ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 โรคหัด

            หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นและมองไปที่หมออาวุโสเครายาวซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่กระนั้นนางก็ไม่ได้พูดอะไร

            ลู่จื่อยู่เห็นว่าไม่มีคนไข้คนไหนเข้ามาหาหลินกู๋หยู่

            "เดินไปต่อแถวทางนั้นก็ได้"ลู่จื่อยู่เหลือบมองฝูงชน พูดพลาง โบกมือให้บางส่วนในบรรดาคนไข้ไปหาหลินกู๋หยู่พลาง

            เพียงแต่ผู้ป่วยเหล่านั้นแต่ละคนต่างก็ก้มศีรษะลงแกล้งทำเป็นไม่รู้ยังคงเข้าแถวตามเดิม

            หลินกู๋หยู่ชำเลืองมองไปยังผู้คนในโรงหมอแพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้ในโรงหมอแห่งนี้ล้วนมีหนวดเคราสีขาวและดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีอายุมากแล้ว

            ไม่แปลกว่าทำไมคนไข้ถึงไม่มาหานางเพื่อตรวจอาการตัวนางเองอายุเพียงสิบสี่ปี นางอายุยังน้อยและอ่านอ่านหนังสือแพทย์มาไม่กี่ปีเท่านั้นบางทีบรรดาหมอที่อยู่ในที่แห่งนี้ตรวจรักษาคนไข้มามากกว่าหนังสือทางการแพทย์ที่นางอ่านเสียอีก

            ลู่จื่อยู่มองไปที่ฝูงชนที่ยังคงเข้าแถวอยู่ในตำแหน่งเดิมพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย" อย่ามองว่าหมอหลินอายุน้อยเกินไป ก่อนหน้านี้คนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งติดเชื้อไข้ทรพิษถ้าไม่ใช่เพราะหมอหลินช่วยรักษาไว้ เกรงว่าคนในหมู่บ้านจะไม่มีใครรอดชีวิตได้มีเพียงคนชราสองสามคนเท่านั้นที่ไม่รอด ส่วนคนอื่นๆ ก็หายป่วยกันทุกคนแล้ว"

            หมอตู้ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหลินกู๋หยู่มองไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยความประหลาดใจ

            เนื่องจากเขาเคยได้ยินลู่จื่อยู่เคยพูดถึงหลินกู๋หยู่เมื่อเนิ่นนานมาแล้วเขามองใบหน้าหลินกู๋หยู่เป็นเวลานาน ก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ใส่เสื้อผ้าผู้ชาย

            "หมู่บ้านที่เกิดไข้ทรพิษเป็นหมู่บ้านของครอบครัวของท่านแม่ของข้าข้าได้ยินมาว่าหมอเป็นสตรี" คนไข้คนหนึ่งพูดอย่างกังขาแล้วก็กระแอมไอสองครั้งอย่างควบคุมไม่ได้

            "เป็นผู้หญิงงั้นหรือ?"

            "ใช่แล้ว และข้าก็ได้ยินมาว่าคนในหมู่บ้านนั้นนับถือสตรีคนนั้นราวกับเป็นเทพธิดาว่ากันว่าผู้ใหญ่บ้านถึงกับเตรียมเงินเป็นพิเศษเพื่อสร้างศาลเจ้าให้กับสตรีนางนั้น"

            “จริงหรือเท็จ เป็นสตรีจริงหรือ?”

            “ดูเหมือนว่าจะอายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น”

            ......

            ระหว่างฟังการสนทนาของพวกเขาหลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยความสงสัย"ทำไมข้าถึงไม่รู้เรื่องการก่อสร้างศาลเจ้าละ?"

            “ข้าแนะนำเจ้าว่าอย่าปลอมตัวเป็นสตรีคนนั้นจะดีกว่าเจ้าเห็นหรือไม่ ก็เห็นๆ อยู่ว่าเจ้าเป็นผู้ชาย”

            "เจ้าสิบแปดมงกุฎ!"

            “ถูกต้องเขาเป็นสิบแปดมงกุฎ!”

