เกิดเป็นขุนศึกเป้าใหญ่ พร้อมระบบเทพแมงดา NC

    ตอนที่ 23: เงาหนอนบ่อนไส้


    สายลมยามเช้าพัดผ่านทิวไผ่รกทึบจนใบไม้สีกันดังแกรกกราก ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบเตือนภัยที่ลอยล่องมากับสายหมอกจาง ค่ายลี้ภัยกลางผืนป่าทึบในเพลานี้เงียบสงัดผิดปกติ แสงสีทองอ่อนโยนของวันใหม่เพิ่งขับไล่ความมืดมิดของรัตติกาลออกไป ทว่าความอบอุ่นของรุ่งอรุณกลับไม่อาจชะล้างความตึงเครียดระแวดระวังที่จับขั้วหัวใจของคนในหมู่บ้านได้เลย โดยเฉพาะหลังจากศึกนองเลือดกับแคว้นพยัคฆ์ทมิฬที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ

    ภายในห้องประชุมยุทธการลับที่สร้างขึ้นอย่างมิดชิดจากไม้ไผ่และมุงด้วยจากแห้ง แสงสว่างรำไรเล็ดลอดผ่านช่องแตกของฝาขัดแตะเข้ามาจับใบหน้าคมเข้ม of เป้า ขุนศึกหนุ่มที่เพิ่งก้าวข้ามผ่านแดนความตายมาได้ เขายืนกอดอกนิ่งสงบ แผ่นหลังกว้างอันสง่างามที่เคยเหวอะหวะด้วยรอยแผลฉกรรจ์ในศึกครั้งก่อน บัดนี้กลับเรียบเนียนปราศจากร่องรอยบาดแผลชวนเจ็บปวด ด้วยอานุภาพพลังหยินบริสุทธิ์ของแม่หญิงชงโคที่ช่วยเยียวยารักษาและหลอมรวมร่างเป็นหนึ่งเดียวในค่ำคืนอัศจรรย์ที่ผ่านมา

    ด้านซ้ายของเขาคือ แม่หญิงชงโค หญิงสาวร่างระหงผู้เพิ่งมอบกายและใจให้แก่ชายหนุ่ม ใบหน้าหวานของนางยังมีรอยซับสีระเรื่อจางๆ อยู่ที่นวลแก้มยามสบตากับเขา ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับฉายแววจริงจังและวิตกอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ด้านขวาคือ แม่หญิงกระดังงา หญิงสาวอีกนางผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและฉลาดเฉลียว นางนั่งพับเพียบเรียบร้อย มือเรียวบางบีบเข้าหากันแน่น ลอบส่งสายตามองเป้าด้วยความห่วงใยระคนสังเกตเห็นประกายพลังแกร่งกล้าที่แผ่ซ่านรอบกายเขาอย่างน่าประหลาด

    "พี่เป้า... ท่านเรียกพวกเราสองคนมาพบแต่เช้าตรู่เช่นนี้ มีเรื่องด่วนอันใดรึเจ้าคะ?" กระดังงาเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความร้อนใจ

    เป้ากวาดสายตามองหญิงสาวทั้งสองคนอย่างนิ่งสงบ ก่อนจะขยับกายเข้าไปใกล้แล้วลดเสียงต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ

    "ชงโค กระดังงา... เรื่องที่ข้ากำลังจะบอกพวกเจ้าในเวลานี้ สำคัญยิ่งยวดต่อความอยู่รอดของค่ายป่าแห่งนี้ และขอให้มันเป็นความลับที่สุดที่มีเพียงพวกเราสามคนเท่านั้นที่รู้"

    คำพูดของเป้าทำให้ชงโคสะดุ้งตัวเล็กน้อย นางเบิกตากว้างขึ้นพลางเอ่ยถาม "พี่เป้ามีเรื่องอันใดหรือ? หรือว่า... พวกข้าศึกพยัคฆ์ทมิฬเตรียมส่งทหารบุกเข้ามาอีกแล้ว?"

