สาเหตุหลักเป็นเพราะหมูอบหม้อดินเป็นอาหารที่ชาวปักกิ่งนิยมทานกันทั้งมณฑลเฮยคงมีแค่ไม่กี่คนที่ทำอาหารด้วยวิธีการนี้
“คืออย่างนี้ครับเธอคือจือชิงที่มาจากปักกิ่ง แต่ตอนนี้แต่งงานมาอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงแล้วจึงถือว่าเป็นคนของหมู่บ้านเรา ผมทราบว่าพวกท่านมาจากปักกิ่งจึงเชิญเธอมาทำอาหารเลี้ยงต้อนรับไม่ทราบว่ารสชาติอาหารถูกปากหรือเปล่าครับ”
อันที่จริงหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ไม่จำเป็นต้องถามเลยเพราะแค่ดูจากสีหน้าของแต่ละคนก็รู้แล้วว่าพวกเขารับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ผู้อำนวยการซุนยังเอ่ยชมไม่ขาดปาก
สวีจือชิงช่วยพวกเขาได้มากจริงๆ!
รองอธิบดีสวีได้ยินคำพูดของหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่แล้วนิ่งอึ้งไปสักพัก
คนที่ทำอาหารคงไม่ใช่คนที่เขาอยากเจอหรอกนะ?
แต่ไม่ทันไรเขาก็ปฏิเสธความคิดนี้ของตัวเอง
น้องสาวของเขาไม่เคยทำงานบ้านเลยตั้งแต่เล็กจนโตจะทำอาหารที่อร่อยขนาดนี้ได้อย่างไร
หลังมื้ออาหารพวกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ก็ตามเหล่าข้าราชการระดับสูงไปสำรวจพื้นที่
สวีหว่านหนิงล้างจานชามเสร็จเรียบร้อยเมื่อเห็นว่าไม่มีธุระของตนแล้วจึงเตรียมตัวกลับบ้าน
เธอเพิ่งออกจากสำนักงานฝ่ายคณะใหญ่ก็มีคนปาผักกาดเน่าใส่เธอ
สมองของเธอยังไม่ทันประมวลผลแต่ร่างกายก้าวถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อหลบการโจมตีโดยอัตโนมัติ
“สวีจือชิงฉันก็แค่พูดไม่เข้าหูเธอ เธอถึงกับเล่นงานหลานฉันเชียวหรือเธอก็เป็นแม่คนเหมือนกัน ทำไมถึงใจไม้ไส้ระกำขนาดนี้?”
สวีหว่านหนิงขมวดคิ้วมองป้าจางที่กำลังยืนเท้าเอวชี้หน้าด่ากราดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ป้าจาง คนเราพูดอะไรต้องมีหลักฐานฉันไปเล่นงานหลานป้าตอนไหนคะ ปรักปรำกันแบบนี้ฉันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจได้นะ!”
“ถุย!”ป้าจางถ่มน้ำลายลงพื้น “อย่าเอะอะก็เอาตำรวจมาขู่ฉันแน่จริงก็ไปแจ้งความ ฉันจะรอดู ว่าตำรวจจะจับตัวใครกันแน่”
“คนบ้านเหล่าจางเธอมาถึงก็ปาผักกาดขาวใส่สวีจือชิง ไม่ยอมอธิบายว่าหลานเธอเป็นอะไรกันแน่แล้วพวกเราจะตัดสินถูกผิดได้อย่างไร!”
“นั่นน่ะสิถ้าอยากกล่าวหาสวีจือชิงก็ควรเล่าต้นสายปลายเหตุให้ชัดเจนจะอาศัยแค่ลมปากปรักปรำสวีจือชิงได้อย่างไรเล่า”
ป้าจางนึกไม่ถึงว่าทุกคนไม่เพียงไม่เข้าข้างเธอ ทั้งยังช่วยพูดแทนสวีหว่านหนิงด้วยมันทำให้เธอเดือดจัด
เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะ“ใครใช้ให้เธอเอาอาหารให้หลานฉันกินชิวเฟินกับเถี่ยตั้นกินเห็ดกับไก่ที่เธอให้มาจนท้องเสียไม่ว่า แถมยังอาเจียนไม่หยุดด้วย!”
