องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 ข้ารักท่าน อาจารย์จาง

            พอได้ยินดังนั้นมุมปากของจางเจิ้นอันก็แย้มขึ้นเล็กน้อย ทว่าแววตายังคงเรียบเฉยอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยทางอารมณ์ของเขาเพียงแต่เมื่อเห็นเขายิ้ม สีหน้าของนางก็พลันผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดนางถอนใจเบาๆ 

              "เฮ้อในที่สุดท่านก็ยิ้มเสียที รู้ไหมว่าเวลาท่านทำหน้าเครียดๆ น่ะทำให้ข้าใจคอไม่ดีไปด้วย"

            "จริงหรือ?" รอยยิ้มของจางเจิ้นอันชัดเจนขึ้น "กลัวข้าแล้วยังกล้าเข้ามาใกล้ข้าถึงเพียงนี้เชียว?"

            "คนเราก็ต้องมีเรื่องไม่สบายใจกันบ้างข้าเข้าใจดี ถึงแม้ว่าความทุกข์ของท่านจะทำให้ข้าพลอยรู้สึกแย่ไปด้วยแต่ข้าจะทิ้งท่านไปได้อย่างไรกัน?" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า"ในฐานะภรรยาที่ดี ก็ต้องช่วยให้ท่านคลายทุกข์ให้ท่านมีความสุขสิ อย่างตอนนี้ที่เราออกมาเดินเล่นเห็นไหมว่าท่านอารมณ์ดีขึ้นเยอะแล้ว?"

            พูดจบอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จางเจิ้นอัน "เห็นไหมข้าบอกแล้วว่าออกมาเดินเล่นข้างนอกดีกว่านั่งดื่มเหล้าแก้กลุ้มอยู่ที่บ้านตั้งเยอะ"

            "อืม" จางเจิ้นอันเหลือบมองนางแล้วพยักหน้ารับ

            อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะร่วน"อารมณ์ดีขึ้นก็ดีแล้ว งั้นตอนนี้เราไปจับจิ้งหรีดกันเถอะทุ่งหญ้าตรงนั้นน่ะ จิ้งหรีดน่าจะเยอะว่าแต่ท่านฟังออกไหมว่าเสียงไหนเป็นเสียงจิ้งหรีด?"

            จางเจิ้นอันยืนนิ่ง ตั้งใจฟังเสียงรอบกายทั้งเสียงลม เสียงแมลง และเสียงกบที่ดังแว่วมาจากไกลๆแต่เขาไม่มีความรู้เรื่องจิ้งหรีดนัก จึงแยกไม่ออกว่าเสียงใดเป็นเสียงของมันทำได้เพียงส่ายหน้า "ฟังไม่ออก"

            พอได้ยินคำตอบดวงตาของอันซิ่วเอ๋อร์ก็หรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว นางเอ่ยอย่างภูมิใจนิดๆ"ข้าฟังออก เดี๋ยวข้าจับให้ดู ตอนนี้ก็เริ่มค่ำแล้วเราจับสักตัวสองตัวแล้วค่อยกลับบ้านกัน"

            จางเจิ้นอันพยักหน้าอีกครั้งอันซิ่วเอ๋อร์จึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจช่วงที่ผ่านมานางคุ้นเคยกับเสียงจิ้งหรีดดีอยู่แล้วครั้งนี้แค่อยากจับสักตัวมาให้จางเจิ้นอันดูเล่นจึงไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันเลือกว่าเป็นจิ้งหรีดพันธุ์ดีหรือไม่แค่หาตัวที่อยู่ใกล้ๆ ก็พอ

            นางไม่รบกวนให้จางเจิ้นอันช่วยพอได้ยินเสียงชัดเจนแล้วก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปอย่างเงียบกริบพลิกใบหญ้าใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งดูก็พบจิ้งหรีดตัวหนึ่ง จึงใช้มือตะครุบจับมันขึ้นมา

            เมื่ออันซิ่วเอ๋อร์นำจิ้งหรีดมาให้ดูจางเจิ้นอันก็ประหลาดใจเล็กน้อย "เจ้าจับได้เร็วจริงๆ"

            "อื้ม" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าหงึกๆพลางชูมือที่จับจิ้งหรีดไว้ตรงหน้าเขา ราวกับรอคอยคำชม

            จิ้งหรีดสีน้ำตาลดิ้นขลุกขลักอยู่ในอุ้งนิ้วเรียวขาวของอันซิ่วเอ๋อร์แต่ก็หนีไปไหนไม่ได้ จางเจิ้นอันเห็นขากรรไกรคู่หน้าของมันพยายามงับนิ้วของนางจึงรีบยื่นมือออกไปรับ อันซิ่วเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็รีบเตือน"ค่อยๆ จับนะเจ้าคะ ระวังอย่าให้มันช้ำตายล่ะ"

            "อ้อ ได้" จางเจิ้นอันจึงผ่อนแรงที่นิ้วลงแต่กระนั้นจิ้งหรีดก็ยังคงดิ้นอยู่ในมือเขา ไม่หลุดไปไหน

            อันซิ่วเอ๋อร์ปรบมือเบาๆ"เอาล่ะ ได้จิ้งหรีดแล้ว กลับบ้านกันดีไหมเจ้าคะ?"