    "ไม่ใช่ศึกข้างนอก... แต่เป็นไส้ศึกข้างใน" เป้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แววตาคมดุจราชสีห์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของสตรีทั้งสอง "เมื่อคืนยามสาม ในยามที่ทุกคนในค่ายหลับใหล ข้าลุกขึ้นไปสูดอากาศที่ระเบียงหลังห้อง ทันใดนั้นข้าสังเกตเห็นเงาร่างสายหนึ่งแอบอยู่หลังโคนต้นไม้ใหญ่ท้ายค่าย ท่าทางมีพิรุธลนลาน มันหยิบนกพิราบสื่อสารออกมา ผูกจดหมายลับติดข้อเท้า แล้วปล่อยมันบินร่อนมุ่งหน้าไปยังทิศค่ายทหารของพวกพยัคฆ์ทมิฬ"

    "อะไรนะ!!!"

    ชงโคอุทานเสียงหลง มือเรียวรีบยกขึ้นอุดปากตนเองไว้ทันควันตามสัญชาตญาณ ใบหน้าหวานถอดสีจนขาวซีด ดวงตาสั่นระริกด้วยความช็อกอย่างรุนแรง ขณะที่กระดังงาเองก็ถึงกับสะอึก ร่างระหงสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง

    "มีคน... ทรยศพวกเราจริงๆ รึเจ้าคะ?" กระดังงาละล่ำละลักถาม น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความเจ็บปวดในอก "ค่ายป่าแห่งนี้มีแต่พวกชาวบ้านที่หลบหนีความตายมาร่วมกัน ทุกคนล้วนเจ็บช้ำจากการกระทำของพวกข้าศึก เหตุใด... เหตุใดถึงยังมีใจคิดชั่ว คาบข่าวไปบอกไอ้พวกฆาตกรใจโฉดพวกนั้นได้อีก!"

    "ในโลกสงคราม ความภักดีมักราคาถูกกว่าทองคำและการเอาตัวรอดเสมอแม่หญิง" เป้าเค้นเสียงต่ำ แววตาเยือกเย็น "นี่คือเหตุผลว่าทำไมทหารฝ่ายศัตรูถึงได้รู้ทางหนีทีไล่ และรู้แผนการลำเลียงเสบียงกับคลังอาวุธของเราตลอดเวลา หากเราปล่อยให้มันลอยนวลต่อไป ไม่ช้าค่ายลี้ภัยแห่งนี้จะต้องโดนโจมตีจนพินาศย่อยยับ และพวกเราทุกคนจะไม่มีใครรอดไปได้"

    "แล้วเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะพี่เป้า?" ชงโคถามพลางขยับกายเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม สองมือนุ่มกุมแขนแกร่งของเขาไว้แน่นคล้ายต้องการหาที่พึ่ง "พวกเราควรจับตัวผู้ต้องสงสัยทุกคนมารีดเค้นความจริงดีหรือไม่?"

    "จับสุ่มสี่สี่ห้าไม่ได้ดอกชงโค" เป้าส่ายหน้า "หากเราเริ่มไต่สวนอย่างไร้หลักฐาน หนอนบ่อนไส้มันจะตื่นตูมและทำลายหลักฐานจนหมดสิ้น หรือร้ายกว่านั้น มันอาจจะยุยงชาวบ้านให้เกิดความแตกแยกจนค่ายป่าต้องล่มสลายจากภายในด้วยน้ำมือของเราเอง ข้าจึงคิดแผนการหนึ่งขึ้นมา... แผนซ้อนแผน เพื่อล่อให้มันเผยตัวตนออกมาเอง"

    กระดังงาหรี่ตาพินิจ แววตาฉลาดเฉลียวผุดประกาย "แผนการอย่างไรหรือเจ้าคะ?"

