้างประธานบริษัทั้แ่ยังไม่เข้าทำงานเลยเหรอเลือกข้างเก่งนะมึง” อัศดินทร์เย้าเพื่อนสนิท
“อยู่แล้ว ประธานบริษัทกับรองประธานเห็นๆกันอยู่ว่าใครใหญ่กว่า”น้อยหน่ายักคิ้วกวนใส่อัศดินทร์ให้โดนเคาะหัวไปที
“เออ กูมีเื่นึงจะถามมึง” อัศดินทร์เอ่ยขึ้นจริงจัง
“ถามมาดิ เื่อะไร” น้อยหน่าทำหน้าแปลกใจในท่าทีที่เปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาของอัศดินทร์แต่ก็พยักหน้าหงึกหงักให้
“เื่พี่นับ”
คำตอบของอัศดินทร์ชวนให้น้อยหน่าทำหน้างงขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่กี่วินาทีต่อมาก็พยักหน้าเป็เชิงอนุญาต“อืม ว่ามาสิ”
“มึงรู้จักแฟนพี่นับมั้ย พ่อของของขวัญน่ะ”
น้อยหน่าส่ายหัวในทันทีแล้วนิ่งคิดอยู่สักพักก่อนเอ่ยอธิบาย“ไม่มีใครรู้จักหรอก พี่นับไม่เคยพามาเจอและก็ไม่เคยเล่าให้ฟังจะพูดให้ถูกคือไม่เคยพูดถึงเลยมากกว่าพวกกูมารู้ว่าพี่นับมีน้องก็ตอนที่ท้องโตจนมองเห็นชัดแล้วนั่นแหละ”
“แล้วแฟนเค้าไม่เคยมาหาเลยเหรอตลอดเวลาที่อุ้มท้อง”
“ไม่เคยเห็นนะ จนของขวัญโตขนาดนี้ก็ไม่เคยเห็นพวกกูก็ไม่กล้าถามเพราะดูๆพี่เค้าไม่อยากเอ่ยปากถึงเื่นี้ก็เลยไม่มีใครถามจนมาถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหลายปีจนยัยหนูของขวัญก็โตแล้ว”
“งั้นแปลว่าั้แ่กูไปเรียนต่อจนของขวัญโต พวกมึงก็ไม่มีใครเคยเจอแฟนพี่นับเลยน่ะสิ”
“จะว่างั้นก็ได้เพราะเท่าที่กูเห็นพี่นับไม่เคยมีแฟนเลยจนทุกวันนี้กูก็ยังไม่เคยเห็นแฟนพี่เค้า แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีคนมาจีบนะ เยอะแยะแต่พี่นับก็ไม่ได้เลือกใครคบ”
คำบอกเล่าของน้อยหน่าทำให้อัศดินทร์นิ่งทบทวนเื่ต่างๆที่ผ่านมาใน่ที่ตัวเองหายไปเรียนต่อพยายามเรียบเรียงและปะติดปะต่อ่เวลาที่หายไปนั้นเข้าด้วยกันทว่ายิ่งคิดข้างในอกยิ่งร้อนรุ่มเมื่อความสงสัยมากมายผุดขึ้นมาในใจพร้อมกับภาพในอดีตก่อนเขาไปเรียนต่อฉายชัดขึ้นมาเป็ฉากๆ
“น้อยหน่าปีนี้ของขวัญอายุเท่าไหร่เหรอวะ” อัศดินทร์ถามด้วยใจเต้นรัว
“ก็สามขวบกว่า”น้อยหน่าตอบเมื่อหยุดคิดสักพักว่าตัวเองได้ส่งของขวัญทุกวันเกิดมาให้เด็กหญิงกี่ปีแล้ว
“แล้วกูไปนานเท่าไหร่พี่นับถึงคลอด”
“นี่มึงมาถามเื่พี่นับอะไรมากมายเนี่ย” น้อยหน่าถามอย่างแปลกใจเพราะอยู่ๆอัศดินทร์ก็มานั่งซักเื่นับนทีจริงจังโดยไม่คุยเื่อื่นแม้แต่นิด
“เออ ตอบมาเถอะน่า กูอยากรู้” อัศดินทร์บอกอย่างร้อนรนยิ่งเมื่อความสงสัยผุดขึ้นมาในใจราวกับดอกเห็ดก็ยิ่งใคร่รู้ทุกอย่างที่ตัวเองพลาดไประหว่างที่ไปเรียนต่อ
