เด็กใหม่ ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

    ตอนที่ 38 ความปลอดภัยที่น่าระแวง

            เช้าวันต่อมา...ท้องฟ้าเปิดโล่งรับวันใหม่ด้วยอากาศอันแสนสดใส แว่วเสียงนกร้องจิ๊บๆดังกังวานมาตามสายลมดวงอาทิตย์ดวงโตค่อยๆโผล่พ้นขอบฟ้าสาดแสงแดดอุ่นสีเหลืองอ่อนๆลงบนหลังคาบ้านเรือนและอาคารสูงสายลมเอื่อยๆหอบเอาความสดชื่นมาเจือจางความมืดมิดของค่ำคืนที่ผ่านมา

             

            ​ทว่า...ความอบอุ่นของสภาพอากาศกลับไม่ได้ซึมลึกเข้าไปในใจของเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย

             

    ​ณโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์

    เวลา08:16 น.

    ​

            หลังจากกิจกรรมเข้าแถวหน้าเสาธงสิ้นสุดลงเหล่านักเรียนในชุดเครื่องแบบต่างพากันแยกย้ายและส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลางสาวเท้าขึ้นอาคารเรียน

             

            ริวเดินแยกทางจากนักเรียนเหล่านั้นออกไปอีกทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนของตัวเองอย่างไม่รีบร้อนอะไร

             

            ​ขณะที่กำลังก้าวขาไปตามทางเดินหินอ่อนสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มช่างซ่อมบำรุงในชุดหมีสีกรมท่าที่ยังคงเดินวุ่นและขนย้ายอุปกรณ์กันอยู่รอบบริเวณโรงเรียนไม่ต่างจากวันก่อนๆแต่สิ่งเดียวที่เพิ่มเติมและสะดุดตาขึ้นมาในวันนี้คือโครงสร้างอาคารบางส่วนที่ถูกทาสีขาวใหม่จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว

             

            ​ริวหยุดฝีเท้าลงนัยน์ตาสีเข้มจดจ้องภาพความเปลี่ยนแปลงตรงหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

             

            ​คงใกล้ถึงเวลาแล้วสินะครับ…

             

            ริวคิดในใจอย่างหนักอึ้งงานนิทรรศการที่จะจัดแบบโอเพนเฮ้าส์ที่ใกล้จะเริ่มขึ้นเต็มทีแล้ว ก่อนจะละสายตาจากกลุ่มช่างและสลัดความจมจ่อมนั้นทิ้งไปจากนั้นก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนของตนต่อ

             

    ​ณ ห้องเรียนม.5/1

            ​

            ​ริวเลื่อนเปิดประตูห้องเรียนก้าวเข้ามาบรรยากาศภายในห้องยังคงดูเป็นปกติดี แต่วันนี้เพื่อนในห้องดูบางหูบางตาไปบ้างส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะยังไม่ยอมขึ้นมาจากโรงอาหารด้านล่าง แต่เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวมากนักเขาเดินตรงไปยังโต๊ะประจำที่มุมห้อง

             

            ​เขาวางกระเป๋านักเรียนไว้ด้านข้างเก้าอี้ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงเงียบๆมือข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าคาง สายตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังฝูงนกพิราบที่กำลังสยายปีกโบยบินอย่างเสรีอยู่บนผืนฟ้าอันกว้างไกล...ล่องลอยไปตามแรงลมโดยไม่มีพันธนาการใดๆมาฉุดรั้ง

             

            ​ภาพตรงหน้าตอกย้ำเศษเสี้ยวความปรารถนาลึกๆในใจที่เขาเคยบอกกับตัวเองไว้เมื่อนานมาแล้ว

            ​ถ้าเรื่องนี้จบลง...ผมก็จะได้เป็นอิสระเหมือนนกพวกนั้น

             