    เป้าแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แววตาส่องประกายระยับด้วยชั้นเชิงการศึก "เราจะปล่อยข่าวลวงล่อมัน... ข้าจะสั่งให้พวกทหารบ้านแกล้งทำหลุดปากปล่อยข่าว ว่าดินประสิว อาวุธปืนไฟ และดาบชั้นดีที่เราเพิ่งปล้นมาจากคลังอาวุธของพวกข้าศึก จะถูกจัดแจงขนย้ายไปเก็บไว้ที่โกดังร้างท้ายค่ายป่าไผ่ในคืนวันพรุ่งนี้ โดยแสร้งทำเป็นว่าต้องเกณฑ์เวรยามส่วนใหญ่ไประวังภัยด่านหน้า ทำให้คลังอาวุธแห่งใหม่นี้แทบไร้คนคุ้มกัน"

    "อ้อ! ข้าเข้าใจแล้ว" ชงโคพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ดวงตาหวานกลับมาฉายประกายแหลมคม "หนอนบ่อนไส้ตัวนั้นเมื่อได้ยินข่าวสำคัญ ย่อมไม่พ้นต้องรีบส่งนกพิราบไปแจ้งแก่พวกพยัคฆ์ทมิฬ หรือไม่มันก็ต้องลอบเข้าไปสังเกตการณ์ที่โกดังแห่งนั้นด้วยตนเองเพื่อยืนยันเรื่องราว"

    "ถูกต้องแล้วแม่หญิงคนดี" เป้าใช้ปลายนิ้วเชยคางมน of ชงโคเบาๆ อย่างลืมตัว ทำให้นางแก้มแดงซ่านก่อนจะก้มหน้าเอียงอายต่อหน้ากระดังงา เป้าหันไปมองกระดังงาแล้วกล่าวต่อ "ข้าต้องการให้พวกเจ้าทั้งสองคน ช่วยกันปล่อยข่าวลือนี้มิให้ผู้ใดระแคะระคาย ชงโค... เจ้าจงแสร้งพูดคุยกับพวกแม่ครัวและหญิงสาวในค่าย ทำทีเป็นเตือนพวกนางมิให้เข้าใกล้โกดังท้ายค่ายป่าไผ่เพราะเกรงจะเกิดอันตราย ส่วนกระดังงา... เจ้าช่วยนำเรื่องนี้ไปเปรยกับพวกหมอยาและคนดูแลเสบียง ทำอย่างไรก็ได้ให้เรื่องนี้ดูคล้ายเป็นความลับสุดยอดที่หลุดรอดมาจากปากของหัวหน้าทหารบ้าน"

    "ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะพี่เป้า ข้าจะระวังไม่ให้ผู้ใดจับพิรุธได้" กระดังงาพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น แม้หัวใจจะห่วงใยชายหนุ่ม ทว่าหน้าที่ปกป้องค่ายและผู้ลี้ภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน

    "ดีมาก... เมื่อแผนการนี้เริ่มเดิน หนอนบ่อนไส้จะต้องเคลื่อนไหว และเวลานั้นแหละที่ข้าจะกระชากหน้ากากของมันออกมาด้วยมือของข้าเอง" เป้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทรงพลังความน่าเกรงขามแผ่กระจายจนหญิงสาวทั้งสองต่างรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

    ---

    ล่วงเข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ แสงแดดจัดจ้าแผดเผาลงมายังลานดินกว้างกลางค่ายป่า ลมบ่ายพัดโชยหอบเอาฝุ่นละอองดินสีแดงปลิวว่อน เสียงตะโกนสั่งการและเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นสะท้อนป่าไผ่เป็นจังหวะ

