ตอนที่ 23: เสียงคำรามแห่งป่าคอนกรีต และด่านทดสอบแห่งทรมาน
- การออกเดินทาง และกับดักแมงมุมกลายพันธุ์ -
เสียงลมมิติอันแห้งแล้งพัดผ่านช่องว่างระหว่างตึกสูงเอียงกระเท่เร่ดัง หวีด... หวีด... สายลมนั้นพาเอาละอองเถ้าถ่านและเศษซิลิคอนสีเทาฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ บรรยากาศยามเช้าใต้ดวงจันทร์สามดวงที่เริ่มทอแสงสีม่วงจางๆ ชวนให้รู้สึกอึดอัดและกดดันจนหายใจไม่สะดวก
ที่หน้าทางออกใต้ดินของซากห้างสรรพสินค้าร้าง น้ำมนต์ โมนา และผู้กองเดช พร้อมด้วยกองกำลังหน่วยรบพิเศษ ศป.ม. อีกแปดนาย กำลังเคลื่อนขบวนลัดเลาะไปตามซากรถยนต์ไฟไหม้กลางเขตป่าคอนกรีต
ทว่า... เมื่อขบวนเดินทางลัดเลาะมาถึงสี่แยกใหญ่ สัญชาตญาณอาคมของน้ำมนต์ก็กระตุกวูบ! รอยสักยันต์เกราะเพชรบนอกแผ่ความร้อนวาบ!
"ทุกคนหยุด! ข้างบนมีบางอย่าง!" น้ำมนต์ะโเตือนเสียงลั่น!
ตู้มมมมมมมม!
ร่างของ 'ฝูงไซบอร์กแมงมุมกลายพันธุ์' สัตว์อสูรระดับ 4 ขนาดั์ตัวเท่ารถยนต์นับสิบตัว ทิ้งตัวลงมาจากยอดตึกสูงลงมาล้อมรอบขบวนเดินทางไว้ทุกทิศทาง! ขาสตีลเหล็กกล้าแปดข้างแหลมคมเหมือนหอก ปากโลหะพ่นน้ำยาพิษกรดสีเขียวไหลหยดลงบนพื้นปูนจนส่งเสียง ซู่... ซู่! เกิดควันพิษกัดกร่อนพุ่งกระจาย!
"กระจายกำลัง! ยิงทำลายข้อต่อขาพวกมัน!" ผู้กองเดชออกคำสั่งพร้อมรัวปืนไมโครมานาใส่แมงมุมอสูรทันที! ปัง! ปัง! ปัง!
โมนาปลดล็อกพลังสปีด 50 เท่า! ร่างของเธอวาร์ปกลายเป็เงาสีเขียววิ่งไต่ขึ้นไปบนซากรถบัส ะโหมุนตัวกลางอากาศใช้หมัดนาโนชกเข้าที่กลางกระโหลกโลหะของแมงมุมอสูรเต็มแรง! เปรี้ยง! คลื่นอัดอากาศบวกกับสปีดทำลายกลไกสมองไซเบอร์ของมันจนะเิหัวขาดกระเด็น!
ทางฝั่งน้ำมนต์ เขาชักดาบพลาสม่าออกจากฝัก รวบรวมสมาธิบริกรรมคาถาอาคมสายขาว!
"โอม สิทธิการิยะ... อัคคีธาตุสยบศัตรู!"
แสงสีทองจากยันต์เสือเหลียวหลังสว่างวาบขึ้นทั่วร่าง! น้ำมนต์ใช้ออกด้วยแม่ไม้มวยไทย 'นาคาบิดหาง' หมุนตัวตวัดดาบพลาสม่าอาคมเป็วงกลมตัดขามันทั้งสี่ข้างของแมงมุมอสูรที่พุ่งเข้ามาฉมวกจนขาดสะบั้น! ฉับ! ฉับ! ฉับ! กระแสไฟพลาสม่าผสานอาคมไหลสวนกลับเข้าลัดวงจรชีวภาพภายในร่างของอสูรจนมันะเิตัว ตู้ม!