            “รีบไสหัวออกไปเสียอย่าทำให้ชื่อเสียงของสตรีนางนั้นต้องแปดเปื้อน”

            “เจ้าเด็กน้อยเจ้าเรียนอะไรไม่เรียน แต่ริอ่านเลียนแบบตรวจรักษาโรคเหมือนสตรีคนนั้นเจ้าดูตัวเจ้าสิ แค่เพศสภาพของเจ้าก็ไม่เหมือนแล้ว แม้เจ้าจะปลอมตัวมาก็เถอะอย่างไรเสียก็ควรที่จะปลอมตัวให้มันเหมือนมากกว่านี้”

            .....

            ใบหน้าของหลินกู๋หยู่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนางมองดูคนเหล่านั้นอย่างสงบเย็น

            ลู่จื่อยู่เดินมาบังตัวหลินกู๋หยู่ไว้ข้างหลังเขาพูดด้วยใบหน้าที่กระอักกระอ่วน "เพื่อความสะดวกข้าให้แม่นางหลินใส่เสื้อผู้ชาย!"

            หลินกู๋หยู่ลุกขึ้นช้าๆเดินไปที่เด็กอายุห้าขวบที่เอนกายอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ ใบหน้าของเด็กซีดเซียวจนน่ากลัวหญิงที่อยู่ข้างๆ เด็กชายคอยถูที่แผ่นหลังของเขาไม่หยุดผู้ชายที่อยู่ด้านข้างก็ดูร้อนใจอย่างมาก

            “เจ้าเจ็บคอ มีน้ำมูกไหลหรือเจ็บหน้าอกหรือไม่?” หลินกู๋หยู่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาเอ่ยถามอย่างช้าๆ

            เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูด สตรีคนนั้นก็มองไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยความประหลาดใจความกังวลก็ปรากฏบนใบหน้าของนางอย่างชัดเจน นางพยักหน้าเศร้าๆ "ใช่"

            “เป็นไข้มานานเท่าไรแล้ว?”

            “สิบกว่าวันแล้ว” สตรีคนนั้นพูดทั้งน้ำตา เมื่อได้ยินเด็กชายไอนางก็อดไม่ได้ที่จะเช็ดริมฝีปากเด็กชายด้วยผ้าขนหนู “เพียงแต่ในช่วงหลายวันนี้อาการไม่ดีขึ้นเลยทานยามามากแล้วแต่ไม่ได้ผลอะไรเลย”

            แม้ว่าการกินยาจะไม่ได้ผลแต่กระนั้นก็ต้องมาพบหมอ

            หลินกู๋หยู่โน้มตัวไปข้างหน้าเด็กมองลงไปที่เด็กอย่างจริงจัง แล้วพูดว่า "ถ้าข้าดูไม่ผิดเขาน่าจะเป็นโรคหัด"

            "ไร้สาระ!"จู่ๆ หมอตู้ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปด้านหน้าเด็กและมองดูอย่างระมัดระวังจากนั้นพูดต่อ "เห็นได้ชัดว่าเด็กเป็นไข้ไม่ใช่โรคหัดดังที่เจ้าพูดเสียหน่อย"

            "ข้าคิดว่าข้าดูไม่ผิด"หลินกู๋หยู่หันศีรษะไปมองหมอตู้ พูดอย่างสงบ "ไอ น้ำมูกไหล มีน้ำตา มีไข้บางทีอาการทั้งหมดนี้อาจจะเป็นอาการของไข้ แต่เมื่อสังเกตดูให้ดี จะเห็นได้ว่าตาของเขาบวมน้ำน้ำตาไหลมาก ขอบเปลือกตาล่างปรากฏเส้นเลือดแนวนอนสีแดง"

            เมื่อพูดดังนั้นหลินกู๋หยู่ก็หยุดจังหวะการพูดชั่วคราว ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า "ถ้าเป็นโรคหัดก็ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการรักษาไข้ได้"