    เป้าก้าวลงมายังลานฝึกซ้อมด้วยท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างอันสมบูรณ์แบบ แผงอกหนาแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสีทองแดงเข้มกร้านศึก ผิวพรรณของเขาดูหนาและเปล่งประกายเงางามคล้ายโลหะเนื้อดีภายใต้แดดบ่าย ร่างกายของเขายามนี้อัดแน่นไปด้วยกระแสพลังแห่งกายาเหล็กทมิฬที่หมุนเวียนพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง สัญชาตญาณความตื่นตัวและพละกำลังอันพลุ่งพล่านทำให้เขารู้สึกคันไม้คันมือ อยากทดสอบพละกำลังที่เพิ่งพุ่งสูงขึ้น

    "เข้ามาพร้อมกันทั้งหมดนั่นแหละ! อย่าได้ออมมือ!" เป้าตะโกนบอกทหารบ้านฝีมือดี 10 คนรวมถึงไอ้ศรที่ล้อมวงอยู่รอบข้าง

    ทหารบ้านทั้งสิบคนมองหน้ากันด้วยแววตาหวั่นเกรงเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าท้าทายอันเต็มไปด้วยความมั่นใจของเป้า พวกเขาต่างกระชับกระบองไม้ไผ่หนาและไม้ตะพดในมือแน่นขึ้น ไอ้ศรเป็นคนขยับเท้าก้าวขึ้นหน้าและส่งสัญญาณ

    "ในเมื่อพี่เป้าขอมา พวกเราก็ขอเสียมารยาทละครับ! ย้าก!"

    ทหารบ้านสี่คนแรกโถมเข้าใส่เป้าพร้อมกันจากสี่ทิศทาง ไม้ตะพดหนาๆ หวดแหวกอากาศดังฟุ่บฟุ่บ เล็งตรงเข้าที่ชายโครงและหัวไหล่ของเป้า ทว่าขุนศึกหนุ่มกลับยืนนิ่งไม่ขยับหลบเลี่ยงแม้แต่ก้าวเดียว เขาสูดลมหายใจเข้าลึก โคจรพลังกายาเหล็กทมิฬไปทั่วร่างทันที

    ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!

    เสียงกระบองไม้ไผ่และไม้ตะพดหวดเข้าใส่ผิวเนื้อของเป้าอย่างจัง ทว่าเสียงที่ดังขึ้นกลับไม่ใช่เสียงกระดูกหักหรือเนื้อแตกฉีก หากแต่เป็นเสียงทึบหนักราวกับท่อนไม้กระทบเข้ากับแผ่นเหล็กกล้าขนาดยักษ์ ไม้ตะพดสะท้อนกลับจนมือของพวกทหารบ้านสั่นระบมจนเกือบทำไม้หลุดมือ ขณะที่เป้ายังคงยืนหยัดหน้าตาเฉย ไม่มีแม้รอยขีดข่วนหรือรอยแดงปรากฏบนผิวกายสีทองแดงของเขาเลยแม้แต่น้อย

    "อ่อนแอเกินไป! ใส่แรงเข้ามาอีก!" เป้าคำรามพร้อมกับเอื้อมมือแกร่งไปคว้ากระบองไม้ของทหารบ้านคนหนึ่งแล้วกระชากเบาๆ ร่างของทหารบ้านผู้นั้นก็ปลิวลิ่วกระเด็นไปตกยังพื้นทรายห่างออกไปสามวาอย่างง่ายดาย

    ทหารบ้านที่เหลือเห็นดังนั้นก็สลัดความกลัว ทิ้งกระบองแล้วกระโจนเข้ามารุมล้อมซัดหมัดและเท้าใส่เป้าพัลวัน หมัดหนักๆ คาดเชือกดิบกระทุ้งเข้าหน้าอก ลำตัว และแผ่นหลังของเป้าเปรี้ยงปร้าง ทว่าทุกแรงปะทะกลับยิ่งทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเป้าพุ่งสูงขึ้น กระแสเลือดสูบฉีดพล่านเต้นระรัวตามจังหวะชีพจร เส้นเอ็นและข้อต่อทั่วร่างสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง ปลุกเร้าพละกำลังแฝงเร้นในส่วนลึกให้ปะทุออกมา

