กึกๆ ..เอี๊ยด
แรงกระแทกของล้อเครื่องบินกับรันเวย์ทำให้หญิงสาวรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เธอเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อเห็นรันเวย์ก็โล่งใจว่าได้เดินทางมาถึงยังที่หมายแล้ว
'..ถึงบ้านซะทีนะ' เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ เพราะการเดินทางไกลไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบนัก แต่การที่เธอต้องยอมไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเป็เวลาหลายปีแบบนี้ ก็เพราะคำสั่งเด็ดขาดของพ่อ
หญิงสาวลงจากเครื่องบินและเดินมาตามทางจนถึงอาคารผู้โดยสาร พบว่าตรงประตูทางออกที่ใกล้ที่สุดมีตำรวจและการ์ดยืนล้อมประตูกันอยู่มากกว่าปกติ
"หึ..คนใหญ่คนโตสินะ" เธอบ่นประชดประชันเบาๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงเปลี่ยนไปยังประตูทางออกอื่นที่อยู่ไกลออกไป
"คุณหนูไอซ์ คุณหนูไอซ์ใช่ไหมครับ"
หญิงสาวหันขวับไปมองตามเสียง ก็พบชายวัยกลางคนบุคลิกคุ้นตา จึงเรียกชื่อ 'ลุงเกษม' ออกมาด้วยความคุ้นเคย พร้อมรีบสาวเท้าตรงเข้าไปหา แต่ด้วยความรีบร้อนไม่ทันระวัง จึงทำให้เธอชนเข้ากับใครคนหนึ่ง
"ว๊าย!!!"
ร่างเล็กโซเซจนแทบจะล้มลงกับพื้น มือบางจึงคว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวตามสัญชาตญาณ
หมับ!!
กลายเป็มือแข็งแรงของเขาคนนั้นคว้าตัวเธอเอาไว้ แล้วรั้งร่างที่กำลังจะล้มให้ยืนขึ้นกลับขึ้นมาได้ แต่ก็หัวขมำชนเข้ากับแผงอกของเขาอย่างจัง
ไอษดาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบกับแววตาดุดันคู่นั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ แววตาที่คุ้นเคย เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ใช่แล้ว! เหมือนใครคนนั้นที่เธอเคยสนิทชิดใกล้ คนที่เธอเคยทำร้ายเขาเมื่อสี่ปีก่อน
"พะ.. พี่โชน"
พรึ่บ!
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยค ชายหนุ่มก็ดันตัวเธอให้ออกห่าง แล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง หรือพูดกับเธอสักคำ แต่มีผู้ชายอีกคน ที่เธอเดาว่าน่าจะเป็บอดี้การ์ดของคนๆ นั้นที่รีบเดินเข้ามาหา
"ต้องขอโทษด้วยครับ แต่ทางเรามีเวลาไม่มาก ถ้าคุณาเ็ตรงไหน สามารถติดต่อเื่ค่ารักษาตามเบอร์ที่ระบุบนนามบัตรนี้ได้เลยนะครับ"
บอดี้การ์ดชุดดำร่างสูงใหญ่ค้อมหัวให้หญิงสาวด้วยความนอบน้อม พร้อมกับยื่นนามบัตรให้ ไอษดายืนนิ่งงงงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็รับนามบัตรนั้นมาอย่างงงๆ