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดจนกระทั่งซากแมงมุมอสูรตัวสุดท้ายล้มลงทับซากปูนควันขึ้นฉุย...
- อุปสรรคซ้อนภัย และทรมานแห่งเส้นทาง -
ทว่า... ฝันร้ายแห่งป่าคอนกรีตกลับไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น!
"อย่าเพิ่งผ่อนคลาย!" ผู้กองเดชะโเตือน แต่ยังไม่ทันขาดคำ พื้นคอนกรีตเบื้องหน้าพวกเขาก็เริ่มส่งเสียง ครืน... ครืน... แผ่นดินปูนแตกทรุดตัวลงกลายเป็ 'หลุมทรายดูดแร่มิสริลกลายพันธุ์' ขนาดใหญ่!
"อ๊ะ!" ทหารนายหนึ่งเท้าจมลงไปในทรายโลหะสีม่วงที่สั่นระริกราวกับมีชีวิต ทรายแร่พวกนั้นพยายามสูดกลืนร่างของทหารลงไปใต้ดินอย่างรุนแรง!
"ยึดโครงเหล็กไว้!" น้ำมนต์ะโลั่น เขาสไลด์ตัวไปข้างหน้า ใช้ดาบพลาสม่าปักลงบนซากเสาคอนกรีต แล้วยื่นมือซ้ายที่พันผ้าดิบออกไปให้ทหารนายนั้นจับ "เกร็งตัวไว้! อย่าดิ้นครับ!"
โมนาใช้ออกด้วยสปีด 50 เท่า พุ่งตัวไปจับสายรัดเกราะหลังของทหารอีกคนไว้ ทั้งคู่ช่วยกันออกแรงดึงทหารฝ่าแรงสูดของทรายดูดโลหะขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก เืกำเดาของน้ำมนต์ไหลซึมออกมาจากการเค้นใช้สมาธิและกำลังกายอย่างหนัก
ยังไม่ทันได้หายใจตากฝุ่น... เหนือท้องฟ้าสีแดงฉาน เมฆพิษสีม่วงก็ตั้งเค้า ลมพัดกระโชกแรงพร้อมกับ 'พายุฝนสายฟ้ากรด' ที่เริ่มเทกระหน่ำลงมา!
ซ่าาาาาา! เปรี๊ยะ! เปรี้ยง!
หยาดฝนกรดกัดกร่อนแผ่นเกราะทหารจนส่งเสียง ซู่... ซู่! กระแสไฟสถิตจากพายุะเิลงบนซากตึกรอบทิศทาง เศษกระจกและอิฐปูนหล่นกราวลงมาเหมือนห่าฝน!
"หลบเข้าไปในอุโมงค์รถไฟใต้ดินข้างหน้าเร็ว!" ผู้กองเดชแบกทหารที่าเ็ะโสั่ง
น้ำมนต์ โมนา และทหารที่เหลือ ต้องวิ่งฝ่าพายุฝนกรดและสายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็ระยะ ทั้งคู่นอนหลบภัยอยู่ในซากอุโมงค์รถไฟใต้ดินที่มืดมิดและเปียกชื้น ร่างกายบอบช้ำ เืไหลซึมตามาแ คราบเขม่าดำและรอยแผลไหม้จากฝนกรดเกรอะกรังไปทั่วทั้งตัว สภาพไม่ต่างอะไรกับคนที่ผ่านนรกมาร้อยเอ็ดเอ็ดด่าน!
"ไอ้พวกอสูรพวกนี้มันไม่ได้บุกสุ่มสี่สุ่มห้า..." เอเต้ฉายภาพสแกนรหัสสัญญาณคลื่นมานาในมโนภาพของน้ำมนต์ "มีสัญญาณควบคุมความถี่สูงสั่งการมาจากนอกมิติ! มีใครบางคนกำลังบงการพายุและฝูงอสูรเพื่อถ่วงเวลาพวกแก!"
- สายใยความทรยศ และการเตรียมพร้อมศึกใหญ่ -
ตัดสลับมาทางด้านฝั่งโลกภายนอก — ณ ห้องลับใต้ดินคฤหาสน์หรู ย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร...
ภาพโฮโลแกรมการต่อสู้สะบักสะบอมของน้ำมนต์และโมนาในอุโมงค์ร้าง ฉายชัดอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เมนเฟรม
'ท่านมนตรี' ชายชุดสูทผู้มีั์ตาสีแดงฉาน วางกริชขอมโบราณสลักยันต์ดำลงบนโต๊ะ เขายิ้มเหี้ยมเกรียมมองดูผลงานพายุฝนกรดและหลุมทรายดูดที่เขาสั่งการผ่านแผงควบคุมมานา
"หึ... อึดถึกทนดีนี่ไอ้เด็กวัด" ท่านมนตรีหัวเราะในคอ "แต่มันผ่านป่าคอนกรีตมาได้แค่นี้ สภาพก็กรอบเป็ข้าวเกรียบแล้ว!"
วิศรุต สมุนมือขวาในชุดเกราะสีดำทองก้าวเข้ามาข้างกาย "ปล่อยให้พวกมันกระหน่ำฝ่าไปถึงปากทางเข้าหุบเขากลลวงเลยไหมครับท่าน?"
"ปล่อยมันไป..." ท่านมนตรีสั่งการเสียงเย็น "สั่งให้ 'กอร์กอนไซเบอร์' อสูรระดับ 6 เฝ้าปากทางเข้าไว้... เมื่อพวกมันย่างก้าวเข้าหุบเขาเมื่อไหร่ บดขยี้พวกมันให้แหลกคามือ! ส่วนฝั่งสยามสแควร์... ปล่อยให้พวกทหารกับหลวงตาธรรมต้านทานไป อีกไม่นานค่ายกลยันต์อาคมข้างนอกนั่นก็จะสลายไปเอง!"
- ปากทางเข้าหุบเขากลลวง -
ตัดกลับมาภายในมิติต้องคำสาป...
พายุฝนกรดด้านนอกค่อยๆ ซาลง ขบวนเดินทางที่เหลือเพียงเจ็ดชีวิตค่อยๆ พยุงกันก้าวออกจากซากอุโมงค์ใต้ดิน เดินเท้าต่อมาอีกสี่ร้อยเมตร จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าปากทางเข้า 'หุบเขากลลวง'
สภาพเบื้องหน้าของพวกเขาคือช่องเขาหินโลหะสูงเสียดฟ้า ม่านหมอกสีม่วงหนาแน่นคล้ายคลื่นมายาทอดตัวยาวปกคลุมพื้นที่ไว้ทั้งหมด อากาศรอบๆ สั่นระริกด้วยแรงกดดันมหาศาล และมีเสียงขู่ขี่ประหลาดดังสะท้อนออกมาจากลึกในม่านหมอก
"หยุดเดิน!" เอเต้ร้องเตือนด้วยเสียงสั่นอย่างหวาดหวั่น จากความร้อนของการประมวลผลที่โอเวอร์โหลดเมื่อต้องประเมินอันตรายที่จะต้องเจอข้างหน้า "ฉันจับคลื่นพลังงานขนาดั์ได้ตรงปากช่องเขา... สัตว์อสูรระดับ 6 'กอร์กอนไซเบอร์' ตัวจริงกำลังหมกตัวรอพวกเราอยู่ในม่านหมอกนั่น!"
น้ำมนต์ก้าวออกมาข้างหน้า เขากระชับผ้าดิบพันมือขวาแน่น ั์ตาสีเข้มฉายแววสมาธิอันล้ำลึก รอยสักยันต์บนลำตัวเรืองแสงส้มทองสว่างจ้าท้าทายม่านหมอกพิษเบื้องหน้า
"ผู้กองเดชครับ... พักฟื้นพลังสมาธิห้านาที" น้ำมนต์พูดเสียงหนักแน่น ั์ตาสบมองโมนาที่ยืนประชิดข้างกาย "เพราะด่านต่อไป... เราจะบุกทะลวงฝ่ากอร์กอนไซเบอร์ ไปให้ถึงสถาบันวิจัยด้วยกัน!"