    เป้าเหยียดแขนขวา รู้สึกได้ถึงมวลความร้อนมหาศาลที่มารวมตัวกันที่กำปั้นจนท่อนแขนสะท้อนประกายคล้ำดำประหลาด เขาเดินตรงไปยังต้นตะเคียนยักษ์โบราณที่ยืนต้นเด่นสง่าอยู่ข้างลานฝึก ลำต้นของมันหนาตะขนาดยักษ์สามคนโอบ ผิวไม้หยาบกร้านและแข็งแกร่งปานศิลาเพราะผ่านแดดฝนมาหลายร้อยปี

    ทหารบ้านทุกคนหยุดการโจมตีแล้วเฝ้ามองดูการเคลื่อนไหว of เป้าด้วยความตื่นตระหนกและสงสัย

    เป้าตั้งท่าม้าเต้นมั่นคง เท้าทั้งสองข้างเหยียบฝังลึกลงไปในพื้นดินทรายเกือบครึ่งคืบ เขาสูดลมปราณสลัดเอ็นเปลี่ยนกระดูกทั่วร่าง เสียงกระดูกลั่นครืนครั่นสนั่นไหวสะท้านไปถึงข้อเท้า รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่กำปั้นขวาจนผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นดำทมิฬคล้ายโลหะหนัก

    "ย้าก!!!"

    เป้าคำรามลั่นราวกับฟ้าร้อง ชกหมัดตรงไร้ซึ่งอาวุธใดๆ เข้าใส่ลำต้นตะเคียนยักษ์อย่างรุนแรงสุดกำลัง!

    ตูมมม!!!

    เสียงระเบิดกึกก้องสะท้านทั่วลานฝึกซ้อมจนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นไหว ฝุ่นละอองและเศษใบไม้ร่วงกราวลงมาจากยอดไม้ เปลือกและเนื้อไม้ตะเคียนโบราณที่หนาและแข็งปานหินเกิดรอยแตกปริแยกเปรี้ยะๆ เศษไม้ฉีกขาดกระจายว่อนออกเป็นชิ้นๆ หมัดของเป้าจมลึกเข้าไปในเนื้อไม้หนาเกือบครึ่งคืบ! โดยที่ข้อนิ้วและกำปั้นของเขาไร้รอยถลอกหรือหยาดโลหิตแม้เพียงหยดเดียว

    ทหารบ้านทุกคนสะดุ้งตัวโยน ยืนอ้าปากค้าง ตาค้างแข็งทื่อคล้ายกับคนเห็นผี ไอ้ศรถึงกับเอามือขยี้ตาตนเองหลายครั้งด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา

    "นี่มัน... พลังของคนหรือนี่..." ไอ้ศรพึมพำเสียงสั่นสะท้าน "ต้นตะเคียนแก่ขนาดนี้ ต่อให้ใช้ขวานจามยังต้องออกแรงเป็นวัน แต่นี่พี่เป้าชกมันแตกด้วยหมัดเปล่า!"

    ทว่าเป้ายังไม่หยุดทดสอบพลังเพียงเท่านี้ สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นหินภูเขาขนาดยักษ์สีเทาทึบที่จมอยู่ใต้ดินทรายครึ่งก้อนข้างลานฝึก หินก้อนนี้มีน้ำหนักหลายร้อยชั่ง ปกติแล้วต้องใช้ผู้ชายฉกรรจ์สิบคนพร้อมคานหาบช่วยกันงัดจึงจะเคลื่อนย้ายได้

    เป้าก้าวสามขุมเข้าไปหาหินยักษ์ก้อนนั้น เขาย่อเข่าลงต่ำมั่นคง สอดสองฝ่ามือแกร่งเข้าใต้ซอกหิน สูดลมหายใจยาวลึกจนหน้าอกขยายกว้าง

    "ฮึ่มมม... ขึ้นมา!"