            เมื่อทุกคนฟังคำพูดของหลินกู๋หยู่พวกเขาแต่ละคนก็ตกอยู่ในความงุนงง

            หลินกู๋หยู่พูดต่อว่า"เด็กคนนี้เป็นโรคหัดระยะแรก ตราบใดที่เขาได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็จะสามารถหายเป็นปกติได้ เมื่อพบว่าเป็นโรคหัด ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงที่มีผื่นขึ้นในระยะแรกจะมีผื่นแดงเบาบาง ขึ้นเฉพาะหลังใบหูและลำคอ แล้วค่อยๆลามไปเรื่อยๆ"

            เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูด จู่ๆ  ก็ได้ยินคนร้องอุทาน

            “ท่านพี่ท่านมีผื่นแดงที่หลังใบหูจริงๆ ด้วย” ผู้หญิงคนหนึ่งเปล่งเสียงร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ

            เมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นพูดหลายคนก็เริ่มที่จะตรวจสังเกตร่างกายของคนใกล้ชิดของตนเองและก็พบว่าหลายคนมีผื่นขึ้น

            หลายคนเริ่มเชื่อว่าหลินกู๋หยู่ตรวจรักษาได้สิ่งที่นางพูดนั้นถูกต้องและกระจ่างแจ้ง

            อย่างไรก็ตาม ยังมีคนบางส่วนที่ไม่เชื่อทักษะทางการแพทย์หากไม่เรียนรู้ให้มาก ไม่ตรวจรักษาสั่งสมประสบการณ์ให้มาก ความเชี่ยวชาญในการรักษาจะพัฒนาได้อย่างไรมองหลินกู๋หยู่เช่นนี้ ทักษะของนางคงจะด้อยกว่าหมอคนอื่นๆ

            ใบหน้าของหมอตู้ซีดลงเขามองไปทางอื่นด้วยใบหน้าที่มืดมน พูดอย่างเย็นชาว่า "เหลวไหลร่างกายของใครบ้างที่ไม่เคยมีผื่นแดง มีผื่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคหัดไปเสียทั้งหมด"

            เมื่อได้ยินสิ่งที่หมอตู้พูดหลินกู๋หยู่ก็ลดสายตาลงช้าๆ "สิ่งที่ท่านพูดนั้นถูกต้องแต่บางสถานการณ์ก็จำเป็นต้องวิเคราะห์โดยละเอียดให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆ"

            หลังจากที่หลินกู๋หยู่พูดจบนางก็ตรงไปที่โต๊ะของนางและนั่งลง และเริ่มกระจายกระดาษ

            ผู้ป่วยคนหนึ่งเดินมายืนอยู่ข้างหน้าหลินกู๋หยู่จากนั้นคนไข้ก็กรูไปข้างหน้านาง

            ลู่จื่อยู่มองไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยความพึงพอใจจากนั้นขอให้ผู้ป่วยแต่ละคนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ

            ผู้ที่ได้ตรวจโรคคนแรกนั้นเป็นเด็กชายตัวเล็กๆคนนั้น หลินกู๋หยู่ยืนยันว่าเด็กชายคนนี้เป็นโรคหัดระยะแรก นับว่าเขาตรวจพบโรคเร็วสามารถรักษาโรคให้หายได้เร็วเช่นกัน

            หลังจากถามคำถามเพิ่มเติมหลินกู๋หยู่ก็หยิบพู่กันเพื่อจะจดใบสั่งยา

            มือของหลินกู๋หยู่ที่ถือพู่กันสั่นเล็กน้อยจากนั้นนางก็วางพู่กันในมือลงบนโต๊ะ

            ลู่จื่อยู่เดินไปหาหลินกู๋หยู่ด้วยความสงสัยว่า"เกิดอะไรขึ้นหรือ?"