            ​ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง...สถานการณ์ปัจจุบันที่เขายังไม่ใกล้แววว่าจะจบเลยสักนิดและเขากำลังดิ่งลึกลงไปในวังวนปริศนามากมายที่ยากจะถอนตัวนัยน์ตาคมคู่ที่เคยเรียบนิ่งหม่นแสงลงเล็กน้อยก่อนจะเบนสายตากลับเข้ามาภายในห้องเรียนอีกครั้ง

             

            ​และทันทีที่หันกลับมา...สายตาของริวก็เห็นแนนโน๊ะที่นั่งนิ่งสงบอยู่ที่โต๊ะเรียนหน้าสุดของแถว เธอยังคงนั่งเหยียดหลังตรงมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนเขาเมื่อครู่

             

            ​​ริวเหลือบมองซ้ายขวาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเวลานี้ยังไม่มีเพื่อนคนอื่นเดินเข้ามาเพิ่มเขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปหาเธอ

             

            ​เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะของเธอแนนโน๊ะค่อยๆหันใบหน้ากลับมาจากนอกหน้าต่าง นัยน์ตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาก่อนที่ริมฝีปากบางจะส่งยิ้มบางๆให้เธอแล้วพูดขึ้น

             

            ​“สวัสดีตอนเช้าครับแนนโน๊ะ”ริวเป็นฝ่ายทักทายก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบๆ

             

            ​แนนโน๊ะพยักหน้ารับ“อึ้ม เช่นกันค่ะริว”

             

            ริวหันมองออกไปนอกหน้าต่าง“เช้านี้อากาศดีจังเลยนะครับ แดดก็ไม่ได้แรงมาก” เขาหันกลับเข้าสบตากับคนตรงหน้า“จะว่าไปแล้ว… ช่วงนี้คุณเป็นยังไงบ้าเหรอครับ”

             

            “แนนโน๊ะก็ปกติดีค่ะริวละคะ”

             

            “ผมก็…เหมือนเดิมแหละครับ มันก็ไม่ได้ดี แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

             

            ​แม้เขาจะตอบแบบนั้นแต่สมองยังคงฉายภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เขาได้เจอในโรงเรียนนี้ขึ้นมา แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องแย่ๆทั้งนั้นเลยทว่า…แนนโน๊ะก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พลางเท้าคางมองเขาด้วยสายตาจับผิด

             

            “หืม เหมือนเดิมยังงั้นเหรอค่ะ…”เธอเงียบไปเสี้ยววิก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “แต่แนนโน๊ะว่า ริวพูดเก่งขึ้นต่างจากที่มาเรียนวันแรกที่มาเรียนมากเลยนะคะ”

             

            ​ริวยกมือขึ้นเกลาท้ายทอยแห้เขิน“แฮ่ๆ ก็… ไม่ขนาดนั้นมั้งครับ”

     

            ​เมื่อเห็นท่าทีของริวเธอก็ยิ้มบางๆให้เป็นรอยยิ้มที่ดูใส่ๆตามในแบบของเธอในทุกครั้ง ก่อนที่มันจะเลือนหายไปในเวลาไม่นาน

             

            “แล้ว...แผนการหาตัวคนที่สั่งปิดคดีของริวไปถึงไหนแล้วล่ะคะ”

             

            คำถามนั้นเปลี่ยนบรรยากาศที่สดใสเมื่อครู่หนักอึ้งขึ้นทันที​ริวขบกรามเล็กน้อย แววตาคู่นั้นพันหล่นวูบลง เพราะไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะถามขึ้นมาแบบนี้ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่เบาลงก็น้อย

             

            “ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหนเลยครับ…”

             

            ​“แต่ก็รีบๆหน่อยนะคะเพราะเวลาอาจจะไม่ได้มีให้ริวนานขนาดนั้น”

             

            ริวเบนสายตาขึ้นเหลือบมองหน้าอีกฝ่าย “ผม… รู้ครับ” เขาตอบเสียงเบา

             