    เป้าออกแรงงัดยกตรงๆ มัดกล้ามเนื้อไหล่ หลัง และหน้าท้องของเขาขยายตัวตึงเปรี๊ยะ เส้นเลือดใหญ่ปูดโปนขยับเขยื้อนราวกับมังกรตัวน้อยเลื้อยอยู่ใต้ผิวหนัง พละกำลังมหาศาลปะทุทะลักออกจากร่างกายดุจน้ำป่าไหลหลาก หินภูเขาก้อนยักษ์ที่เคยตั้งมั่นคงบัดนี้ค่อยๆ ถูกดึงกระชากหลุดพ้นจากพื้นดิน เสียงดินทรายร่วงกราว เป้าชูหินยักษ์ก้อนนั้นขึ้นเหนือหัวด้วยสองมือเปล่าอย่างสง่างามราวกับเทพบุรุษผู้ทรงพลังในตำนาน!

    ก่อนที่เขาจะโยนมันทิ้งลงพื้นดินจนเกิดเสียงดังสนั่นสะเทือน เลื่อนลั่น ฝุ่นดินสีแดงฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ

    ทันใดนั้นเอง คลื่นความร้อนเข้มข้นในกายของเป้าก็แล่นพล่านทะลวงผ่านจุดชีพจรด่านสำคัญด่านสุดท้าย ลมปราณสลัดเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูกหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น นำพาร่างกายของเขาให้เกิดการปรับสภาพอย่างสิ้นเชิง เสียงกระดูกลั่นเปรี้ยะๆ อยู่ภายในร่างแสดงถึงความหนาแน่นของชั้นผิวหนังและมัดกล้ามเนื้อที่ยกระดับขึ้นสู่อีกระดับที่สูงส่งกว่าเดิม

    เป้ายืนปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผาก สัมผัสได้ถึงความหนาแน่นทนทานของกายาเหล็กทมิฬที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างเด่นชัด

    ---

    ในจังหวะที่ขุนศึกหนุ่มกำลังยืนหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย หน้าต่างข้อความระบบสีทองโปร่งแสงที่แสนคุ้นเคยก็เด้งผุดขึ้นมาตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนและข้อความอันแสนกวนประสาท ยียวนกวนอารมณ์ชวนให้คิ้วกระตุกเช่นเคย

    [ ติ๊ง! ขอแสดงความอิจฉาปนหมั่นไส้กับความแกร่งอันเหลือล้น! โฮสต์ฝึกซ้อมสลัดเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูกด้วยพละกำลังใหม่สำเร็จเสร็จสิ้น บรรลุพลังขึ้นสู่ "กายาเหล็กทมิฬ (ระดับ 2) ขั้นที่ 3" เรียบร้อยแล้ว! ]

    [ ติ๊ง! บัดนี้พละกำลังของโฮสต์ขยับพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 7.0 ชั่งอย่างเป็นทางการ! ร่างกายมีความทนทานหนาแน่นสูงส่ง แรงบีบมือของโฮสต์ยามนี้แกร่งขนาดบีบคอคนตายคาที่ได้ในมือเดียวเลยทีเดียวเชียว... แต่อย่าเผลอไปใช้แรงขนาดนี้บีบคั้นเมียๆ ตอนทำภารกิจรักบนเตียงล่ะ ระวังอย่าทำเมียรักกระดูกหักคาอกนะโฮสต์! ระบบขอเตือนด้วยความหวังดีปนความริษยาอย่างสุดซึ้ง! ]

    เป้าเหลือบมองข้อความล้อเลียนเรื่องบนเตียงของระบบแล้วพ่นลมหายใจออกทางรูจมูกอย่างกวนๆ พลางสะบถในใจด่าทอเจ้าหน้าต่างสีทองนี้ที่มีแต่ความหมั่นไส้และพูดจายียวนกวนประสาทวอนหาเรื่องเจ็บตัว ทว่าเขาก็ต้องยอมรับว่าความเหนียวแน่นทนทานและพละกำลังที่แล่นพล่านอยู่ในร่างกายขณะนี้นั้นยอดเยี่ยมและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมอย่างแท้จริง ดาบธรรมดาของทหารข้าศึกในยามนี้คงไม่อาจสร้างแม้รอยแมวข่วนให้แก่ผิวหนังของเขาได้อีกต่อไป