            “ข้า” หลินกู๋หยู่กำลังจะบอกว่านางเขียนไม่เป็น แต่อย่างไรเสียนางก็เกรงว่าคนเหล่านี้จะตื่นตระหนกเอาได้ จึงพูดว่า “หรือว่าขอให้ใครสักคนช่วยเขียนให้ข้าลายมือของข้าไม่สวยเท่าใดนัก เรียกคนมาช่วยเขียนแทน ข้าจะบอกแค่ตัวยาก็ได้แล้ว"

            ลู่จื่อยู่พยักหน้า แล้วส่งคนงานข้างๆเข้ามาช่วย

            "คราบจักจั่นสองเฉียน [1] เป่ยจื่อฉ่าวหกเฉียน หนิวป้างจื่อสี่เฉียน เก๋อเกินสิบสองเฉียน..."หลินกู๋หยู่พูดอย่างคล่องแคล่ว หมอตู้ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามนางถึงกับตกใจหลังจากคิดไตร่ตรองครู่หนึ่ง หลินกู๋หยู่ก็กล่าวว่า"สิ่งเหล่านี้แบ่งเป็นถุงแต่ละชนิด ทานวันละสองส่วนก็เพียงพอแล้ว"

            ผู้หญิงที่อุ้มเด็กมองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างตื้นตันสายตาเต็มไปด้วยความขอบคุณ

            ตรวจผู้ป่วยคนแล้วคนเล่าหลินกู๋หยู่ตรวจอาการและสามารถสั่งยาได้ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

            บางคนเป็นหัด บางคนเป็นไข้ธรรมดาทั่วไปและอีกคนมีอาการท้องเสีย

            หลินกู๋หยู่ง่วนอยู่กับการตรวจรักษาตลอดทั้งช่วงเช้าในขณะที่นางกำลังจะเตรียมทานอาหารในตอนเที่ยงนางก็เห็นว่ายังมีคนจำนวนมากยังคงรออยู่ด้านนอก

            หมอหลายคนวิ่งวุ่นไปมาโดยไม่ได้หยุดพัก

            ในตอนเที่ยง ลู่จื่อยู่แบ่งหมอสี่คนออกเป็นสองกลุ่มผลัดกันรับประทานอาหาร

            เมื่อหลินกู๋หยู่กลับมาที่ลานหลังโรงหมอนางก็เห็นโต้ซานั่งอยู่บนเก้าอี้และรับประทานอาหารด้วยช้อน มีเด็กหนุ่มทำงานตากยาสมุนไพรสองสามคนอยู่ข้างๆและคอยคีบอาหารให้โต้ซา

            “ท่านแม่!” โต้ซาตะโกนเสียงดังทันทีที่เห็นหลินกู๋หยู่ ใบหน้าเล็กๆ แดงระเรื่อดูเหมือนไม่ได้เขินอายแล้ว

            เด็กน้อยเลื่อนลงจากเก้าอี้ด้วยขาสั้นๆรีบวิ่งไปหาหลินกู๋หยู่ด้วยความเร็ว

            “รบกวนพวกเจ้าที่ช่วยดูแลลูกให้ข้าแล้วขอบคุณจริงๆ” หลินกู๋หยู่มองไปที่คนเหล่านั้นอย่างจริงใจ

            "ไม่เป็นไรพวกเราทุกคนชอบโต้ซา โต้ซาเป็นเด็กดีมากเช้านี้โต้ชาก็รู้จักยาสมุนไพรไม่น้อยเลย!" คนที่นั่งข้างโต้ซาพูดด้วยรอยยิ้ม

            “รู้จักยาสมุนไพรหรือ?” หลินกู๋หยู่มองเด็กชายคนนั้นด้วยความประหลาดใจ และอดไม่ได้ที่จะยิ้ม “เขายังเด็กมาก”

            “ท่านแม่” โต้ซาดึงมือเล็กๆ ของหลินกู๋หยู่ และชี้นิ้วมือไปที่บางสิ่งข้างตัวแล้วพูดว่า “จิน… จินอิ๋นฮวา[2]”

            นี่… หลินกู๋หยู่มองไปที่กองดอกสายน้ำผึ้งที่โต้ซาชี้ให้ดูด้วยความประหลาดใจจากนั้นมุมปากของนางก็ค่อยๆ โค้งขึ้น

            "โก่วจื่อ" โต้ซาชี้ไปที่โก่วฉี ลังเลอยู่นาน และพูดด้วยน้ำเสียงเด็ก

            “โต้ซาน้าบอกกี่ครั้งแล้วว่ามันคือโก่วฉี ไม่ใช่โก่วจื่อ!” เด็กตากยาหยุดทานอาหารเดินมาหาโต้ซา ก่อนที่จะแก้ไขในสิ่งที่โต้ซาพูดผิดด้วยท่าทางจริงจัง

            "โก่ว... จื่อ[3]?" โต้ซาเอียงศีรษะ มองไปที่เด็กตากยาด้วยความสงสัย หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า "โก่ว... ฉี[4]"

            "เยี่ยมเลย!"

