บทที่ 28 หยดเืเพื่อรับเป็นาย กลายเป็เื่ตลก
หนึ่งชั่วยามผ่านไป...
หลังจากที่หลี่กวนฉีสามารถฝึกฝนวิชากำลังภายในได้อย่างคล่องแคล่ว หลี่หนานถิงก็เดินออกจากห้องฝึกฝนไปอย่างเงียบ ๆ
อุปสรรคที่ยากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ที่เหลือเขาก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
ทันทีที่หลี่หนานถิงจากไป หลี่กวนฉีซึ่งกำลังฝึกฝนอยู่ก็ลืมตาขึ้นทันใด จากนั้นเขาก็หันไปมองหีบกระบี่ที่วางอยู่ข้างเท้าของเขา
หลี่กวนฉียกหีบกระบี่ขึ้น ตั้งตรง แล้วใช้สายตาจับจ้องมันอย่างละเอียด
สัตว์ประหลาดและอสูรที่สลักอยู่บนหีบกระบี่นี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต
แม้แต่ชื่อเสียงของมันก็ไม่เคยได้ยิน
ก่อนหน้านี้เขาเคยถามหลี่หนานถิงว่ารู้จักสัตว์อสูรเหล่านี้หรือไม่
แต่หลี่หนานถิงก็ตอบอย่างชัดเจนว่าสัตว์อสูรพวกนี้ไม่มีตัวตนจริง ๆ เป็เพียงจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้น
นอกจากสัตว์เทพสี่ตัวที่แกะสลักไว้นั้น แทบจะไม่มีสัตว์อสูรตัวใดที่สามารถหาความคล้ายคลึงได้ในบันทึกสัตว์อสูรของสำนักเลย
หลี่กวนฉีนั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าหีบกระบี่แล้วก้มหัวคำนับ
แต่รออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กหนุ่มที่ลุกขึ้นยืนด้วยความสงสัยพูดขึ้นว่า "หรือว่าจะไม่ใช่แบบนี้?"
"ในตำราภูมิศาสตร์โบราณไม่ได้บอกหรือว่า ของพวกนี้มักจะมีผู้าุโซ่อนตัวอยู่ข้างใน?"
หลี่กวนฉีเกาศีรษะแล้วเริ่มรู้สึกเครียด
เพราะเขารู้สึกว่า หีบกระบี่นี้ไม่ใช่ของธรรมดา
ในตอนที่เขาเลือกรากิญญา ในขณะที่อยู่ในค่ายกลที่ลู่คังเหนียนตั้งไว้ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เขารู้ดีว่าทำไมเขาถึงเลือกรากิญญาอัสนี
เพราะตอนนั้น เขารู้สึกถึงการเชื่อมโยงลึกลับบางอย่างที่บังคับให้เขาตัดสินใจเลือกรากิญญาอัสนีโดยไม่รู้ตัว
แม้กระทั่งในหอตำรา เขาก็มีโอกาสเลือกวิชาอื่นได้
แต่เพราะหีบกระบี่นี้เกิดการเคลื่อนไหวเล็กน้อย ทำให้เขาเลือกวิชาที่ไม่สมบูรณ์ที่ใช้อยู่ตอนนี้
หลี่กวนฉีเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาจึงกัดนิ้วให้เืไหลแล้วหยดลงบนหีบกระบี่
แต่หีบกระบี่ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
"หรือว่ามันไม่ใช่การหยดเืเพื่อรับเป็นาย?"
"ไม่ใช่สิ... ข้ารู้มาว่า ของวิเศษพวกนี้จำเป็ต้องใช้เืเพื่อรับเป็นายไม่ใช่หรือ..."
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็เผยสีหน้าเข้าใจขึ้นมาอย่างแจ่มแจ้ง
"ต้องเป็เพราะเืข้ายังไม่พอแน่ ๆ!"
ทันใดนั้น หลี่กวนฉีก็ใช้มีดกรีดข้อมือตัวเอง เืสด ๆ ไหลรินลงบนหีบกระบี่ราวกับสายน้ำ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร เมื่อหลี่หนานถิงเดินเข้ามาในห้องฝึกฝนเพื่อตรวจดูความก้าวหน้าของหลี่กวนฉี เขาก็เห็นภาพที่ทำให้เขาใอย่างมาก
เด็กหนุ่มนอนหมดสติอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดขาวจากการเสียเื ขณะที่หีบกระบี่เปรอะเปื้อนไปด้วยเืที่แห้งกรัง
หลี่หนานถิงหน้าซีดเผือด ดวงตาแฝงด้วยความตื่นตระหนก รีบเร่งไปดูอาการของเด็กหนุ่มทันที
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!! ทำไมถึงคิดสั้นไปกรีดข้อมือตัวเองแบบนี้!!"