    ---

    กระทั่งเวลาคล้อยบ่ายแก่แปรเปลี่ยนเป็นเพลาโพล้เพล้ ท้องฟ้ายามเย็นเหนือผืนป่าทึบฉาบทาไปด้วยเฉดสีส้มแก่สลับม่วงเข้ม ลมหนาวโชยพัดพลิ้วหอบเอาความเย็นเยียบและกลิ่นอายความเปียกชื้นของป่าดิบชื้นเข้ามาปกคลุมค่ายลี้ภัย บรรยากาศรอบด้านเริ่มเงียบสงัดและดูไม่น่าไว้วางใจท่ามกลางเงาสลัวของแมกไม้ที่ทอดตัวยาวลงบนพื้นดิน

    เป้า ชงโค และกระดังงา ยืนจับกลุ่มอยู่ใกล้กับซุ้มประตูใหญ่หน้าค่ายป่าร่วมกับพวกทหารบ้านเวรยามเพื่อคอยดูแลความเรียบร้อย ทันใดนั้น เสียงตีเกราะไม้ไผ่บอกสัญญาณจากหอคอยเตือนภัยหน้าประตูดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณว่ามีผู้คนกำลังเดินทางมุ่งหน้ามายังค่าย

    ประตูค่ายที่ทำจากไม้ไผ่หนาและซุงไม้ขวางค่อยๆ ถูกเปิดออกต้อนรับผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่จำนวน 15 คนที่ค่อยๆ เดินโซซัดโซเซเข้ามาด้านในค่าย แต่ละคนมีสภาพเหนื่อยล้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้ามอมแมมไปด้วยเขม่าควันไฟและฝุ่นดินหยาบๆ เสื้อผ้าป่านปะชุนสีมอซอขาดรุ่งริ่ง พวกเขาอ้างว่าหนีภัยสงครามมาจากหมู่บ้านแถบชายแดนที่ถูกกองทหารม้าแคว้นพยัคฆ์ทมิฬบุกเผาทำลายและเข่นฆ่าผู้คนจนต้องแตกพ่ายกระจัดกระจายหลบซ่อนตัวในป่าลึก

    ขณะที่พวกทหารบ้านกำลังซักถามความเป็นมาและตรวจตราคัดกรองเพื่อความปลอดภัย เป้าลอบสังเกตพฤติกรรมของทุกคนในกลุ่มลี้ภัยอย่างละเอียดละออ แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาคอยจับผิดการเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติ ทว่าในระหว่างที่กำลังตรวจตราหาความผิดสังเกตนั้น สายตาของเขากลับสะดุดหยุดอยู่บนร่างอรชรบอบบางของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนแอบอิงอยู่ทางด้านหลังสุดของกลุ่ม

    นางเป็นหญิงสาวรูปร่างสะโอดสะองอรชรอ้อนแอ้น เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผึ่งผายสมสตรีเพศ แม้จะสวมใส่เสื้อผ้าป่านเก่าๆ หยาบหนาสีหม่นและมีฝุ่นผงจับตามเนื้อตัว ทว่ากลับไม่อาจบดบังความงดงามผุดผาดของนางได้เลย ใบหน้าของนางนั้นจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมโตสุกใสดำขลับราวกับลูกกวางป่าตัวน้อยดูอ่อนเยาว์และใสซื่อ ทว่ากลับแฝงเสน่ห์ลับเย้ายวนประหลาดชวนให้จับตา