“บ้านพวกเธอก็มีเด็กกินอาหารที่สวีจือชิงให้เหมือนกันใช่ไหมทำไมยังช่วยพูดแทนเธออีกเล่าไม่กลัวว่าคนต่อไปที่จะโชคร้ายคือลูกหลานตัวเองบ้างเหรอ!”
ครั้งนี้ป้าจางทำสำเร็จดึงความสนใจจากพวกป้าๆ ในหมู่บ้านมาอยู่ที่ตัวเองได้ทั้งหมด
“อายุปูนนี้แล้วหลานตัวเองไม่สบายแล้วยังคิดจะโทษสวีจือชิงอีกหรือ?เด็กบ้านฉันก็กินไปเหมือนกัน แต่ก็เห็นยังร่าเริงสดใสดี ไม่มีปัญหาสักนิด!”
“นั่นน่ะสิหุบปากไม่เป็นมงคลของเธอเสียเถิด หลานฉันก็ยังแข็งแรงดี!”
“เมื่อวานมีเด็กตั้งหลายคนกินอาหารของสวีจือชิงทุกคนล้วนสบายดี มีแต่หลานเธอที่มีปัญหา ฉันว่ามันคงเป็นกรรมตามสนองละมั้ง!”
ปกติป้าจางเป็นคนจิตใจคับแคบเพราะลูกชายได้ทำงานในตัวเมือง เธอจึงทำตัวกร่างในหมู่บ้านเป็นประจำพวกชาวบ้านเหม็นหน้าเธอมานานมากแล้ว
แต่เพราะเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันและไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งอะไรมากมาย ทุกคนจึงยอมลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง
แต่ตอนนี้ป้าจางเป็นคนยื่นมีดใส่มือคนอื่นเองจึงไม่แปลกที่จะถูกรุมต่อว่า
สวีหว่านหนิงเข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้ว
เมื่อวานเด็กมือสกปรกสองคนนั้นคงจะเป็นหลานของป้าจางสินะ
กะแล้วว่าใช้มือที่สกปรกขนาดนั้นหยิบอาหารจะต้องท้องเสีย
“พวกเธอหุบปากซะ!” ป้าจางคำรามเสียงดัง ทำเอาคนที่อยู่ใกล้เธอมากที่สุดพากันปิดปากสนิท
เธอจ้องหน้าสวีหว่านหนิงพลางกัดฟันกรอด“ฉันไม่สน หลานฉันกินอาหารของเธอถึงไม่สบาย เธอจะต้องจ่ายเงินชดใช้ให้ฉัน!ถ้าไม่จ่ายเรื่องนี้ไม่จบแน่!”
“งั้นหรือคะ?” สวีหว่านหนิงเลิกคิ้ว “ขอแค่วันนี้ฉันยอมรับปากป้าต่อไปถ้าหลานของป้าปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ขึ้นมา ก็คงมาขอเงินจากฉันอีกหรือเปล่าฉันจะขาดทุนไหมคะนี่”
ป้าจางถูกพูดแทงใจดำเธอนิ่งเงียบไปนาน ก่อนเอ่ย “เอาเป็นว่าเดิมทีเรื่องนี้เธอก็เป็นฝ่ายผิด!”