            "ท่านแม่"โต้ซาดึงหลินกู๋หยู่เดินออกไปด้านนอก พร้อมชี้ไปที่เหลียนเฉียว[5] ที่กำลังตากแดดด้านนอก "เหลียนเฉียว ... มันขดตัวอยู่"

            "น่าทึ่งมาก"หลินกู๋หยู่ก้มลงอุ้มโต้ซาขึ้นมา จูบริมฝีปากโต้ซาฟอดหนึ่ง แล้วพูดว่า"โต้ซาฉลาดมาก"

            ทุกคนที่มองการกระทำของหลินกู๋หยู่ต่างลดศีรษะลงด้วยความเขินอาย

            ลู่จื่อยู่เดินเข้ามาจากด้านนอกเห็นหลินกู๋หยู่ยังคงยืนอยู่ที่สนามหญ้า จึงเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า"ทำไมเจ้าไม่เข้าไปทานอาหารละ?"

            "ข้ากำลังจะเข้าไปเดี๋ยวนี้"หลินกู๋หยู่มองไปที่ลู่จื่อยู่ด้วยรอยยิ้ม เดินเข้าไปพร้อมกับโต้ซาในอ้อมแขน

            ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินไปที่ด้านข้างของลู่จื่อยู่กระซิบบางอย่างข้างใบหูของเขา จากนั้นเขาจึงหันกลับและเดินไปที่บ้านข้างๆ

            "จื่อยู่ผู้หญิงคนนั้นมีปัญหา ทำไมเจ้าถึงพาคนเช่นนี้มาที่นี่"หมอเฒ่าลู่นั่งด้านหน้าโต๊ะ พูดพลาง เขียนอักษรลงบนกระดาษอย่างเป็นธรรมชาติราวกับก้อนเมฆที่ลอยละล่องอยู่และคล้ายกับสายน้ำไหลเอื่อยๆ

            "ท่านปู่"ลู่จื่อยู่ยืนเบื้องหน้าหมอเฒ่าลู่ด้วยความเคารพนอบน้อม พูดอย่างช้าๆ ว่า"นางมีความสามารถนั้นจริงๆ"

            "ตลกสิ้นดี!"จู่ๆ หมอเฒ่าลู่ก็วางพู่กันในมือไว้ข้างๆ หมึกหนาหยดหนึ่งหยดลงบนกระดาษดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้างมาก มองไปที่ลู่จื่อยู่อย่างเย็นชา

            "ท่านปู่ข้าก็แค่อยากจะขอให้นางมาช่วยก็เท่านั้น" ลู่จื่อยู่อดไม่ได้ที่จะพูดแก้ต่าง

            หมอเฒ่าลู่เดินช้าๆไปยังตรงหน้าลู่จื่อยู่ ใบหน้าของเขาน่าเกลียดมาก "สิ่งที่นางทำข้างนอกเจ้าไม่เห็นหรือ? เจ้ารีบส่งนางกลับไปให้เร็วไม่เช่นนั้นข้าจะหาคนไปไล่นางด้วยตัวเอง!"

            ………………………………………………………………………………………

            [1] เฉียนมาตราชั่งตวง หนึ่งเฉียนเท่ากับห้ากรัมตามมาตราชั่งตวงในปัจจุบัน

            [2] จินอิ๋นฮวา ชื่อไทยคือดอกสายน้ำผึ้ง

            [3] โก่วจื่อหมายถึง ไอ้ลูกหมา

            [4] โก่วฉี (จีนกลาง) เก๋ากี๋ (จีนแต้จิ๋ว) Barbary Wolfberry Fruit

            [5] เหลียนเฉียว (จีนกลาง) เหลี่ยงเคี้ยว Weeping Forsythia Capsule

             

                                                                                              

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505