“เออๆ ขอคิดแป๊บ”น้อยหน่าเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพื่อนึกทบทวนเื่ที่ผ่านมานานถึงสี่ปีกว่าแล้วก่อนจะเรียบเรียงเหตุการณ์ได้และเอ่ยตอบอัศดินทร์ “ก็เกือบปีมั้ยหรืออาจหลุดนั้นสองสามเดือนเพราะก็ท้องเก้าเดือน กูก็จำไม่ได้ชัดแต่ก็ราวๆนี้แหละ”
อัศดินทร์ไม่ได้เอ่ยถามอะไรน้อยหน่าออกมาอีกเพราะกำลังอึ้งกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับดูเหมือนจิ๊กซอว์ที่หายไป่ระหว่างที่เขาไปเรียนต่อได้ปะติดปะต่อตัวของมันจนเกือบจะสมบูรณ์แล้วเหลือเพียงคำยืนยันจากใครคนหนึ่งเท่านั้นและอัศดินทร์ก็ไม่อยากรอช้าแม้แต่วินาทีเดียวที่จะไปเอ่ยปากถามด้วยตัวเองเดี๋ยวนี้
“อ้าว แล้วนั่นมึงจะไปไหนวะ” น้อยหน่าร้องถามอัศดินทร์ที่อยู่ๆก็ผุดลุกขึ้นเดินดุ่มออกไปจากสวนสร้างความงุนงงให้น้อยหน่าเป็อย่างมากที่อยู่ๆเพื่อนก็กลายร่างเป็พายุซะอย่างนั้นทั้งที่นั่งคุยกันอยู่ดีๆ
“กูจะไปธุระแป๊บนึงหรือถ้ากูไม่กลับมาที่ร้านบอกคนอื่นด้วยว่ากูขอโทษไว้นัดเลี้ยงกันใหม่ บิลคืนนี้บอกพี่เอกเก็บที่กูทั้งหมด พวกมึงดื่มกันให้เต็มที่เมาแล้วอย่าซ่าส์ขับรถกลับล่ะ เรียกแท็กซี่ไม่ก็นอนนี่กันไปเลย”อัศดินทร์หันมาสั่งความน้อยหน่าอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าเรียบตึงก่อนจะเดินดุ่มไปขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าร้านโดยมีน้อยหน่าร้องเรียกตาม
“อัศเดี๋ยวดิ เฮ้ย อะไรของมันวะ อยู่ๆก็ทำหน้าน่ากลัวเหมือนโกรธใครมาซักร้อยปี”น้อยหน่าบ่นพลางเกาหัวแกรกอย่างไม่เข้าใจในท่าทีของเพื่อนสนิทก่อนสายตาพลันกวาดไปเห็นซากซองบุหรี่ที่ถูกอัศดินทร์ขยี้จนแทบไม่เหลือชิ้นดีนอนอยู่ที่พื้นน้อยหน่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแม้จะยังไม่รู้ว่าอัศดินทร์กลายเป็พายุเพราะสาเหตุอะไรรู้เพียงว่าต้องกดโทรหาใครคนหนึ่งที่มักจะพูดให้อัศดินทร์ใจเย็นลงได้เสมอพร้อมบ่นพึมพำ“กูพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าเนี่ย โอ๊ย พี่นับช่วยน้อยหน่าด้วย”
อัศดินทร์หลังจากขับรถออกมาจากร้านเอกภพก็มุ่งตรงไปยังจุดหมายเดียวที่เด่นชัดในใจมากที่สุดในตอนนี้ข้างในใจร้อนรุ่มจนแทบะเิต้องเปิดประทุนรถให้ลมปะทะหน้าดับความร้อนที่แทบปะทุออกมานอกอกอีกเพียงสามไฟแดงเขาก็จะถึงจุดหมายที่รอคอยนั้นแล้วที่ซึ่งจะไขข้อข้องใจทุกข้อที่กำลังสุมอยู่ในอกเขาราวกับกองเพลิงในตอนนี้!
นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มห้าสิบเอ็ดนาทีตอนที่นับนทีรับโทรศัพท์จากน้อยหน่าที่บอกเล่าว่าอยู่ๆอัศดินทร์ก็หุนหันออกจากร้านด้วยท่าทีเหมือนโมโหใครสักคนมากขอให้นับนทีช่วยติดต่อพูดให้อัศดินทร์ใจเย็นลงหน่อยนับนทีผุดลุกจากเตียงกดโทรหาอัศดินทร์ทันทีที่วางสายจากน้อยหน่าเพียงไม่นานคนปลายสายก็กดรับ
“อัศ น้อยหน่าบอกว่าอยู่ๆอัศก็หุนหันออกมาจากร้าน เกิดอะไรขึ้น”
“มีเื่นิดหน่อย”
“เกิดเื่อะไรขึ้น แล้วอัศกำลังจะไปไหน” นับนทีถามร้อนรน
“บ้านพี่ ลงมาหาหน่อยสิ”
นับนทีรู้สึกสะดุดใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าจุดหมายแห่งความรีบร้อนของอัศดินทร์คือบ้านของตัวเองแต่ทว่าก็รีบรับปาก“ได้ พี่จะลงไปรอ อัศอย่าขับรถเร็วนะ”
“ครับ”
อัศดินทร์ตอบกลับมาสั้นๆก่อนวางหูไปนับนทีมองหน้าจอที่ว่างเปล่าอย่างกังวลและห่วงใยก่อนจะรีบเปิดตู้หยิบเสื้อคลุมมาสวมทับชุดนอนเสร็จแล้วจึงเร่งฝีเท้าลงไปด้านล่างเพื่อจะออกไปรออัศดินทร์ทว่ายังไม่ทันที่นับนทีจะก้าวถึงประตูเหล็กหน้าบ้านรถของอัศดินทร์ก็ขับมาถึงด้วยความเร็วสูงพร้อมเสียงเบรคดังสนั่นนับนทีใจหายวาบรีบเร่งฝีเท้าไปเปิดประตูโดยเร็ว หากเมื่อปลดล็อคประตูแล้วอัศดินทร์เพียงลดกระจกลงแล้วเอ่ยบอกเสียงเรียบ
“ไม่ต้องเปิดประตูหรอก พี่ขึ้นรถมาด้วยกันหน่อยได้มั้ยมีเื่จะคุยด้วยนิดหน่อย”
นับนทีแทบไม่หยุดคิดก้าวออกไปนอกประตูแล้วหันมาล็อคให้เรียบร้อยก่อนเปิดประตูรถเข้าไปนั่งคู่กับอัศดินทร์ทันทีด้วยอารมณ์ของอัศดินทร์ตอนนี้ไม่ควรปล่อยให้อยู่ตามลำพังเลยแม้แต่นิด
“คาดเข็มขัดด้วย” เสียงเรียบนิ่งเอ่ยสั่งโดยไม่หันมามองหน้านับนทีเลยสักนิดนับนทีทำตามโดยเร็วและแทบร้องเสียงหลงเมื่ออัศดินทร์กระชากตัวรถออกอย่างแรงทันทีที่นับนทีคาดเข็มขัดนิรภัยเสร็จ
“อัศ” นับนทีเรียกเสียงอ่อนหากแต่อัศดินทร์ไม่แม้แต่หันมามองนอกจากนั้นความเร็วรถก็ไม่ลดลงเลยสักนิดนับนทีได้แต่ช่วยมองทางข้างหน้าเงียบๆเท่านั้น ไม่นานรถก็จอดลงยังที่หมายอย่างปลอดภัยนับนทีถอนหายใจโล่งอกพร้อมกับมองตึกสูงข้างหน้าอย่างคุ้นเคยเพราะมันคือคอนโดของอัศดินทร์หรือก็คือคอนโดเก่าที่นับนทีเคยอยู่นั่นเอง
