ดึกมากแล้ว แต่ดาวก็มิอาจข่มตาให้หลับลงได้นึกรำคาญตัวเองจนต้องลุกออกมานั่งผ่อนคลายอารมณ์ว้าวุ่นข้างนอก
พรุ่งนี้แล้วสินะที่ชีวิตต้องเปลี่ยนไปราวพลิกฝ่ามือ
หลังจากวันพิธีบูชาองค์เทพอัมฤทธิ์ครบหนึ่งอาทิตย์ขบวนทรงเกียรติของศิลานครจะมารับตนในฐานะ ท่านหญิงคู่หมาย นี่หรือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้โชคชะตาที่ไม่อาจรับรู้ได้ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร
ที่สำคัญ..ทำไมตนต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ด้วยภาพและถ้อยคำของบุรุษสูงศักดิ์แวบเข้ามาในความคิด
“เ้าเป็ใครจะมาห้ามข้า!”
“ข้าขอร้องเถิด พวกท่านอย่ามีเื่กันเลย”
“ถอยไป!”
“อย่านะ!”
เสียงนั้นกร้าวจัดไม่แพ้เมื่อสี่ปีก่อนสักนิด
สี่ปีก่อนณ เขตตลาดกลางในวันที่ฝนตกหนัก แต่ยังมีชาวเมืองเนืองแน่นไม่ต่างจากทุกครั้งที่มีคนสูงศักดิ์แห่งนครมาเยือนด้านข้างด่านแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งเป็โรงไม้ขนาดใหญ่ ชายร่างสูงคุ้นตากำลังยืนรอรับคนหนึ่งที่วิ่งรี่ฝ่าสายฝนเข้ามา
“เร็วเข้า! เดี๋ยวเปียกหมด”
“แปลกจริงๆ เลยท่านอยู่ดีๆ ฝนก็เกิดตกหนักลงมาทั้งที่ไม่มีเค้าเมฆให้เห็นสักนิด”
“หากมีเมฆครึ้มให้เห็นอย่างว่าแล้วแม่บันของเ้าจะยอมให้ออกมาหรือไง”
“จริงด้วยสิ”
“กษณะ ทำไมไม่มาด้วย”
“ก็รายนั้นตอนนี้ถูกไข้หวัดใหญ่เล่นงานจมนอนซมอยู่เ้าค่ะ”คำตอบเรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากคนฟังได้ดังลั่น มือหนาโน้มศีรษะเล็กๆที่เปียกชุ่มมาเช็ดอย่างเอาใจ
“เ้าก็เหมือนกัน เปียกอย่างนี้ระวังจะเป็ไข้ตามกษณะไปอีกคนข้าเป็ห่วง”
“วางใจเถอะท่านข้าน่ะหัวแข็ง ไม่เป็ไข้หวัดง่ายๆ หรอก”
“ทำเป็พูดดี รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะข้าจะรอ”
“อย่าเลยท่าน แหม!คอยกำกับเหมือนข้าเป็เด็กไปได้ ว่าแต่ท่านเถอะหายตัวมานานอย่างนี้เดี๋ยวข้ารับใช้ได้วิ่งวุ่นไว้ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะรีบไปหาท่านดีกว่า”
“ก็ได้” หลังจากแยกย้ายกันไป ตนรีบจัดการธุระของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนรีบร้อนหุนหันออกไป
ทันใดนั้น! ตุ๊บ!
“ว๊าย!” ไม่รู้ว่าชนเข้ากับอะไรที่จู่ๆ ก็โผล่มาจากมุมเสาจนพากันล้มกลิ้ง
“เ้า!” เสียงนั้นทำขนลุกเกรียวได้ดียิ่งกว่าการถูกทับอยู่ข้างล่างจนเกือบแบนเสียอีก
“เ้าซุ่มซ่ามชนข้าอีกแล้ว คราวก่อนก็ทีหนึ่งนะ ข้าจำได้”
“ท่าน!”
“จับตัวได้สักที ข้ามีเื่ต้องชำระความ”
“เื่อะไร! ข้าไม่รู้”
“ยังมาพูดอีก เ้าทำข้าแขนเจ็บจนข้าแพ้การพุ่งหอกชัย เ้าคงไม่หรอกว่าการแข่งขันครั้งนั้นมันสำคัญกับข้ามากแค่ไหน”
“ไม่ใช่ข้านะ ท่านคงจำผิด” แม้พยายามปฏิเสธอย่างไรอีกฝ่ายก็ยังคงยืนยันเสียงแข็ง
“จะไม่ใช่เ้าได้ยังไง ก็..”
“เกิดอะไรขึ้นท่าน?”
โชคดีที่ตอนนั้นท่านหญิงเ้าจันทร์เข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ไว้ได้ทันเวลาเมื่อสบโอกาสตนจึงชิ่งหนีไปรวดเร็ว
ดาวหลุดพ้นจากภาพในอดีตเมื่อม้าสีหมอกพ่นลมลงจมูกฟึดฟัดและกระสับกระส่ายเหมือนกับได้ยินเสียงหวีดพยศ
หวีดพยศ..ท่านชาย!
