เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 45 บรรยากาศอึมครึม

            บรรยากาศอึมครึมในตระกูลหลิงยังคงดำเนินต่อไป

            รุ่งเช้า ขณะที่อู๋อู๋ซ่อนตัวอยู่ชั้นบนเพื่อสนทนากับโจวกุ้ยฮวา  หลิงจื้อเฉิงก็กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟาในห้องรับแขก

            ท่าทีของหลิงจื้อเฉิงขาดชีวิตชีวาต่างจากสัปดาห์ก่อน ดวงตาของเขาในวันนี้แดงก่ำหนวดเคราไม่โกน หมดสภาพทั้งภายในและภายนอก

            หลิงจื้อเฉิงเป็นคนกลุ่มแรกในยุค 90 ที่หันมายึดอาชีพค้าขาย เหตุผลนั้นก็ง่ายมากเขาทำเพื่อให้อู๋อู๋มีชีวิตที่ดี เมื่อใกล้เข้าปีที่สิบอาศัยนโยบายในประเทศที่เอื้ออำนวย รวมถึงความพยายามอย่างไม่ลดละในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ

            โรงแรมหลิงกวงซึ่งอยู่ใจกลางเมืองถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพของเขาขอเพียงสามารถยื่นเรื่องขอเป็นโรงแรมห้าดาวธุรกิจของเขาก็จะก้าวหน้ามากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            แต่กลับเกิดข้อผิดพลาดในช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุด

            หลายวันมานี้เขาแทบไม่ได้นอน เร่งแก้ไขตามข้อเสนอของทางมณฑลและหารือกับลูกน้องเรื่องแผนงาน รวมแล้วสองสามวันมานี้นอนไม่ถึงหกชั่วโมงด้วยซ้ำ

            และในเวลานี้เมื่อเขาอ่านหนังสือพิมพ์

            หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว อวี๋หรงกรุ๊ปเข้ายึดพื้นที่ใจกลางเมืองแล้ว

            หลายปีมานี้ตระกูลอวี๋คือศัตรูคู่อาฆาตของเขาแค่คิดก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการที่ผืนนี้ไปทำอะไร

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลิงจื้อเฉิงก็หัวแทบระเบิด

            เขาอดคิดไม่ได้ว่าประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือซูอิน

            ขณะนั้นเองอู๋อู๋ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็เดินลงมาโดยพยายามซ่อนใบหน้าที่หม่นหมอง

            หลิงเมิ่งซึ่งนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะอาหารรีบเงยหน้าสีหน้าซับซ้อนที่มองอู๋อู๋เปลี่ยนเป็นปีติยินดีผสมกันอย่างลงตัว

            “อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณแม่”

            “อรุณสวัสดิ์”

            อู๋อู๋ตอบกลับแบบขอไปทีหากเป็นเมื่อก่อนเธอคงดูออกว่าหลิงเมิ่งอารมณ์ไม่ดีแต่ในตอนนี้เธอเองก็อารมณ์เสียกับเรื่องงานที่มีปัญหาจนไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องอื่น

            หลิงจื้อเฉิงวางหนังสือพิมพ์แล้วมองอู๋อู๋ “อรุณสวัสดิ์ ทางอินอิน…”

            อู๋อู๋ขมวดคิ้ว

            วันนั้นหลิงเมิ่งกลับมาและเห็นน้ำนองในบ้านจึงถามด้วยความแปลกใจอู๋อู๋ที่อารมณ์ไม่ดีจึงเหมาว่าการที่บุตรสาวของเธอต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากมาตลอดสิบหกปีทั้งหมดเป็นเพราะซูอินความเกลียดชังจึงก่อตัวเพิ่มขึ้น รวมกับสิ่งที่หลิงเมิ่งเจอหลายต่อหลายครั้งเมื่อไม่นานมานี้พฤติกรรมต่อต้านและดื้อรั้นของซูอินทำให้ความเกลียดชังของเธอที่มีต่อซูอินมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

            “เมื่อวานตอนเช้าที่พวกเราไปโรงเรียนมัธยมทดลองสิ่งที่เธอพูดตอนอยู่หน้าโรงเรียน คุณก็ได้ยินหมดแล้วนี่ ตอนนี้คุณยังอยากให้เธอกลับมาอีกหรือ”

            “สมมุติว่านั่นเป็นเรื่องจริง…”

            “ไม่มีการสมมุติอะไรทั้งนั้น!”