            "อืม" จางเจิ้นอันพยักหน้าแล้วพูดขึ้น "ข้าจำได้ว่าต้องเลี้ยงจิ้งหรีดไว้ในพวกโถดินเผาหรือกรงสานเล็กๆนี่เราไม่มีนี่นา"

            "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะใส่ไว้ในตะกร้าปลาของท่านก็ได้ มันลึกขนาดนั้น กระโดดออกมาไม่ได้หรอก"อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มตอบ จางเจิ้นอันเห็นว่าเข้าที จึงพยักหน้าเห็นด้วย

            พอกลับถึงบ้านจางเจิ้นอันก็ใส่จิ้งหรีดลงในตะกร้าปลาตามที่นางบอก แต่เพื่อความรอบคอบเขายังหาหนังสือเล่มหนึ่งมาวางปิดปากตะกร้าไว้ด้านบนคราวนี้ต่อให้จิ้งหรีดกระโดดเก่งแค่ไหนก็หนีออกมาไม่ได้แล้ว

            บางทีจิ้งหรีดตัวนั้นอาจรู้ชะตากรรมแล้วกระมังมันจึงสงบลง หมอบนิ่งอยู่ในตะกร้าปลา แต่ก็ยังส่งเสียงร้องกรีดปีกเป็นครั้งคราวจางเจิ้นอันนำตะกร้าปลามาวางไว้ในห้องนอน ดังนั้นตอนที่ทั้งสองนอนหลับจึงได้ยินเสียงจิ้งหรีดดังเป็นระยะๆ

            แต่เสียงจิ้งหรีดก็ไม่ได้ดังจนน่ารำคาญอันซิ่วเอ๋อร์ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ไม่นานก็ผล็อยหลับไปมีเพียงจางเจิ้นอันที่แม้จะได้ยินเสียงจิ้งหรีดขับกล่อมอยู่ข้างหูแต่กลับข่มตาหลับไม่ลง

            เขารู้สึกสมองตื้อตันราวกับแป้งเปียกคนที่เคยตัดสินใจเด็ดขาดมาตลอด บัดนี้กลับคิดไม่ตก ไม่รู้จะเลือกทางไหนดี

            เขาไม่อยากจากที่นี่ไปและยิ่งไม่อยากจากผู้หญิงที่อุตส่าห์ไปจับจิ้งหรีดมาปลอบใจเขาตอนที่นางแต่งเข้ามาอยู่กับเขาก็ไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ความยากจนหรือสิ่งใดในตัวเขามีแต่คิดหาวิธีดูแลเขาและครอบครัวเล็กๆ ของพวกเขาให้ดีที่สุด

            นอกจากนี้นางยังคิดถึงเขาในทุกๆ เรื่องไม่เพียงใส่ใจเรื่องปากท้องความเป็นอยู่แต่ยังคอยรักษาหน้าตาและศักดิ์ศรีให้เขาเสมอทั้งยังพยายามหาทางทำให้เขามีความสุขอีกด้วย

            นางไม่เหมือนหญิงชาวบ้านธรรมดาทั่วไปไม่ใช่ผู้หญิงที่เอาแต่ทำตามคำสั่งสามี นางมีความคิด มีเป้าหมายของตัวเองพอนึกถึงเวลาที่นางชอบพูดจาอ้อมค้อม ใช้สารพัดวิธีเพื่อให้เขาทำตามที่นางต้องการเขาก็อดขำไม่ได้ นางเป็นผู้หญิงที่มีชีวิตชีวา ราวกับภูตน้อยแสนซน ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเข้ามาอยู่ในหัวใจเขาตั้งแต่เมื่อใด

            เสียงจิ้งหรีดยังคงดังอยู่ข้างหูเขาไม่รู้ว่าในภายภาคหน้า จะหาผู้หญิงเช่นนี้ได้อีกหรือไม่ หากจากไปแล้วจะมีใครมาคอยจับจิ้งหรีดปลอบใจยามเขาทุกข์ร้อนอีกเล่า?

            แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็อยู่เหนือการควบคุมหน้าที่และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมักสวนทางกับความปรารถนาเสมอเขาคิดว่าตนจำเป็นต้องจากไปชั่วคราว แม้จะผิดหวังในตัวมารดามากเพียงใดแต่ถึงอย่างไรนางก็คือแม่ผู้ให้กำเนิด เมื่อนึกถึงว่านางกำลังป่วยหนักหัวใจเขาก็ร้อนรุ่ม ตอนนั้นแม้ภายนอกจะนิ่งเฉยแต่ใจจริงเขาอยากจะรีบกลับไปดูอาการนางทันที

            อนาคตของตระกูลจางยังเป็นเรื่องรองแต่เขาไม่อาจละทิ้งหน้าที่ลูกได้เขาไม่อาจไม่อยู่เคียงข้างมารดาในยามที่นางเจ็บป่วยหนัก หากนางป่วยหนักจริงดังว่าและเขาไม่ได้กลับไปดูใจเป็นครั้งสุดท้าย เขาคงต้องเสียใจไปชั่วชีวิตแน่

            เขาลืมตาโพลง นอนพลิกตัวไปมาค่อนคืนจนกระทั่งเสียงจิ้งหรีดบนโต๊ะเงียบหายไป ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้อีกไม่กี่วันเขาจะกลับไปเยี่ยมมารดาสักครั้งแต่เขาสัญญากับตัวเองว่าจะต้องกลับมาหาอันซิ่วเอ๋อร์ให้ได้ในวันข้างหน้าเขาเชื่อว่านางจะเข้าใจ

            เขาหันไปมองคนข้างกายอันซิ่วเอ๋อร์นอนซุกอยู่ข้างๆ นางเหมือนลูกแมวตัวน้อย เขาค่อยๆโน้มตัวลงจุมพิตหน้าผากนางเบาๆ แล้วเอื้อมแขนโอบไหล่บอบบางนั้นไว้สัมผัสได้ถึงร่างนุ่มนิ่มอุ่นๆ ของนาง ความรู้สึกอบอุ่นนี้เติมเต็มหัวใจเขาและในที่สุดเขาก็ผล็อยหลับไป

            เช้าวันรุ่งขึ้นจางเจิ้นอันตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ก่อนที่อันซิ่วเอ๋อร์จะตื่นเสียอีกเขาเป็นเช่นนี้เสมอ คุ้นชินกับการตื่นเช้า แม้เมื่อคืนจะนอนดึกเพียงใดแต่พอรุ่งสาง ร่างกายก็จะตื่นขึ้นเองโดยธรรมชาติ

            วันนี้เขาไปสำนักศึกษาแต่เช้าตรู่เพราะคิดว่านี่เป็นวันสุดท้ายแล้ว จึงอยากไปแต่เช้าเพื่อจะได้ใช้เวลากับเด็กๆให้มากขึ้น เดิมทีเพราะใจหนึ่งยังไม่อยากจากเด็กน้อยเหล่านี้ไปเขาจึงคิดจะสอนต่ออีกสักวันสองวัน แต่ดูเหมือนตอนนี้จะทำเช่นนั้นไม่ได้เสียแล้ว

            เขาตั้งใจสอนบทเรียนสุดท้ายอย่างเต็มที่และแจ้งเรื่องวันหยุดฤดูร้อนแก่นักเรียน พอได้ยินข่าวดี เด็กๆก็ดีใจราวกับนกน้อยได้ออกจากกรง วันนี้จางเจิ้นอันไม่ได้ดุว่าพวกเขาเหมือนเช่นเคยซึ่งนับเป็นเรื่องแปลก เขาเพียงแต่มองดูเด็กๆ ส่งเสียงเฮฮากันเงียบๆ

            ครู่ต่อมา เด็กๆ ก็ค่อยๆ เงียบเสียงลงและอีกสักพักก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ต่างคนต่างเงียบกริบจางเจิ้นอันจึงกระแอมเบาๆ สองครั้ง แล้วกล่าวขึ้น

            "ยินดีกับพวกเจ้าด้วยที่จะได้หยุดพักผ่อนวันหยุดฤดูร้อนค่อนข้างยาวนานข้าหวังว่าพวกเจ้าจะไม่ปล่อยตัวปล่อยใจจนลืมเรื่องการเรียนนอกจากนี้ก็อย่าลืมช่วยงานที่บ้านช่วงเก็บเกี่ยวด้วย แม้จะพอรู้หนังสือแต่ก็อย่าทะนงตนว่าเป็นผู้มีการศึกษาจนดูแคลนการงาน ไม่รู้จักแม้กระทั่งธัญพืชห้าชนิด"