    สายลมยามเย็นพัดพลิ้วโชยผ่านมาพอดี พาเอากลิ่นหอมจางๆ พัดผ่านร่างของหญิงสาวผู้นั้นมาปะทะจมูกของเป้าและทุกคนอย่างรวดเร็ว กลิ่นนั้นไม่ใช่อายโคลนตมหรือกลิ่นสาบของคนหนีตายในป่าลึก หากแต่เป็นกลิ่นน้ำอบหอมรื่นประหลาด กลิ่นของมันหอมระรื่นเจือปนไปด้วยความละเมียดละไมของดอกมะลิและเครื่องหอมสมุนไพรชั้นดีที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มจิตใจ ซึ่งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นสะอาดสะอ้านเช่นนี้ดูผิดแผกจากฐานะและสภาพของผู้ลี้ภัยสงครามธรรมดาอย่างยิ่ง

    หญิงสาวคนนั้นก้าวเดินขึ้นมาข้างหน้าช้าๆ จังหวะย่างก้าวชดช้อยอ่อนหวานนุ่มนวลอย่างคนได้รับการอบรมกิริยามารยาทมาเป็นอย่างดี นางช้อนดวงตากลมโตขึ้นมองสบสายตาของเป้าตรงๆ แววตาคู่นั้นสั่นระริกเปี่ยมไปด้วยความเงียบเหงาและเว้าวอนน่าสงสารชวนให้บุรุษหนุ่มเกิดความรู้สึกอยากปกป้องดูแล นางคุกเข่าลงนบนอบ พับเพียบเรียบร้อยแล้วขยับปากเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหวานใสไพเราะปานเสียงกระดิ่งลม

    "ข้าน้อยชื่อมะลิ... แม่หญิงมะลิเจ้าค่ะ ข้าน้อยกับชาวบ้านหนีตายหลบภัยเข้ามาพึ่งพระบารมีของท่านขุนศึกและค่ายป่าแห่งนี้ หวังเพียงจะได้มีที่ซุกหัวนอนและปลอดภัยจากการตามล่าของพวกพยัคฆ์ทมิฬ... ขอท่านขุนศึกได้โปรดเมตตาข้าน้อยด้วยเถิดเจ้าค่ะ"

    เป้าจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตสุกใสของแม่หญิงมะลิคนใหม่ เขาสัมผัสได้ถึงประกายลับและเล่ห์เหลี่ยมซ่อนเร้นบางอย่างในดวงตาน่าเอ็นดูคู่นั้น สัญชาตญาณขุนศึกและสัมผัสอันเฉียบคมของเขาร้องเตือนว่า หญิงสาวนางนี้มีความลึกลับและเจตนาแอบแฝงบางอย่างที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน ชงโคและกระดังงาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ลอบสบตากัน หรี่ตามองประเมินแม่หญิงมะลิด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความระมัดระวังและหึงหวงลึกๆ ตามสัญชาตญาณของอิสตรีเมื่อเห็นความงามแปลกหน้าเข้ามาใกล้ชิดชายหนุ่มอันเป็นที่รัก

    มุมปากของเป้าแสยะยิ้มบางๆ ออกมาอย่างนึกสนุก แววตาคมฉายประกายแหลมคมท้าทาย

    "ค่ายป่ายินดีต้อนรับผู้ลี้ภัยเสมอ... แม่หญิงมะลิ" เป้าเอ่ยน้ำเสียงเรียบทว่าทรงพลัง "พักผ่อนให้สบายเถิด ที่นี่จะปกป้องเจ้าเอง... ตราบเท่าที่เจ้ามีความจริงใจแก่พวกเรา"

    สายตาofทั้งสองสบประสานกันท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป ความลึกลับofแม่หญิงคนใหม่และแผนการล่อหนอนบ่อนไส้กำลังจะเปิดฉากขึ้นในไม่ช้าในค่ายป่าที่เต็มไปด้วยอันตรายแห่งนี้!

    ---