“อ้อใช่ค่ะใช่ ฉันหวังดีอยากให้พวกเด็กๆ ได้กินของอร่อย ฉันผิดเอง”
สวีหว่านหนิงพูดจากวนประสาททำเอาป้าจางไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“ยังไงก็ตามแต่พวกเด็กๆ ไม่รู้เรื่องด้วย รีบพาไปส่งโรงพยาบาลก่อนเถอะค่ะเท่าที่ฟังจากน้ำเสียงของป้าจาง อาการของเด็กสองคนคงหนักใช่ย่อยสถานีอนามัยน่าจะรักษาไม่ได้ ควรพาไปส่งโรงพยาบาลประจำตำบล”
ป้าจางทำสีหน้าดีใจ
ขอแค่สวีหว่านหนิงยอมพาหลานของเธอไปโรงพยาบาลเธอก็จะมีข้ออ้างเรียกร้องเงินชดเชย!
ลูกชายของเธอบอกแล้วว่าจะต้องขอค่าทำขวัญให้มากหน่อย
คุณป้าที่อายุมากแล้วคนหนึ่งกระตุกเสื้อสวีหว่านหนิงพลางกระซิบเตือนว่า “สวีจือชิง ยายแก่คนนี้อยากจะขูดรีดเธอทำไมถึงยังกระโจนลงหลุมกับดักเองอีกล่ะ”
ขอแค่พวกเธอยืนข้างเดียวกับสวีจือชิงคนแซ่จางแน่มาจากไหนก็ไม่มีทางขูดรีดสวีจือชิงได้
แต่สวีจือชิงกลับไม่เข้าใจดันติดกับดักอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น
เด็กในเมืองช่างไร้เดียงสาเสียจริง!
ทว่าป้าจางไม่คิดจะพลาดโอกาสนี้เธอรีบกล่าวทันทีว่า “เธอพูดเองนะ ห้ามเปลี่ยนใจภายหลังล่ะ!”
“ฉันจะเปลี่ยนใจทำไมคะ” สวีหว่านหนิงตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน “อีกอย่างจะต้องให้หมอตรวจอย่างละเอียดดูสิว่าหลานสองคนของป้าท้องเสียและอาเจียนเพราะสาเหตุอะไร ถ้าเป็นเพราะกินอาหารของฉันฉันจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลให้”
“แน่นอนว่าถ้าผลการตรวจออกมาว่า มันไม่เกี่ยวกับอาหารของฉัน เงินค่ารักษาพยาบาลป้าต้องเป็นคนจ่ายเอง”
“สาธยายมาตั้งนานสุดท้ายก็ไม่อยากจ่ายเงิน!”
สวีหว่านหนิงแบมือยักไหล่“ป้าเห็นฉันดูโง่มากหรือคะ แค่ป้าอ้าปากขอเงิน ฉันก็ต้องให้เงินกับป้า?”
“ไม่กลัวฉันไปแจ้งความจับเธอหรือไง?”
“เชิญตามสบายค่ะสหายตำรวจจะได้มาดูสิว่า ใครกันแน่ที่พูดจาไร้เหตุผล!”
จู่ๆป้าจางก็รู้สึกว่า ฝีปากของเธอที่เคยด่าคนทั้งหมู่บ้านได้อย่างสบายๆกลับต่อกรกับสวีหว่านหนิงไม่ไหว
ลูกชายเธอบอกแล้วว่าแค่เอาตำรวจมาอ้าง สวีจือชิงก็จะยอมทำตามคำสั่ง
แต่ทำไมมันไม่เหมือนแผนการที่พวกเธอวางไว้เลยสักนิด?
ตอนนี้สวีหว่านหนิงไม่รีบร้อนกลับบ้านอีกแล้วเธอมองป้าจางที่กำลังทำสีหน้าสับสนพลางยิ้มกว้าง “ป้าจางยังอยากไปโรงพยาบาลไหมคะ ฉันเกรงว่าเดี๋ยวหลานๆ ของป้าจะหายดีเสียก่อนแล้วป้าจะหมดข้ออ้างในการรีดไถฉันนะคะ”
สวีหว่านหนิงพูดคำว่ารีดไถออกมาอย่างเปิดเผย