อัศดินทร์เปิดประตูลงมาก่อนและอ้อมมาเปิดประตูให้นับนทีเอ่ยบอกเสียงเรียบเช่นเดิม “ลงมาสิ”
นับนทีก้าวลงจากรถได้ก็ถูกอัศดินทร์คว้าข้อมือดึงให้เดินตามเข้าไปในคอนโดทันทีความคุกรุ่นของอารมณ์แผ่ออกมารอบตัวของอัศดินทร์อย่างชัดเจนและนับนทีเองก็ััได้ถึงความกรุ่นโกรธนั้นเป็อย่างดีและคิดว่าการได้ระบายออกมาเท่านั้นที่จะทำให้อัศดินทร์ใจเย็นลงได้
นับนทีเดินตามแรงดึงของอัศดินทร์ที่แทบเรียกได้ว่าฉุดกระชากไปขึ้นลิฟต์ที่พาไปยังชั้นห้องพักระหว่างทางที่ลิฟต์วิ่งขึ้นไปไม่มีบทสนทนาระหว่างกันเกิดขึ้นแม้สักนิดอัศดินทร์มีสีหน้าเรียบตึงค่อนไปทางเครียดขมึงด้วยซ้ำนับนทีไม่ได้พยายามเอ่ยอะไรออกไปรอให้อัศดินทร์เป็ฝ่ายเปิดปากระบายความกรุ่นโกรธที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมดจะดีที่สุดนับนทีถูกดึงข้อมือออกจากลิฟต์เมื่อถึงที่หมายตรงมายังหน้าห้องของอัศดินทร์ที่คว้าตัวนับนทีให้ไปยืนซ้อนอยู่ตรงหน้าแล้วกระซิบลงที่ข้างหู
“กดรหัสผ่านสิ พี่คงจำได้ว่าผมตั้งรหัสอะไรไว้”
แน่นอนว่านับนทีจำได้ขึ้นใจในเมื่ออัศดินทร์ใช้เลขวันเดือนปีเกิดของนับนทีเป็รหัสผ่านคอนโดนับนทีจิ้มนิ้วลงไปบนตัวเลขอย่างรวดเร็วทันทีที่เสียงสัญญานปลดล็อคประตูดังขึ้นอัศดินทร์ก็ผลักมันเปิดออกอย่างแรงและดึงนับนทีจนแทบปลิวเข้าไปด้านในอัศดินทร์ตอนนี้แม้จะเงียบขรึมหากแต่เหมือนพายุที่ตั้งเค้ารอจังหวะทำลายล้างไม่มีผิดนับนทีแอบมองเสี้ยวหน้าที่เครียดขมึงและแสนเรียบตึงด้วยความหวั่นใจครั้งสุดท้ายที่เห็นอัศดินทร์เป็แบบนี้ก็ตอนที่ทะเลาะจนแทบแตกหักกับพ่อเื่เพียงดาวเมื่อสี่ปีก่อนแล้วตอนนี้อัศดินทร์ก็กำลังมีสีหน้าและท่าทางแบบนั้น ท่าทางที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและเ็ป!
100%
#ซ่อนรักอัศดินทร์
……………………………….
โปรดติดตามตอนต่อไป