            เรื่องที่ช่วยชีวิตคนเป็นเพียงความเข้าใจผิด หลายวันมานี้หลิงจื้อเฉิงได้ตรวจสอบดูแล้วพบว่าเด็กที่จมน้ำและได้รับการช่วยเหลือเป็นเพียงเด็กธรรมดาแต่สิ่งนี้ไม่ทำให้เขาคลายสงสัย ปกติตัวตนของสมาชิกในครอบครัวถือเป็นความลับสุดยอดจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะปลอมประวัติเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

            อย่างไรก็ตามการที่ครอบครัวของเขาเลี้ยงดูซูอินโดยให้มีที่พักอาศัยอาหารการกินไม่ขาด แล้วยังไงล่ะ

            การอยู่ในวงการธุรกิจมาหลายปีทำให้หลิงจื้อเฉิงเข้าใจความหมายของคำว่าความละเอียดอ่อน สุขุมรอบคอบ จึงกุมเรือหมื่นปีได้อย่างลึกซึ้ง

            แต่เห็นได้ชัดว่าอู๋อู๋กำลังทำตัวไม่มีเหตุผลหลิงจื้อเฉิงตามใจภรรยามาตลอด ในตอนนี้เขาจึงทำได้เพียงยอมโอนอ่อน

            “อันที่จริงพวกเราเลี้ยงเธอมาตั้งสิบหกปี ตอนนี้ต้องไปอยู่ข้างถนนไม่มีบ้านให้กลับ อู๋อู๋ เมืองผิงกว้างใหญ่ คนที่ติดต่อกับพวกเราก็มีแต่คนมีหน้ามีตาหากพวกเขารู้ ลับหลังจะมองครอบครัวเรายังไง”

            อู๋อู๋เป็นพวกรักษาหน้าตา คำพูดนี้จึงแทงจุดสำคัญได้ตรงเผง

            ขณะที่เธอกำลังจะขยับหางตาก็หันไปเห็นแววตาที่ไม่อยากเชื่อของหลิงเมิ่งรวมถึงรอบดวงตาข้างขวาที่เขียวช้ำซึ่งยังไม่หายดี

            อาการบาดเจ็บนี้เกิดจากที่เมื่อวานเธออารมณ์ไม่ดีจนโยนแก้วแตก

            เมื่ออินอินไปจากที่นี่แล้ว คนที่มีความสุขที่สุดก็คือเมิ่งเมิ่งอู๋อู๋ไม่คิดว่าบุตรสาวของเธอใจแคบ เพราะหากเป็นเธอที่ต้องเจอเรื่องเช่นนี้ก็คงอดไม่ได้ที่จะไล่เด็กร้ายกาจที่ครองรังนกกางเขนออกไป แต่นี่ไม่ถึงสองวันพวกเขาก็จะไปรับตัวอินอินกลับมา เมิ่งเมิ่งจะรู้สึกเสียใจมากแค่ไหน

            “เธออยากไปเองนี่ โทษพวกเราไม่ได้ คนอื่นอยากพูดอะไรก็ช่าง!”

            เมื่อพูดไปแล้ว อู๋อู๋ก็ไม่สนใจกินอาหารเช้าเธอเดินไปเปลี่ยนรองเท้าและออกจากบ้านทันทีโดยกระแทกประตูคุณภาพดีที่นำเข้าจากเยอรมนีจนทำให้คฤหาสน์ทั้งหลังสั่นสะเทือน

            “เฮ้อ~”

            หลิงจื้อเฉิงถอนหายใจยาว วางหนังสือพิมพ์แล้วลุกขึ้น

            เหลือเพียงหลิงเมิ่งที่อยู่ในคฤหาสน์เธอกรองใจความที่ได้ฟังเมื่อครู่

            เมื่อวานพ่อกับแม่ไปหาซูอินเพื่อขอให้เธอกลับมางั้นหรือ

            ซูอินไม่ยอมกลับ แต่คุณพ่อยังคงไม่ยอมลดละ

            เมื่อได้รู้สองประเด็นนี้ความสุขของเธอที่ซูอินออกจากบ้านหลังนี้ก็หายไป

            ทั้งที่รู้ว่าที่พวกเขาทำไปเพราะมีเหตุผลแต่ในหัวของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับประโยคที่ว่า “อันที่จริงพวกเราเลี้ยงเธอมาตั้งสิบหกปี”

            สิบหกปี…ความเกลียดชังแวบขึ้นมาในดวงตาข้างขวาของเธอที่มีรอยช้ำทันที

            แก้วนมอยู่ในมือ เธอยกขึ้นดื่ม แต่วินาทีที่ไหลลงคอ

            “ร้อน…”

            เธอหันไปทางห้องครัวด้วยดวงตาเบิกกว้างเช่นเดียวกับแววตาชั่วร้ายของอู๋อู๋คุณแม่เคยบอกว่าถึงซูอินจะอยู่ที่นี่ต่อ แต่ก็ไม่มีทางได้รับสิ่งต่างๆแบบเดียวกับที่เธอได้ กินอยู่ที่บ้านของพวกเธอ ก็ต้องทำงานหนักตอบแทน