"โอ๊ย… เ้าศิษย์โง่ของข้า เ้าไปเจอเื่อะไรมาถึงได้ทำแบบนี้!"
"โอ้แม่เ้า… นี่เ้าเสียเืไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย!"
หลี่หนานถิงรีบหยุดเืของหลี่กวนฉีทันที จากนั้นจึงหยิบขวดหยกสีแดงออกมาจากแหวนเก็บของ เขาเทยาหนึ่งเม็ดออกมาและหักครึ่งให้เด็กหนุ่มรับประทาน พร้อมส่งปราณิญญาช่วยให้ยาละลายและออกฤทธิ์ในร่างของหลี่กวนฉี
รุ่งเช้าของวันถัดมา หลี่กวนฉีค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างมึนงง เขายังคงรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย
เมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็พบกับใบหน้าของชายชราผู้มีท่าทางอ่อนโยนที่นั่งอยู่ข้างเตียงของตน
หลี่หนานถิงยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางลูบใบหน้าเล็กน้อยให้ดูมีความอ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเห็นเด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมา เขารีบยื่นแก้วน้ำให้ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"เอานี่… ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะ"
หลี่กวนฉีรับแก้วน้ำด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เขาดื่มน้ำอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
"เอ่อ…ท่านอาจารย์ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?"
หลี่หนานถิงครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงและกล่าวขึ้น
"กวนฉี ถึงแม้ว่าอาจารย์จะอยู่แค่ขอบเขตจินตาน แต่หากเ้ามีปัญหาอะไรต้องบอกอาจารย์นะ!"
"ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นหรอก ในสำนักกระบี่ต้าเซี่ยของเรา นอกเหนือจากท่านเ้าสำนักแล้ว ไม่ว่าเ้าจะเจอปัญหาอะไรมาก็ตาม อาจารย์สามารถช่วยเ้าเรียกร้องความเป็ธรรมได้เสมอ!"
"ดังนั้น… เ้าต้องอย่าคิดสั้นแบบนี้อีกนะ"
"เส้นทางการฝึกฝนของเ้าราบรื่นขนาดนี้ เหตุใดเ้าถึงคิดจะหาทางจบชีวิตตัวเองด้วย?"
"มานี่ บอกอาจารย์ซิ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
หลี่กวนฉีฟังคำพูดอันอ่อนโยนของชายชรา หัวใจของเขารู้สึกอบอุ่นเป็อย่างมาก แต่ในตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
แต่ตอนนี้เขาไม่กล้าบอกความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น...
จะให้บอกว่า ‘ข้าคิดว่าหีบกระบี่นี้ไม่ธรรมดา จึงลองหยดเืเผื่อมันรับข้าเป็นาย แต่ผลที่ได้คือข้าเสียเืมากเกินจนสลบไป?’
หลี่หนานถิงมองเด็กหนุ่มที่กำลังมีสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ด้วยความเข้าใจผิดว่าคู่กรณีอาจมีภูมิหลังหรือพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ จึงทำให้เขารู้สึกโกรธอย่างมาก
ปัง!
หลี่หนานถิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที สีหน้าเข้มขรึมและพูดด้วยเสียงเ็า "ไม่เป็ไร บอกข้ามา!"
"ข้าอยากเห็นนักว่าใครกล้ารังแกศิษย์ของข้าหลี่หนานถิง!"
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง...
เมื่อหลี่หนานถิงเดินออกจากบ้านพัก ดวงตาของเขาปิดสนิท พร้อมกับสีหน้าที่ทั้งขำและกลุ้มใจ
เมื่อหลี่กวนฉีเห็นท่าทางโกรธของหลี่หนานถิง เขาจึงยอมบอกความจริงในที่สุด
หลังจากนั้น ภายในบ้านพักของหลี่กวนฉีก็มีเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ที่มาคอยแวะเวียนขอกินข้าวกินน้ำอยู่เป็ประจำ
อวี๋ซุ่ยอันที่ซี่โครงหักไปสองซี่ หลังจากได้รู้ว่าหลี่กวนฉีสลบไปเพราะเสียเืมากเกิน นางทนเจ็บวิ่งลงจากเขามาเพื่อเยาะเย้ยเขาอย่างสะใจ
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ เ้าตาบอดนี่โง่ยิ่งกว่าข้าอีก!"
"โง่ชะมัดเลย! แค่เสียเืมากก็สลบไปซะแล้ว น่าอับอายจริง ๆ!"
หลี่กวนฉีไม่ได้สนใจคำพูดของเด็กสาว เขายังคงฝึกวิชาหมัดต่อไปอย่างเงียบ ๆ
นี่เป็เสาไม้ต้นที่สามที่เขาเปลี่ยนมาใช้แล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน หลี่กวนฉีไปที่หอตำราอีกครั้ง และสุ่มเลือกวิชากระบี่มาอีกหนึ่งชุด
ชื่อว่า 'กระบี่วิชชุฟ้าบัวมรกต'
กระบี่เหล็กในมือของเขา หลี่หนานถิงเป็คนช่วยเขารับมาจากหอสรรพาวุธ ซึ่งเป็อาวุธมาตรฐานที่ศิษย์ของสำนักกระบี่ต้าเซี่ยทุกคนได้รับ
แม้ว่าสำนักกระบี่ต้าเซี่ยจะเน้นการฝึกกระบี่เป็หลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในสำนักจะเหมาะสมกับการฝึกกระบี่ บางคนก็เลือกที่จะฝึกอาวุธชนิดอื่นแทน
ในสองวันที่ผ่านมานี้ หลี่กวนฉีได้สร้างความมั่นคงให้กับระดับการฝึกฝนขั้นแรกของตนแล้ว การโคจรพลังในร่างของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลี่หนานถิงเข้ามาตรวจดูหลายครั้ง และรู้สึกสบายใจเมื่อเห็นว่าหลี่กวนฉีไม่ได้ไปลองหยดเืใส่หีบกระบี่อีก
่นี้ หลี่กวนฉีแทบจะไม่ออกจากเรือนพักเลย ทุกวันเขาใช้เวลาฝึกกระบี่ แต่สิ่งที่เขาฝึกไม่ใช่วิชา ‘กระบี่วิชชุฟ้าบัวมรกต’ หากแต่เป็การฝึกท่าพื้นฐานของกระบี่ซ้ำไปซ้ำมา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลี่กวนฉีเข้าสู่สำนักกระบี่ต้าเซี่ยได้หนึ่งเดือนแล้ว
ใน่เวลานี้ ความเร็วในการทะลวงขอบเขตของหลี่กวนฉีเรียกได้ว่าเป็ประวัติศาสตร์ของสำนักกระบี่ต้าเซี่ย!
เพียงแค่หนึ่งเดือน หลี่กวนฉีสามารถทะลวงจากขอบเขตก่อปราณขั้นหนึ่งไปถึงขั้นห้าได้สำเร็จ!
ความเร็วเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของสำนักกระบี่ต้าเซี่ย
ไม่เพียงแค่หลี่กวนฉีที่โดดเด่น ยอดฝีมือจากยอดเขาอื่น ๆ อย่างเยี่ยเฟิงจากยอดเขาเทียนจิน ก็ทะลวงถึงขอบเขตก่อปราณขั้นสี่เมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน
ส่วนหลินตงจากยอดเขาเทียนถู่ ทะลวงถึงขอบเขตก่อปราณขั้นสามแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงขั้นสี่
แต่ถึงอย่างไร หลี่กวนฉีก็ยังคงนำหน้าของพวกเขาทั้งสอง เขายังคงเป็อันดับหนึ่งในกลุ่มศิษย์ใหม่ทั้งหมด
เด็กหนุ่มตาบอดคนนี้ได้รับการขนานนามจากทุกคนว่า ‘พี่ใหญ่’ ของรุ่น
เพราะเขาคือผู้ที่เก่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย!
ทุกครั้งที่เขาไปโรงอาหาร ทุกคนจะหลีกทางให้เขาโดยไม่ต้องพูดอะไร
ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ก็ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็ดวงดาวที่ทุกคนเทิดทูนและเคารพ
แต่ถึงอย่างนั้น...