คนตัวเล็กรีบเข้าไปปลอบม้าสีหมอกให้สงบลง พลางกวาดสายตาไปทั่วไม่นานก็เห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่หลังพุ่มไม้ใกล้นั้น
“เ้าดาราราย” เ้าของชื่อมองตามเสียงเรียก “มีเื่ร้อนอะไรเ้าคะ ถึงได้มาเอาจนป่านนี้” หากแต่เงาตะคุ่มๆตรงพุ่มไม้ใกล้ๆ เรียกสายตาคู่สนทนาไปได้แวบหนึ่ง
“พันทวีน่ะ รีบเข้ามาเร็ว” ทายาทหนุ่มเฉลย คนมาใหม่ค้อมหัวเล็กน้อยเป็การทักทายหญิงสาวแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยตอบอะไร คำถามหนึ่งก็หยิบยกขึ้นมา
“เ้ารู้เื่..คู่อริของละอองหญ้าดำไหม”
“รู้เ้าค่ะ ข้าเคยได้ยินเขาเล่ากัน แต่มันกลายเป็ตำนานไปตั้งนานแล้ว”
“ทำไมถึงเป็อย่างนั้นล่ะแล้วถ้าเกิดมีคนต้องพิษขึ้นมาจะทำยังไง ไม่ต้องปล่อยให้ตายไปเฉยๆ หรือไง” คนฟังถอนใจยาว นี่น่ะหรือเื่ร้อนของท่าน
“ที่ว่ากลายเป็ตำนานก็เพราะว่าเป็สิบๆปีแล้วที่ไม่เคยมีใครแพ้ละอองหญ้าดำต่างหาก พูดง่ายๆก็คือไม่ว่าจะละอองหญ้าขาวหรือละอองหญ้าดำมันก็เป็แค่หญ้าธรรมดา และเท่าที่ข้าเคยได้ยิน่หลังๆอย่างมากก็แค่คันๆ เท่านั้นเอง อาบน้ำหนสองหนก็หายแล้ว”
“ข้า้าละอองหญ้าขาวเดี๋ยวนี้เลยเ้าพอจะช่วยได้ไหม” คนฟังตาโต
“เอ้! ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นสิ”
“ไม่ได้ล้อเล่นนะข้า้ามันจริงๆ” ดาวกลืนน้ำลายลงคอยากเย็น
“ข้าช่วยได้แต่ท่านต้องบอกมาก่อนว่าจะเอาละอองหญ้าขาวไปทำอะไร แล้วยังครั้งก่อนอีก..รากไม้หลับใหลท่านเอาไปทำอะไร ถ้าไม่บอกข้าก็ไม่ช่วย..” ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดได้จบประโยคดีสองมือเล็กๆ ของนางก็ถูกคว้าแน่นด้วยความยินดี
“เ้ารู้ว่าจะหาละอองหญ้าขาวได้ที่ไหน”
“บอกความจริงมาก่อน”ดาวไม่ยอมอ่อนข้อให้จนกว่าจะได้รู้ความจริง “สรรพคุณของละอองหญ้าขาวมีอยู่ประการเดียวคือแก้พิษละอองหญ้าดำ นอกนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีใครแพ้พิษมัน”
เมื่อถูกดักคำไว้ทุกทิศทางอย่างนี้คนจนมุมจึงยอมสารภาพจนคนฟังถึงกับใจหายวูบ
“นี่ท่านก่อเื่ใหญ่เข้าแล้วนะเนี่ย! ถึงท่านจะชอบพอในตัวท่านหญิงมากแค่ไหนก็ไม่ควรทำอย่างนี้ข้านึกเอะใจอยู่แล้วเชียว”
“ข้ายอมรับว่าทำผิด”
“แล้วท่านเห็นไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นหากท่านหญิงเป็อะไรจะทำยังไง!”
“เ้าอย่าพูดอย่างนั้นสิตอนนี้ข้าก็กำลังทุกข์ใจและรู้สึกผิดมากพออยู่แล้ว”
“น้อยไปสิไม่ว่า”
พันทวีอดอมยิ้มในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานไม่ได้นายหัวของเขาต้องยอมอ่อนให้กับดารารายเสมอ ขนาดกับท่านหญิงมุณาทัยยังไม่เคยยอมให้เท่านี้
“นึกว่าเห็นแก่ข้าเถอะเื่อื่นค่อยว่ากันแต่เื่นี้เ้าต้องช่วยข้าก่อน”
ถึงแม้ท่านไม่ขอร้องนางก็ต้องช่วยเต็มที่อยู่แล้วเพราะนี่เป็เื่ใหญ่ที่อันตรายถึงชีวิต หากปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป..สามนครต้องมีอันลุกเป็ไฟแน่
“ตามข้ามา”