            เหล่านักเรียนเบื้องล่างพยักหน้ารับคำแล้วเงียบลง รอฟังว่าจางเจิ้นอันจะพูดอะไรต่อ เมื่อเห็นท่าทีของพวกเขาในใจเขาก็พลันรู้สึกตื้นตัน ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้มาเป็นอาจารย์แต่บัดนี้ไม่เพียงได้เป็นแล้ว ดูเหมือนจะทำได้ไม่เลวเสียด้วย

            เขารู้สึกแปลกใจตัวเองเล็กน้อยที่วันนี้ช่างพูดเป็นพิเศษปกติเขาเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยพูดเรื่องอื่นนอกเหนือจากบทเรียนคำสั่งสอนเหล่านี้เหมือนจะเป็นสิ่งที่อันซิ่วเอ๋อร์น่าจะพูดมากกว่าดูเหมือนเขาจะได้รับอิทธิพลจากนางมาไม่น้อย หรืออาจเป็นเพราะกำลังจะจากไป จึงอยากสั่งเสียพวกเขาให้มากขึ้นอีกหน่อย

            เด็กๆ ยังคงนั่งกันอย่างเรียบร้อยบางทีอาจกำลังรอให้เขาบอกเลิกเรียน แต่จางเจิ้นอันกลับยังไม่พูดออกมาเสียทีแม้จะร้อนใจเพียงใด ทุกคนก็ทำได้เพียงอดทนรอ มองดูท่าทีนั้นจางเจิ้นอันก็เผยรอยยิ้มจางๆ อีกครั้ง แล้วตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญให้พวกเขารู้

            "ยังมีอีกเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเจ้าไม่ใช่ว่าพวกเจ้าแอบเรียกข้าว่า 'ท่านยมฯ หน้าตาย' ลับหลังหรอกหรือ ตอนนี้พวกเจ้าเป็นอิสระแล้วครึ่งปีหลังพวกเจ้าจะได้เจออาจารย์คนใหม่จะไม่มีข้าคนนี้คอยเข้มงวดกวดขันพวกเจ้าอีกต่อไป"

            น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่ถ้อยคำกลับหนักแน่น ราวกับไม่ใส่ใจเรื่องนี้แม้แต่น้อยทำเอาเหล่านักเรียนไม่ทันตั้งตัว

            "เลิกเรียนได้" ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน จางเจิ้นอันเอ่ยสองคำนี้เสียงเบาหยิบตำราแล้วเดินออกจากห้องเรียนไปช้าๆ ไม่รีบร้อน

            "ท่านอาเขย!" พอเดินออกมาได้ไม่ไกล อันหรงเหอก็วิ่งตามมาข้างหลังจางเจิ้นอันได้ยินเสียงเรียกจึงหันกลับไป เห็นอันหรงเหอกำลังยืนก้มตัวหอบหายใจแรงเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วถามว่า "ท่านอาเขยครึ่งปีหลังท่านจะไม่สอนพวกเราแล้วจริงๆ หรือขอรับ?"

            "ไม่สอนแล้ว" จางเจิ้นอันพยักหน้า "ข้าเป็นแค่คนมาทำหน้าที่แทนชั่วคราวอาศัยว่าพอรู้หนังสืออยู่บ้าง ไม่ได้มีความรู้อะไรลึกซึ้งไม่สมควรจะเป็นอาจารย์พวกเจ้าหรอก"

            "ท่านอาเขยอย่าพูดเช่นนั้นขอรับในใจข้า ท่านคืออาจารย์ที่ดีที่สุด" อันหรงเหอพลันยืดตัวตรงโผเข้ากอดจางเจิ้นอันเบาๆ แล้วพูดต่อ "ท่านไม่เพียงเป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดแต่ยังเป็นท่านอาเขยที่ดีที่สุดของข้าด้วยขอรับ"

            มุมปากของจางเจิ้นอันยกขึ้นอย่างอดไม่ได้ในใจรู้สึกดีขึ้นมาก แต่อันหรงเหอกลับทำท่าเขินอาย รีบผละออกแล้ววิ่งหนีไป

            จางเจิ้นอันมองตามแผ่นหลังที่วิ่งจากไปของอันหรงเหอแล้วส่ายหน้าเบาๆรู้สึกว่าคนตระกูลอันนี่ช่างเหมือนกันจริงๆ กลัวว่าเขาจะน้อยใจหรือคิดมากกับคำพูดคนอื่น

            บางทีคงมีแต่คนจิตใจอ่อนไหวเท่านั้นกระมังถึงได้คอยเป็นห่วงความรู้สึกของคนอื่นเช่นนี้

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน