“เห้ย เดินดีๆ สิวะไอ้เข้ม พยุงข้ายังไงให้ข้าเดินไม่ตรงทาง”
“กระผมขออภัยขอรับนายท่าน” บ่าวหนุ่มพยายามพยุงร่างของเ้านายที่เมามายไร้สติให้เดินตรงทางอย่างทุลักทุเลเพื่อจะรีบกลับคฤหาสน์ให้เร็วที่สุดเพราะขณะนี้ก็เป็เวลาดึกมากแล้ว แม้แต่ถนนในเมืองยังเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงของนายบ่าว 2 คน ดังระงมไปทั่วบริเวณแข่งกับเสียงเห่าหอนของสุนัขตลอด 2 ข้างทาง ทั้งคู่เดินผ่านบ้านเรือนที่มีโคมไฟแขวนไว้ระโยงระยางจนมาสุดทางที่มืดเปลี่ยวก่อนจะเข้าสู่เขตคฤหาสน์ของตนเอง
“ไอ้เข้ม หยุด…………..”
“ขอรับนายท่าน”
“เ้ารอข้าตรงนี้ ข้าจะไปยิงกระต่ายแป๊บ เอิ๊ก”
“นะ นายท่านให้ข้าไปด้วยเถิดขอรับ มันมืด อาจจะมีอันตรายได้”
“บ๊ะ เ้าดูหน้าข้า ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะโว๊ย รอตรงนี้ เดี๋ยวข้ามา” ผู้เป็นายสะบัดมือจากบ่าวที่ยืนรอตัวสั่นด้วยความหนาวและความหวาดกลัวท่ามกลางบรรยากาศแสนวังเวง เดินเซแถ่ดๆ เข้าไปในซอกมืดข้างบ้านที่ไร้แสงไฟ มองซ้ายขวาแล้วค่อยๆ ปลดกางเกงตนเองเพื่อจัดการธุระส่วนตัว
“พี่ชาย ข้าขอโทษที่เสียมารยาท” เสียงหวานเอ่ยทักทายชายเมามายจากด้านหลัง เขาหันไปมองตามต้นเสียงนั้นก็พบสาวสวยหน้าตาผิวพรรณนวลผ่องราวกับใยไหม ปากสีแดงสดยิ้มเห็นฟันซี่สวยพร้อมสายตาหวานหยาดเยิ้มที่มองมาทางเขา เขารีบเก็บส่วนสำคัญเข้าไว้ในกางเกง แล้วหันหน้าไปหาหญิงสาวผู้นั้นด้วยความรีบร้อน
“ว่างายจ๊ะน้องสาว ดึกดื่นแบบนี้ มีอะไรให้พี่ช่วยจ๊ะ” เสียงยานคานแทยจะทรงตัวไม่ไหวขานรับสาวสวย
“ข้าหลงทางน่ะ พี่ชายพอจะไปส่งข้าได้ไหม”
“เ้าชื่ออะไรจ้ะน้องสาว”
“ข้าชื่อน้ำอ้อย”
“หน้าหวานเหมือนชื่อเลยนะจ๊ะ”
“มาจากอีกฟากหนึ่งของเมืองนี้ และกำลังหลงทาง” นางพูดพร้อมทั้งเดินเข้ามาใกล้ชายวัยกลางคนที่หน้าแดงกล่ำด้วยฤทธิ์เหล้าพร้อมเอาอกอวบอิ่มของนางประชิดถูไถบริเวณต้นแขนจนเขารู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว มือซุกซนของเขาตะปบไปที่สะโพกกลมกลึงของสาวน้อยอย่างคนมือไว อดีตเสือผู้หญิงอย่างเขามีหรือจะปล่อยให้นางเล็ดลอดไปได้
“นี่พี่ชายจะทำอะไรคะ”
“ก็จะพาไป์ก่อนไปส่งที่บ้านไงจ๊ะ เดี๋ยวพี่มีค่าขนมให้” เขาพูดจบก็จัดการผลักร่างของสาวน้อยกดลงไปกับพื้น หญิงสาวล้มลงเบี่ยงหน้าหลบสายตาหิวกระหายของชายขี้เมาอย่างเขินอาย
“พี่ชาย ... ข้าไม่เคยมาก่อน”
“อย่ากลัวเลยสาวน้อย เดี่ยวพี่สอน” เขาเห็นว่านางยอมอย่างว่าง่าย จึงโน้มตัวลงไปที่ซอกคอขาวเนียนของหญิงสาว
“กลิ่นตัวของเ้ามันหอมยั่วยวนจริงๆ” เขาซุกหน้าไปตามลำคอ ไล่ลงมายังยอดอกอวบอิ่มอย่างหิวกระหาย สองมือคู่นั้นคลึงเค้นไปตามเรือนร่างอวบอัดที่นอนหายใจถี่หอบดวงตาหรี่ปรือ
“กลิ่นของท่านก็หอมยั่วยวนเช่นกัน หอมจนข้าแทบอดใจไม่ไหว” สาวน้อยใช้ 2 มือจับหน้าชายหนุ่มให้ยกขึ้นจากเนินอกตนเอง ทั้งคู่สบตากันก่อนที่หญิงสาวจะดึงหน้าของเขาลงมาประกบริมฝีปาก....
“พี่ชาย.....”
.................
“นายท่าน...”
“นายท่าน ท่านอย่าเงียบแบบนี้ซิ ข้าซวยแล้ววววว”
“กำลังตามหาเ้านายอยู่หรอหนุ่มน้อย” หญิงสาวต้นเสียงที่หันหลังอยู่ในมุมมืดค่อยๆ หันหน้ากลับมายังบ่าวหนุ่ม
“ใช่ขอรับ ท่านผู้หญิงเห็นนายของข้าไหม”
“เห็นสิ … ท่านบอกว่าจะของีบซักพัก ให้ข้ามาคุยเ้าก่อนจนกว่าเขาจะตื่น”
“เอ่อ… คือข้าต้องรีบพานายท่านของข้ากลับคฤหาสน์ เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว”
หญิงสาวเดินบุกจู่โจมมาประชิดตัวแล้วเอามือแตะไปที่ไหล่ปัดเศษผงที่เกาะอยู่
“เ้านี่ก็หล่อเหลาออยู่นะ ข้าชักสนใจเ้าซะแล้วสิ” นางว่าพลางใช้มืออีกข้างตะปบกุมหมับเค้นคลึงไปที่จุดสำคัญของบ่าวหนุ่มที่ไม่อาจปัดป้องได้ทัน
“โอ้… ท่านผู้หญิง” บ่าวหนุ่มส่งเสียงอ่อนระทวย
“เรามาเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตกันเถอะหนุ่มน้อย” นางว่าพลางยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าแล้วดึงร่างนั้นมากอดอย่างแแ่จนหน้าอกของนางเบียดสีไปกับกล้ามแกร่งของบ่าวหนุ่ม นางใช้ 2 มือจับใบหน้าเหยเกนั้นให้มาใกล้แล้วส่งจุมพิตไปให้เขาอย่างร้อนแรง ชายหนุ่มเสียงอู้อี้หลับตาพริ้มใช้มือจับคลึงไปที่บั้นท้ายของเธอ และเพียงครู่ร่างนั้นก็หมดลมหายใจอย่างง่ายดาย
“นี่เ้าเลิกเสียเวลากับเหยื่อแล้วรีบๆ จัดการให้ไวกว่านี้ได้ไหมน้องน้ำอ้อย” เสียงเข้มดังออกมาจากเงาของอาคาร
“ข้ากำลังสนุกเลยไกอา แล้วเลิกเรียกข้าด้วยชื่อนี้ซะเลยนะ” อะโพรไดท์ทำท่างอแงใส่ไกอาที่กำลังล้อชื่อน้ำอ้อยของเธอ
“แหม ตอนพูดไม่คิด น้ำอ้อยชื่อเพราะจะตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ไกอาหัวเราะเพื่อนสาวดังลั่น
“ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเ้ายอมจูบปากพวกขี้เมาแบบนี้ไปได้อย่างไร อุบาทว์ที่สุด” โครนอสว่าพลางทำท่าแขยง
“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าข้าไม่ได้จูบ ข้าแค่สูบไอิญญาเฉยๆ” อะโพรไดท์เถียงแต่ปากก็ยังสาละวนกับการสูบไอิญญาจากร่างของบ่าวหนุ่มจนร่างกายแห้งเป็ซากศพหนังติดกระดูก
“ไปกันได้แล้ว เรามีจุดที่น่าสงสัยที่ต้องไปอีกหลายที่”
“แต่ข้ายังไม่อิ่มเลยนะโครนอส” อะโพรไดท์บ่นอุบ
“ที่ที่เราจะไปนี้ เ้าจะได้สูบไอิญญาจนจุใจแน่ๆ” อะโพรไดท์แลบลิ้นเลียปากด้วยแววตาเ้าเล่ห์แล้วลุกขึ้นหัวเราะเขินอาย
“คนบ้า...”
==============
ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องเล็ดลอดลงมาในบริเวณลานโล่งของผืนป่าที่ล้อมรอบอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ของอิสรินทร์ ทางทิศตะวันตกของกำแพงเมืองศักดิ์สิทธิ์ เป็ส่วนใกล้เขตติดต่อของหุบเขาอนธการอันเป็ต้นกำเนิดของความมืดที่กำลังแผ่ตัวออกมาอย่างช้าๆ และขณะนี้ความมืดนั้นได้เข้าถึงหมู่บ้านมัญจคีรีเป็ที่แรก ทำให้มีฝูงอสูรกายออกมาหากินในหมู่บ้านจนชาวบ้านต้องลี้ภัยไปอยู่ที่อื่น ปล่อยให้หมู่บ้านนี้กลายเป็หมู่บ้านร้าง
กลางแสงสลัวนั้น เมธาวีกำลังต่อสู้กับฝูงอสูรกาย ก่อนมาที่นี่เธอคาดการณ์ว่าน่าจะมีอสูรกายจำนวนไม่มาก เพราะความมืดเพิ่งแผ่เข้ามาเพียงไม่นาน แต่แล้วสิ่งที่เธอคาดเดานั้นกลับผิดโดยสิ้นเชิง เมื่อเธอพบว่าอสูรกายในบริเวณนี้มีจำนวนมากมายนับพันตัว และไม่มีทีท่าจะลดลงเลยซักนิด เธอะโหลบการโจมตีของอสูรกายตัวแล้วตัวเล่า อสูรกายหลากรูปร่างและต่างความร้ายกาจผลัดกันวิ่งกรูเข้าโจมตีเธอ เมธาวีเหวี่ยงโซ่นาคาฟาดทับไปยังอสูรกายร่างคล้ายจรเข้จนร่างแหลกสลายและไม่ทันได้สังเกตว่า มีอีกตัวกำลังจู่โจมเธอด้วยหางยาวคล้ายหางแมงป่อง และในจังหวะที่เธอพลิกตัวหลบแต่เป็เธอเองที่พลาดท่าโดนหางนั้นบริเวณต้นแขนจนเืไหลออกมาปนกับพิษของมัน
“พลังเวทย์ของเราจะถึงขีดจำกัดแล้ว…”
เหมือนอสูรกายทั้งหมดจะรู้ว่าเธอกำลังเพลี่ยงพล้ำ มันทั้งหมดกำลังโถมเข้าใส่เธออย่างบ้าคลั่ง
"รัศมีราตรี"
ด้วยความเร็วกว่าแสง ชายผู้หนึ่งใช้มือขวาของเขา จับที่นิ้วชี้ข้างซ้ายดึงศาสตราเวทย์ลักษณะคล้ายแส้สีดำสนิทออกมาแล้วฟาดลงพื้นเสียงดังไปทั่วบริเวณเกิดสะเก็ดเวทย์แตกกระเด็นไปยังเหล่าอสูรกายที่ต่างกรีดร้องโหยหวนอย่างทรมาน เขาใช้ศาสตราเทพสะบัดวนรอบบริเวณก่อเป็สายลมรุนแรงพัดพาอสูรกายจำนวนมากในบริเวณนั้นหมุนตามแรงลม เสียงกรีดร้องของอสูรกายดังลั่นโหยหวนชวนขนลุก
"อสูรกายเอ๋ย จงหายไปสู่ก้นบึ้งของขุมอเวจีและสูญสิ้นเป็ธุลีไปชั่วนิรันดร์!"
อสูรกายนับพันที่หมุนวนคว้างกลางอากาศก็หายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงความสงบเงียบในราตรีพระจันทร์เต็มดวง
“เ้าไม่เป็อะไรนะ”
“ขอบคุณค่ะมาสเตอร์ ข้าไม่เป็อะไร” เมธาวีนั่งลงหน้าผู้เป็มาสเตอร์ที่เข้ามาช่วยเหลือเธออย่างทันท่วงที
“แต่นับวันอสูรกายนี้ยิ่งออกมาจากหลุมมืดจากหุบเขาอนธการมากขึ้นๆ ข้าเกรงว่าเราเพียง 2 คนจะไม่สามารถกำจัดได้หมดสิ้น”
“เ้าหยุดกังวลก่อนเมธาวี กินยานี้ซะ ก่อนที่พิษจะลามไปบริเวณอื่น” เขาว่าพลางยื่นยาในถุงผ้าไหมให้ศิษย์
“ค่ะ มาสเตอร์”
“ข้าเห็นเ้าหายไปนาน เลยคิดว่าอาจจะเกิดเหตุร้าย”
“มาสเตอร์คะ เมื่อครู่ขณะที่ข้ากำลังสำรวจหมู่บ้านมัญจคีรี ข้าพบชายหญิงต้องสงสัยที่แอบซ่อนพลังเวทย์อยู่ แต่ข้าถูกอสูรกายโจมตี จึงคลาดสายตากัน”
“ถ้าอย่างนั้นเ้ากลับไปก่อน ข้าจะไปดูเอง”
“ข้าขอไปด้วยค่ะมาสเตอร์”
มาสเตอร์พยักหน้าให้ศิษย์ พลางวาดวงเวทย์กลางอากาศแล้วเดินนำศิษย์ทะลุหายไปและปลายทางของวงเวทย์นั้นคือบริเวณกลางหมู่บ้านมัญจาคีรี ทั้งคู่ออกเดินสำรวจรอบๆ บริเวณ ศิษย์สาวเดินลัดเลาะไปตามไอเวทย์จางๆ
“มัญจคีรี เคยเป็หมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ด้วยการค้าขายของป่า ของหายาก ชาวบ้านล้วนมีฐานะร่ำรวย แต่ตอนนี้เหลือเพียงชาวบ้านที่ไม่มีที่ไป ส่วนคนที่มีฐานะก็ย้ายถิ่นฐานหนีพวกอสูรกายไปหมด ช่างน่าสงสารนัก ถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานกว่านี้ หมู่บ้านอื่นๆ ก็จะไม่ต่างจากที่นี่”
เมธาวีเดินสำรวจไปตามถนนมืดๆ ของหมู่บ้าน
“มาสเตอร์คะ ศพคู่นี้เพิ่งตายได้ไม่นาน”
มาสเตอร์เดินมายังศิษย์ขณะยืนมองศพของชายคู่หนึ่งที่นอนทับกันอยู่ สภาพศพของทั้งคู่แห้งเป็ซากหนังหุ้มกระดูก
“นี่ไม่ใช่การตายแบบธรรมชาติ และไม่มีอสูรกายตนไหนจะสามารถใช้วิธีฆ่าเหยื่อแบบนี้ได้นอกเสียจากจะเป็ผู้ใช้มนตรา”
“ข้าััไอมนตราได้ หรือด้วยเหตุนี้ เหล่าอสูรกายถึงออกมาเพื่อแย่งชิงไอมนตรา”
“อสูรพวกนี้ต่างซ่อนตัวในความมืด เมื่อมีอาหารก็จะออกมายื้อแย่งกันอย่างน่าสังเวช”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะลองตรวจสอบดู” เมธาวีนั่งลงข้างๆ ศพแห้งคู่นั้น แล้วใช้มือขวาแตะไปที่ผิวแห้งหุ้มกระดูก
“ร่างกายของข้า ััของเ้า เ้าจงเป็ทางผ่าน จงเป็สะพานให้ข้าไปสู่อดีตกาลของเ้าเถิด”
“ความทรงจำของเ้านี่มืดจัง ...” เมธาวีเดินไปตามเสียงไปข้างหน้าพบบ้านปิดสนิทไร้ซึ่งแสงไฟ
“อ๊ะ”
……………………………….
“กลิ่นตัวของเ้ามันหอมยั่วยวนจริงๆ” เชายวัยกลางคนซุกหน้าไปตามลำคอ ไล่ลงมายังยอดอกอวบอิ่มอย่างหิวกระหาย สองมือคู่นั้นคลึงเค้นไปตามเรือนร่างอวบอัดที่นอนหายใจถี่หอบดวงตาหรี่ปรือ
“กลิ่นกายของท่านก็หอมยั่วยวนเช่นกัน หอมจนข้าแทบอดใจไม่ไหว” สาวน้อยใช้ 2 มือจับหน้าชายหนุ่มให้ยกขึ้นจากหน้าอกตนเอง ทั้งคู่สบตากันก่อนที่หญิงสาวจะดึงหน้าของเขาลงมาประกบริมฝีปาก....
“พี่ชาย.....”
.................
“เรามาเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตกันเถอะหนุ่มน้อย” นางว่าพลางยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าแล้วจูบไปที่ปากของบ่าวหนุ่ม เพียงครู่ ร่างนั้นก็หมดลมหายใจอย่างง่ายดาย
“นี่เ้าเลิกเสียเวลากับเหยื่อ แล้วรีบๆ จัดการให้ไวกว่านี้ได้แล้วน้ำอ้อย” เสียงเข้มดังออกมาจากเงาของอาคาร
“ข้ากำลังสนุกเลยไกอา แล้วเลิกเรียกชื่อนี้ซะเลยนะ” อะโพรไดท์ทำท่างอแงใส่ไกอาที่กำลังล้อชื่อน้ำอ้อยของเธอ
“แหม ตอนพูดไม่คิด น้ำอ้อยชื่อเพราะจะตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ไกอาหัวเราะเพื่อนสาวดังลั่น
“ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเ้ายอมจูบปากพวกขี้เมาแบบนี้ไปได้อย่างไร อุบาทว์ที่สุด” โครนอสว่าพลางทำท่าแขยง
“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าข้าไม่ได้จูบ ข้าแค่สูบไอิญญาเฉยๆ น่ะ” อะโพรไดท์เถียงแต่ปากก็ยังสาละวนกับการสูบไอิญญาจากร่างของบ่าวหนุ่มจนร่างกายแห้งเป็ซากศพหนังติดกระดูก
“ไปกันได้แล้ว เรามีจุดที่น่าสงสัยที่ต้องไปอีกหลายที่”
“แต่ข้ายังไม่อิ่มเลยอ่ะโครนอส” อะโพรไดท์บ่นอุบ
“งานนี้ เ้าได้สูบไอิญญาจนจุใจแน่ๆ”
……………………………………..
เมธาวีลืมตาขึ้น นัยย์ตาสีเทาไร้แววตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีฟ้าน้ำทะเลสวยงามเช่นเดิม
“ข้าพบต้นเหตุของศพทั้ง 2 แล้วค่ะมาสเตอร์”
===========
FYI
ข้อมูลแนะนำในตอนนี้นะคะ
1. เวทย์อดีตา เป็เวทย์ของเมธาวี โดยการร่ายมนต์ “ร่างกายของข้า ััของเ้า เ้าจงเป็ทางผ่าน จงเป็สะพานให้ข้าไปสู่อดีตกาลของเ้าเถิด” ขณะััผู้คน สัตว์ ที่อาจจะมีชีวิต หรือตายแล้วเพื่อย้อนไปในเหตุการณ์อดีตในระยะเวลาสั้นด้วยเหตุการณ์เสมือนจริง