            ต้องทำงาน….คงเหมือนกับป้าสวี่สินะ

            ประตูครัวแง้มไว้เล็กน้อย มองไม่ออกว่าใครอยู่ข้างในหลิงเมิ่งจินตนาการว่าคนที่กำลังง่วนอยู่ด้านในคือซูอิน

            “ทำอะไรให้กินเนี่ย ยังร้อนอยู่แบบนี้ก็ยกมาได้ ไม่มีสมองเหรอ การที่ครอบครัวของเราให้อาหาร ให้เงินใช้ เพื่อจะให้เธอเอาของร้อนๆแบบนี้มาให้ฉันงั้นหรือ!”

            ป้าสวี่รีบออกมา แม้ว่าตอนที่ยกไปเสิร์ฟเธอจะเตือนแล้วว่าร้อนให้ดื่มหลังจากกินข้าวเสร็จ แต่ในเมื่อรับเงินจากพวกเขาจะแบกรับความผิดสักหน่อยคงไม่เป็นไร เธอจึงรีบก้มศีรษะขอโทษ

            เมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่มีความคล้ายคลึงกับซูอินเลยสักนิดหลิงเมิ่งก็รู้สึกผิดหวัง

            อีกด้านหนึ่ง อู๋อู๋รีบเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยจิตใจฮึกเหิม

            แววตาประหลาดใจของเพื่อนร่วมงานที่มองเธอรวมถึงเสียงซุบซิบนินทาลับหลังยิ่งกระตุ้นไม่ให้เธอเดินเข้าไปในห้องเปลี่ยนชุดแต่กลับเดินตรงไปที่ห้องจ่ายยาชั้นหนึ่งของห้องโถงใหญ่

            “ได้ยินว่าพวกเธอยังไม่ได้รับการยินยอมจากฉันแต่หักเงินส่วนตัวจากบัญชีกองทุนสำรองค่ารักษาพยาบาลของฉันงั้นหรือ”

            พนักงานประจำทุกคนของโรงพยาบาลมีประกันสุขภาพและมีอัตราการเบิกจ่ายค่อนข้างสูงอย่างไรก็ตามหลายครอบครัวที่มีรายได้ทางเดียวมักจะมีเงินออมไม่มากพอเมื่อเผชิญกับโรคร้ายจึงไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลล่วงหน้าคณบดีเข้าใจเรื่องนี้ดีจึงจัดตั้งบัญชีกองทุนสำรองค่าสำหรับรักษาพยาบาลให้พนักงานทุกคน โดยมีปัจจัยต่างๆไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง ค่าประกันสุขภาพที่แบ่งเป็นหลายเกรดแต่ละเกรดมีจำนวนค่าใช้จ่ายที่แน่นอน

            นี่คือสิทธิพิเศษในโรงพยาบาลประชาชนประจำเมือง แม้ว่าจะไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบแต่บัญชีสนับสนุนนั้นก็ไม่ได้สร้างผลกระทบ จึงไม่มีใครใส่ใจนัก

            อู๋อู๋ทำงานที่โรงพยาบาลมาหลายปีแน่นอนว่าเธอมีบัญชีเช่นนี้เหมือนกันเมื่อนึกถึงสิ่งที่โจวกุ้ยฮวาบอกทางโทรศัพท์ว่าเพื่อนร่วมงานเหล่านี้พูดว่าร้ายอะไรเธอลับหลังบ้างอู๋อู๋ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ในเมื่อจับได้แล้วแน่นอนว่าเธอต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้เพื่อเขย่าภูเขาข่มขวัญเสือ[1]

            “เงินของฉันหายไปโดยที่ตัวเองไม่รู้ พวกเธอทำชั่วอย่างไม่ละอายเกินไปหรือเปล่าฉันจะไปหาท่านคณบดีเพื่อตัดสินว่าใครถูกใครผิด”

            พยาบาลที่เข้ากะในห้องจ่ายยาตอนนี้ไม่ใช่นางพยาบาลชุดเดียวกับเมื่อคืนแต่หลังจากที่เข้างานก็ได้ยินเรื่องนี้ ทีแรกพวกเธอต้องการอธิบายครั้นเห็นท่าทีเย่อหยิ่งของอู๋อู๋และนึกถึงความผยองของอีกฝ่ายที่หลายปีมานี้ตระกูลหลิงทำเงินมหาศาลนางพยาบาลจึงบอกด้วยท่าทีเบื่อหน่าย

            “เอาสิ ไปหาเลยค่ะ”

             

    -----------------------------------------------------------------------------

    [1] เขย่าภูเขาข่มขวัญเสือหมายถึง จงใจทำเพื่อตักเตือน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน