เช้าวันต่อมา...ท้องฟ้าเปิดโล่งรับวันใหม่ด้วยอากาศอันแสนสดใส แว่วเสียงนกร้องจิ๊บๆดังกังวานมาตามสายลมดวงอาทิตย์ดวงโตค่อยๆโผล่พ้นขอบฟ้าสาดแสงแดดอุ่นสีเหลืองอ่อนๆลงบนหลังคาบ้านเรือนและอาคารสูงสายลมเอื่อยๆหอบเอาความสดชื่นมาเจือจางความมืดมิดของค่ำคืนที่ผ่านมา
ทว่า...ความอบอุ่นของสภาพอากาศกลับไม่ได้ซึมลึกเข้าไปในใจของเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย
ณโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา08:16 น.
หลังจากกิจกรรมเข้าแถวหน้าเสาธงสิ้นสุดลงเหล่านักเรียนในชุดเครื่องแบบต่างพากันแยกย้ายและส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลางสาวเท้าขึ้นอาคารเรียน
ริวเดินแยกทางจากนักเรียนเหล่านั้นออกไปอีกทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนของตัวเองอย่างไม่รีบร้อนอะไร
ขณะที่กำลังก้าวขาไปตามทางเดินหินอ่อนสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มช่างซ่อมบำรุงในชุดหมีสีกรมท่าที่ยังคงเดินวุ่นและขนย้ายอุปกรณ์กันอยู่รอบบริเวณโรงเรียนไม่ต่างจากวันก่อนๆแต่สิ่งเดียวที่เพิ่มเติมและสะดุดตาขึ้นมาในวันนี้คือโครงสร้างอาคารบางส่วนที่ถูกทาสีขาวใหม่จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ริวหยุดฝีเท้าลงนัยน์ตาสีเข้มจดจ้องภาพความเปลี่ยนแปลงตรงหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
คงใกล้ถึงเวลาแล้วสินะครับ…
ริวคิดในใจอย่างหนักอึ้งงานนิทรรศการที่จะจัดแบบโอเพนเฮ้าส์ที่ใกล้จะเริ่มขึ้นเต็มทีแล้ว ก่อนจะละสายตาจากกลุ่มช่างและสลัดความจมจ่อมนั้นทิ้งไปจากนั้นก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนของตนต่อ
ณ ห้องเรียนม.5/1
ริวเลื่อนเปิดประตูห้องเรียนก้าวเข้ามาบรรยากาศภายในห้องยังคงดูเป็นปกติดี แต่วันนี้เพื่อนในห้องดูบางหูบางตาไปบ้างส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะยังไม่ยอมขึ้นมาจากโรงอาหารด้านล่าง แต่เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวมากนักเขาเดินตรงไปยังโต๊ะประจำที่มุมห้อง
เขาวางกระเป๋านักเรียนไว้ด้านข้างเก้าอี้ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงเงียบๆมือข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าคาง สายตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังฝูงนกพิราบที่กำลังสยายปีกโบยบินอย่างเสรีอยู่บนผืนฟ้าอันกว้างไกล...ล่องลอยไปตามแรงลมโดยไม่มีพันธนาการใดๆมาฉุดรั้ง
ภาพตรงหน้าตอกย้ำเศษเสี้ยวความปรารถนาลึกๆในใจที่เขาเคยบอกกับตัวเองไว้เมื่อนานมาแล้ว
ถ้าเรื่องนี้จบลง...ผมก็จะได้เป็นอิสระเหมือนนกพวกนั้น
ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง...สถานการณ์ปัจจุบันที่เขายังไม่ใกล้แววว่าจะจบเลยสักนิดและเขากำลังดิ่งลึกลงไปในวังวนปริศนามากมายที่ยากจะถอนตัวนัยน์ตาคมคู่ที่เคยเรียบนิ่งหม่นแสงลงเล็กน้อยก่อนจะเบนสายตากลับเข้ามาภายในห้องเรียนอีกครั้ง
และทันทีที่หันกลับมา...สายตาของริวก็เห็นแนนโน๊ะที่นั่งนิ่งสงบอยู่ที่โต๊ะเรียนหน้าสุดของแถว เธอยังคงนั่งเหยียดหลังตรงมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนเขาเมื่อครู่
ริวเหลือบมองซ้ายขวาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเวลานี้ยังไม่มีเพื่อนคนอื่นเดินเข้ามาเพิ่มเขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปหาเธอ
เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะของเธอแนนโน๊ะค่อยๆหันใบหน้ากลับมาจากนอกหน้าต่าง นัยน์ตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาก่อนที่ริมฝีปากบางจะส่งยิ้มบางๆให้เธอแล้วพูดขึ้น
“สวัสดีตอนเช้าครับแนนโน๊ะ”ริวเป็นฝ่ายทักทายก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบๆ
แนนโน๊ะพยักหน้ารับ“อึ้ม เช่นกันค่ะริว”
ริวหันมองออกไปนอกหน้าต่าง“เช้านี้อากาศดีจังเลยนะครับ แดดก็ไม่ได้แรงมาก” เขาหันกลับเข้าสบตากับคนตรงหน้า“จะว่าไปแล้ว… ช่วงนี้คุณเป็นยังไงบ้าเหรอครับ”
“แนนโน๊ะก็ปกติดีค่ะริวละคะ”
“ผมก็…เหมือนเดิมแหละครับ มันก็ไม่ได้ดี แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”
แม้เขาจะตอบแบบนั้นแต่สมองยังคงฉายภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เขาได้เจอในโรงเรียนนี้ขึ้นมา แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องแย่ๆทั้งนั้นเลยทว่า…แนนโน๊ะก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พลางเท้าคางมองเขาด้วยสายตาจับผิด
“หืม เหมือนเดิมยังงั้นเหรอค่ะ…”เธอเงียบไปเสี้ยววิก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “แต่แนนโน๊ะว่า ริวพูดเก่งขึ้นต่างจากที่มาเรียนวันแรกที่มาเรียนมากเลยนะคะ”
ริวยกมือขึ้นเกลาท้ายทอยแห้เขิน“แฮ่ๆ ก็… ไม่ขนาดนั้นมั้งครับ”
เมื่อเห็นท่าทีของริวเธอก็ยิ้มบางๆให้เป็นรอยยิ้มที่ดูใส่ๆตามในแบบของเธอในทุกครั้ง ก่อนที่มันจะเลือนหายไปในเวลาไม่นาน
“แล้ว...แผนการหาตัวคนที่สั่งปิดคดีของริวไปถึงไหนแล้วล่ะคะ”
คำถามนั้นเปลี่ยนบรรยากาศที่สดใสเมื่อครู่หนักอึ้งขึ้นทันทีริวขบกรามเล็กน้อย แววตาคู่นั้นพันหล่นวูบลง เพราะไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะถามขึ้นมาแบบนี้ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่เบาลงก็น้อย
“ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหนเลยครับ…”
“แต่ก็รีบๆหน่อยนะคะเพราะเวลาอาจจะไม่ได้มีให้ริวนานขนาดนั้น”
ริวเบนสายตาขึ้นเหลือบมองหน้าอีกฝ่าย “ผม… รู้ครับ” เขาตอบเสียงเบา
“หืม แนนโน๊ะว่า…. มันก็น่าสนุกดีออกนะคะงานนิทรรศการวันภาษาไทยที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์เนี่ย” เธอพูดพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสบายใจ
“ไม่รู้เหมือนกันนะคะ...ว่าในลังที่ขนเข้ามาในโรงเรียนตอนนี้เนี่ย มันจะเป็นของตกแต่งทั้งหมดหรือเปล่านะ”
“แต่ที่แน่ๆ...แนนโน๊ะคิดว่ากลิ่นของดอกไม้ที่บานสะพรั่งไปทั่วโรงเรียนช่วงนี้ มันแรงกว่ากลิ่นฉุนของสารเคมีแน่เลยล่ะค่ะ”
คำว่า สารเคมีที่หลุดออกมาจากปากของแนนโน๊ะเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่แล่นปราดเข้าสู่สมองของริวทันทีภาพหน้าจอโทรศัพท์ลอยเด่นขึ้นมาในหัวปะติดปะต่อกันในหัวของเขา
“...”ริวยืนนิ่งสนิท ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกวูบ
สารเคมี... ในงานเทศกาลของโรงเรียนงั้นเหรอครับ…
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันทีมือที่แนบลำตัวอยู่กำแน่นจนสั่น เพราะมันก็คือเส้นต่อตรงเข้ากับเนื้อหาข่าวเก่าที่เขาเพิ่งอ่านไปเมื่อคืนนี้เองถึงอย่างงั้นเด็กหนุ่มก็พยายามปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุด ราวกับไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดนั้นก่อนจะหันมองออกไปด้านนอกหน้าต่างตามเธอ
“ผมก็…ไม่รู้เหมือนกันครับ”
เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและเลือกที่จะไม่บอกเรื่องข่าวที่อ่านเมื่อคืนให้แนนโน๊ะได้รู้ เพราะสัญชาตญาณบอกกำลังบอกเขาให้ระวังเนื่องจากเธอเป็นตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ เขาไม่เคยรู้เลยว่า… ภายใต้รอยยิ้มที่ดูสดใสเด็กสาวตรงหน้า จริงๆแล้วเธอคิดจะทำอะไร
แต่การที่เธอพูดออกมาแบบนั้นก็แปลว่าเธอก็สนใจเรื่องของเขาอยู่เช่นกัน อีกทั้งมีอยู่ข้อมูลที่เธอรู้ลึกมาก จนทำให้เขาเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมานิดๆ
หลังจากตัดบทสนทนาอันน่าอึดอัดนั้นลงริวก็ละสายตาออกมาจากเพื่อนตรงหน้า แล้วเดินกลับมานั่งลงที่โต๊ะประจำอย่างเงียบๆ
เวลาผ่านไปสักพักหนึ่งทว่าความรู้สึกตหงิดใจก็ยังไม่จางหาย เขามองไปที่แผนหลังของแนนโน๊ะที่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมพลางคิดในใจด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันยุ่งเหยิง
ตั้งแต่ผมเกิดมาคุณเป็นคนเดียวเลยนะครับ… ที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยและระแวงได้ในเวลาเดียวกันแบบนี้
ทันใดนั้นเองกระแสความคิดของเขาก็พลันแล่นย้อนกลับไปถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งก่อนหน้านี้...เหตุการณ์ในคืนที่เขาบังเอิญไปแอบเห็นพวกสภานักเรียนกำลังแอบลักลอบขนย้ายกล่องพัสดุบางอย่างอยู่บริเวณชั้นใต้อาคารเรียน
ตอนนั้นพวกเขาพูดถึงล็อตของที่ต้องเคลียร์ก่อนวันงาน จากที่ผมเห็น ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นสารเสพติดบางอย่างแต่…
แนนโน๊ะพูดถึงสารเคมีแล้วมัน…เกี่ยวข้องกันไหมนะ
ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้จมดิ่งลงไปในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากนักเสียงจอแจและเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังขัดจังหวะขึ้นที่หน้าห้องเรียน
ริวละสายตาจากแผ่นหลังของแนนโน๊ะแล้วหันไปมองตามเสียงก็พบว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่เริ่มทยอยเดินกลับขึ้นมาจากโรงอาหารและเมื่อทุกคนทยอยมากันจนเกือบครบความสงบเงียบอันวังเวงเมื่อครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความวุ่นวาย
ไม่นานต่อมา ครูชาญยุทธก็เดินเข้าห้องมาพร้อมกับหนังสือเรียนในมือทำให้บรรยากาศกลับคืนสู่ความปกติอีกครั้ง และการเรียนการสอนในชั่วโมงแรกของคาบเช้าก็ได้เริ่มต้นขึ้น
3 ชั่วโมงต่อมา…
เสียงออดหมดชั่วโมงเรียนในคาบเช้าก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงคำสั่งทีได้ยินทุกๆหมดชั่วโมงเรียนก็ดังขึ้น
“นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”
“ขอบคุณครับ/ค่ะ”
สิ้นสุดคำพูดนั้นครูก็เดินออกไปจากห้องเรียน ตามมาด้วยเหล่าเพื่อนร่วมชั้น ทว่าริวก็ยังคงนั่งอยู่กับทีรอจนกว่าเพื่อนๆคนอื่นๆจะนอกไปใกล้จะหมด เขาจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
ณ โรงอาหาร
บรรยากาศในช่วงพักเที่ยงยังคงวุ่นวายตามปกติโรงอาหารเนืองแน่นไปด้วยนักเรียนจำนวนมากเสียงพูดคุยจอแจดังสนั่นแข่งกับเสียงตะหลิวสายลมอ่อนๆพัดผ่านมาหอบเอากลิ่นหอมของอาหารตามสั่งจากหลายๆร้าน ให้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
หลังจากจัดการมื้อเที่ยงเสร็จสิ้นริวก็เอาจานข้าวไปเก็บแล้วเดินออกจากโรงอาหารทันที เป้าหมายเดียวของขาคือการกลับไปยังห้องเรียนโดยไม่คิดจะไปไหนต่อ ระหว่างทางยังคงมีเหล่านักเรียนมากมายหลายชั้น เดินสวนทางกันไปมา
ณห้องเรียน ม.5/1
เวลา12:50 น.
ริวเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในห้องและทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะประจำอย่างเคยชินไม่นานต่อมา ครูเอมอรก็เดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเร่งรีบก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัด
“นักเรียนทุกคนคะ”
“ครับ/ค่ะ”เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน
“พอดีว่าครูอยากจะขอแรงคนอาสาไปช่วยงานหน่อยน่ะ
“คนที่ไม่ไปก็ให้นั่งเรียนอยู่ในห้องตามปกตินะส่วนคนที่อาสาไป ครูก็จะเช็กชื่อเข้าเรียนให้ ถือว่าทำกิจกรรมช่วยโรงเรียนจ้ะ”
สิ้นประโยคนั้นเสียงซุบซิบก็ค่อยๆดังขึ้นระงม บางคนเลือกที่จะไปช่วยงานเพราะอยากโดดเรียนซึ่งส่วนมากจะเป็นนักเรียนชายในขณะที่นักเรียนหญิงส่วนใหญ่เลือกที่จะนั่งตากแอร์เรียนอยู่ในห้องต่อเพราะไม่อยากเหนื่อย
ริวเองก็ตั้งใจว่าจะนั่งเงียบๆอยู่ในห้องเหมือนกันทว่าในจังหวะที่กลุ่มเพื่อนผู้ชายที่อาสาช่วยงานกำลังลุกเดินออกจากห้องไปนั้นเอง...ครูเอมอรก็เดินตรงดิ่งมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของเขา
“ขอโทษนะจ๊ะริวพอดีครูอยากได้แรงนักเรียนชายเพิ่มน่ะ งานนี้มันต้องขนของชิ้นใหญ่ค่อนข้างเยอะครูเลยอยากให้เราไปช่วยเพื่อนๆอีกแรงน่ะ”
ริวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับคำเรียบๆ “ครับ...”
“ถ้าอย่างงั้นตามครูมาเลยจ้ะ”
พูดจบครูเอมอรก็หันหลังเดินนำออกไปทันทีริวจำใจลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทำให้ตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงนักเรียนหญิงและนักเรียนชายที่รักเรียนอีกไม่กี่คน
ทว่า...ที่โต๊ะประจำแถวหน้าสุดติดริมหน้าต่าง นัยน์ตาสีดำขลับของแนนโน๊ะค่อยๆปรายมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มไปอย่างเงียบงันพร้อมกับยิ้มปริศนาที่ผุดขึ้นมุมปาก...ก่อนที่แผ่นหลังของริวจะกลืนหายลับไปจากกรอบประตู
บนทางเดินทอดยาวภายนอกอาคารเหล่านักเรียนยังคงขวักไขว่เดินสวนกันไปมา ทว่าภาพที่เห็นกลับเป็นกลุ่มก้อนดูท่าแล้วพวกเขาคงถูกครูเรียกตัวไปใช้งานกันถ้วนหน้าไม่ต่างจากริวผิดกันก็แต่เด็กหนุ่มที่กำลังก้าวตามหลังครูผู้นั้นซึ่งกลับโดดเดี่ยวไร้เงาเพื่อนพ้องเคียงข้างดังเช่นคนอื่นๆ
ณ ลานกิจกรรม
ครูเอมอรก็ยังเดินนำริวลัดเลาะผ่านอาคารเรียนตรงไปยังจุดนัดพบหลักซึ่งก็คือที่ถูกใช้เป็นฐานในงานนิทรรศการครั้งนี้ ที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายมีทั้งคุณครูจากหลายหมวดวิชาและนักเรียนกลุ่มใหญ่กำลังช่วยกันทาสีคัตเอาต์ตอกตะปูทำโครงป้ายบางส่วนก็กำลังยืนหยิบบันไดจัดผ้าระบายตกแต่งสถานที่กันอย่างขะมักเขม้น
“ถึงแล้วล่ะจ้ะ”
ริวหยุดยืนอยู่ข้างครูพลางกวาดสายตามองไปรอบๆภาพความโกลาหลและเสียงตะโกนสั่งงานดังระงมตรงหน้าทำให้เด็กหนุ่มยืนนิ่งค้างไปเล็กน้อยทางฝั่งของครูเอมอรพยายามมองหากลุ่มนักเรียนชายที่เดินล่วงหน้ามาก่อนแต่เพราะคนเยอะเกินไปจึงมองหาไม่เจอ และก็คาดว่าพวกนั้นน่าจะโดนดึงตัวไปช่วยงานจุดอื่นแล้วครูจึงหันมาบอกกับเขา
“เอ่อ...เพื่อนๆห้องเราน่าจะโดนเรียกไปช่วยตรงโน้นแล้วล่ะถ้ายังไงริวลองเดินเข้าไปขอช่วยงานพวกสภานักเรียนหรือคุณครูแถวนี้ดูเลยนะจ๊ะ”
“ค...ครับ” ริวตอบรับด้วยน้ำเสียงติดขัดและสั่นเครือเล็กน้อย
ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจทันทีเพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่รู้จะเดินเข้าไปทักใครก่อนและเหนือสิ่งอื่นใด...ตัวเขาในตอนนี้ก็ยังไม่คุ้นชินกับการต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้เลยสักนิด
ทว่าในขณะที่เขากำลังยืนเก้ๆกังๆทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นเสียงตะโกนเรียกที่คุ้นหูก็ดังแทรกเสียงจอกแจกจอแจมาจากทางด้านหลัง
“เฮ้ยยย!ริว! ทางนี้ๆ”
ริวรีบหันขวับไปมองตามเสียงทันทีเห็นว่าเป็นเบนซ์ รุ่นพี่ร่วมโรงเรียนที่เขาพอจะรู้จักและเคยพูดคุยด้วยกำลังเดินแกว่งไม้แกว่งมือตรงดิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มส่งให้อย่างเป็นมิตร
“เอ็งมาช่วยงานกิจกรรมเหมือนกันเหรอ”
“ครับ” ริวพยักหน้า ความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกที่เจอคนรู้จัก
“พอดีเลยงั้นมาช่วยพี่หน่อยได้มะ กำลังขาดคนอยู่พอดี”
“ได้ครับ”
ริวตอบรับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดอย่างน้อยการอยู่ช่วยงานรุ่นพี่ที่รู้จักก็ยังดีกว่าการเดินไปสุ่มทักคนแปลกหน้าจากนั้นเบนซ์ก็เดินนำรุ่นน้องตรงไปยังมุมทำงานของตัวเองที่อยู่อีกฝั่งของลานกิจกรรมทันที...