หากนี่เป็สถานการณ์ปกติ เธอคงไม่ยอมปล่อยให้ผู้ชายคนนั้นเดินจากไปง่ายๆ อย่างน้อยก็ควรจะมีการพูดคุยหรือขอโทษขอโพยกันบ้าง ไม่ว่าใครจะเป็ฝ่ายผิดก็ตาม แต่เพราะภาพของเขาซ้อนทับกับภาพใครบางคนที่เธอไม่เคยลืม หญิงสาวจึงไม่เป็ตัวของตัวเองชั่วขณะ
"คุณหนู! ..คุณหนูครับ! เจ็บตรงไหนหรือเปล่า" เสียงเรียกจากลุงเกษมทำให้หญิงสาวหลุดจากภวังค์ความคิด
"คะ.. ไม่เป็ไรค่ะ เรากลับกันเถอะ" เธอตอบพร้อมกับส่งกระเป๋าเดินทางในมือให้ แล้วหันไปมองตามหลังชายหนุ่มที่เพิ่งเดินชนกันอย่างสงสัย และพยายามครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นตลอดทางกลับบ้าน
หากเป็พี่โชนของเธอ อย่างน้อยเขาก็ควรจำเธอได้ และพี่โชนที่เธอเคยรู้จักไม่ใช่คนร่ำรวยระดับที่จะมีบอดี้การ์ดคอยล้อมหน้าล้อมหลังขนาดนั้น
พอนึกขึ้นได้ หญิงสาวก็รีบหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋ากางเกง เธอเพ่งพินิจอยู่นาน ก็ถอนหายใจออกมา
'คริสตัล กรุ๊ป' คือชื่อกลุ่มบริษัทที่พิมพ์อยู่บนหัวของนามบัตร ซึ่งเท่าที่เคยได้ยินมา ไอษดาจำได้ว่าเป็บริษัทนักลงทุนด้านการก่อสร้าง ที่ขยายธุรกิจเข้ามาในไทยเมื่อสามปีก่อน และเติบโตขึ้นอย่างก้าวะโ เพราะมีคนรุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาบริหาร
ถึงจะเรียนจบเอกก่อสร้างมาอยู่แล้ว แต่เธอก็ควรศึกษาธุรกิจของพ่อเธอเพื่อประดับความรู้เอาไว้บ้าง เพื่อที่ตอนจบมาจะได้มีฝีมือไว้แสดงให้พ่อของเธอได้เห็นโดยเร็ว
'คงไม่ใช่พี่โชนหรอกน่า' เธอพึมพำอยู่ในใจ อย่างไรซะเื่ทุกอย่างก็ผ่านมาตั้งสี่ปีแล้ว เธอคงไม่มีค่าพอให้เขาจดจำ ผู้ชายคนนั้นยังไงก็คงไม่ใช่คนที่เธอคิดถึง
บ้านสวน
รถขับมาถึงหน้าประตูรั้วภายในสวนปาล์มแห่งหนึ่ง ไม่นานประตูรั้วก็ค่อยๆ เปิดออก ไอษดาใจจดใจจ่อที่จะได้พบกับคนที่เธอคิดถึงมานาน สักพักรถก็ขับมาจอดถึงหน้าบ้านหลังใหญ่ เมื่อประตูรถเปิดออก ก็มีแม่บ้านและคนงานมาช่วยยกกระเป๋า รวมไปถึงป้าลมัยที่ออกมาต้อนรับ เตรียมพาเดินเข้าไปในบ้าน
ป้าลมัยคือคนที่คอยดูแลไอษดาและพี่สาว หลังจากที่นายหญิงของบ้านเสียไปั้แ่พวกเธออายุได้ 12-13 ปีเท่านั้น
"เป็ยังไงบ้างคะคุณหนู อยู่เมืองนอกเมืองนา ไม่ได้กลับบ้านเลยตั้งสามสี่ปี ป้าล่ะคิดถึงคุณหนูเหลือเกิน"
"สบายดีค่ะ แล้วป้าล่ะคะสบายดีไหม ไอซ์ล่ะคิดถึงกับข้าวฝีมือป้ามาก" เธอลากเสียงยาวตรงคำสุดท้ายจนคนที่โดนชมยิ้มแก้มแทบปริ
"ยัยไอซ์ กลับมาซะทีนะ" คำทักทายจากอีกคนหนึ่งดังขึ้นหยุดเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของคนทั้งสอง หญิงสาวที่หน้าตาลม้ายคล้ายไอษดาเป็คนกล่าวทัก เธอชื่อ -อินทิรา- เป็พี่สาวหัวปีของบ้านนี้
"ป้าขอตัวไปเตรียมอาหารเย็นก่อนนะคะ" ป้าลมัยขอตัวออกไปก่อน เพื่อให้คู่พี่น้องสนทนากันอย่างถนัด ไอษดาจึงหันไปคุยต่อกับพี่สาวต่อ
"ค่ะ พี่อิน แล้วคุณพ่อล่ะคะ"
"คุณพ่อมีงานสำคัญน่ะ เห็นว่าต้องไปต้อนรับแขกคนสำคัญวันนี้" เธอตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก แล้วก้มหน้ากลับไปอ่านวารสารไฮโซเล่มบางในมือต่อ
"พี่อินกลับมาอยู่บ้านนานแล้วเหรอคะ"
"สักเดือนนึงได้มั้ง พอดีคุณพ่ออยากให้ฉันมาช่วยงานก่อน"
ที่จริงหญิงสาวทั้งคู่ถูกส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วยกัน แต่เรียนกันคนละสาย อินทิราเรียนจบหลักสูตรบริหารก่อน จึงบินกลับมาก่อนน้องสาวที่เรียนวิศวะประมาณหกเดือน พ่อปล่อยให้อินทิราเที่ยวเตร่หาความสุขตามประสาอยู่สักพัก จนเมื่อสองอาทิตย์ก่อนจึงเรียกกลับมาช่วยงานที่บริษัท
ไอษดารู้สึกน้อยใจเล็กน้อยที่พ่อของเธอไม่ได้อยู่รอเจอ ทั้งที่เป็การเจอกันครั้งแรกในรอบสี่ปี แต่ก็รู้ดีว่าพ่อรักและทุ่มเทให้กับงานมาั้แ่เธอและพี่ยังเป็เด็ก แม้วาระสุดท้ายของแม่ พ่อก็ยังวุ่นอยู่กับงานจนมาไม่ทันดูใจแม่ด้วยซ้ำ
"แล้วคุณพ่อมีงานอะไรให้ไอซ์ช่วยไหมคะ"
"ไม่รู้สิ ต้องรอถามคุณพ่อ ฉันก็ค่อยไม่แน่ใจ ่นี้คุณพ่อยุ่งมาก แต่ก็ไม่เห็นเขาถามถึงเธอนะ"
คำตอบของพี่สาวทำให้เธอคอตกไม่น้อย ขนาดว่าส่งเธอไปอยู่ไกลบ้านตั้งหลายปี พ่อจะยุ่งงานจนไม่คิดถึงเธอบ้างเลยหรือ
"งั้นไอซ์ ไปพักก่อนนะคะ" หญิงสาวพูดพร้อมกับก้าวขึ้นบันไดไปด้วยความเหนื่อยล้าทั้งจากการเดินทางและความรู้สึกในใจ
"อ้อ!! แล้วคุณพ่อก็บอกว่า พรุ่งนี้เธอกับฉันต้องเข้าบริษัทนะ"
หล่อนพูดตามหลังน้องสาว ที่เดินขึ้นบันไดไปจนเกือบจะถึงชั้นบน เหมือนจงใจแกล้งลืมบอกอย่างไรอย่างนั้น ไอษดาไม่ได้ตอบอะไรกลับ เธอทำเพียงพยักหน้ารับคำพี่สาวและเริ่มคิดได้ว่า อย่างน้อยเธอก็จะได้พบพ่อในวันพรุ่งนี้
เมื่อมาถึงห้องนอน ไอษดาก็ทิ้งตัวลงกับเตียงหมายจะแค่หลับพักสายตาเพียงครู่เดียว แต่ไม่นานก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว แวบหนึ่งในห้วงความฝันกลับนึกถึงััของผู้ชายคนนั้น คนที่เธอจำได้ไม่เคยลืม
"สี่ปีแล้วสินะ.. เขาจะเป็ยังไงบ้าง" .......
*****