            “หืม แนนโน๊ะว่า…. มันก็น่าสนุกดีออกนะคะงานนิทรรศการวันภาษาไทยที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์เนี่ย” เธอพูดพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสบายใจ

             

            ​“ไม่รู้เหมือนกันนะคะ...ว่าในลังที่ขนเข้ามาในโรงเรียนตอนนี้เนี่ย มันจะเป็นของตกแต่งทั้งหมดหรือเปล่านะ”

             

            ​“แต่ที่แน่ๆ...แนนโน๊ะคิดว่ากลิ่นของดอกไม้ที่บานสะพรั่งไปทั่วโรงเรียนช่วงนี้ มันแรงกว่ากลิ่นฉุนของสารเคมีแน่เลยล่ะค่ะ”

             

            ​คำว่า สารเคมีที่หลุดออกมาจากปากของแนนโน๊ะเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่แล่นปราดเข้าสู่สมองของริวทันทีภาพหน้าจอโทรศัพท์ลอยเด่นขึ้นมาในหัวปะติดปะต่อกันในหัวของเขา

             

            “...”ริวยืนนิ่งสนิท ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกวูบ

             

            ​สารเคมี... ในงานเทศกาลของโรงเรียนงั้นเหรอครับ…

             

            คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันทีมือที่แนบลำตัวอยู่กำแน่นจนสั่น เพราะมันก็คือเส้นต่อตรงเข้ากับเนื้อหาข่าวเก่าที่เขาเพิ่งอ่านไปเมื่อคืนนี้เองถึงอย่างงั้นเด็กหนุ่มก็พยายามปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุด ราวกับไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดนั้นก่อนจะหันมองออกไปด้านนอกหน้าต่างตามเธอ

             

            “ผมก็…ไม่รู้เหมือนกันครับ”

             

            เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและเลือกที่จะไม่บอกเรื่องข่าวที่อ่านเมื่อคืนให้แนนโน๊ะได้รู้ เพราะสัญชาตญาณบอกกำลังบอกเขาให้ระวังเนื่องจากเธอเป็นตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ เขาไม่เคยรู้เลยว่า… ภายใต้รอยยิ้มที่ดูสดใสเด็กสาวตรงหน้า จริงๆแล้วเธอคิดจะทำอะไร

             

            แต่การที่เธอพูดออกมาแบบนั้นก็แปลว่าเธอก็สนใจเรื่องของเขาอยู่เช่นกัน อีกทั้งมีอยู่ข้อมูลที่เธอรู้ลึกมาก จนทำให้เขาเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมานิดๆ

             

            หลังจากตัดบทสนทนาอันน่าอึดอัดนั้นลงริวก็ละสายตาออกมาจากเพื่อนตรงหน้า แล้วเดินกลับมานั่งลงที่โต๊ะประจำอย่างเงียบๆ

             

            เวลาผ่านไปสักพักหนึ่งทว่าความรู้สึกตหงิดใจก็ยังไม่จางหาย เขามองไปที่แผนหลังของแนนโน๊ะที่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมพลางคิดในใจด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันยุ่งเหยิง

             

            ตั้งแต่ผมเกิดมาคุณเป็นคนเดียวเลยนะครับ… ที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยและระแวงได้ในเวลาเดียวกันแบบนี้

             

            ทันใดนั้นเองกระแสความคิดของเขาก็พลันแล่นย้อนกลับไปถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งก่อนหน้านี้...เหตุการณ์ในคืนที่เขาบังเอิญไปแอบเห็นพวกสภานักเรียนกำลังแอบลักลอบขนย้ายกล่องพัสดุบางอย่างอยู่บริเวณชั้นใต้อาคารเรียน

             

            ตอนนั้นพวกเขาพูดถึงล็อตของที่ต้องเคลียร์ก่อนวันงาน จากที่ผมเห็น ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นสารเสพติดบางอย่างแต่…

             

            แนนโน๊ะพูดถึงสารเคมีแล้วมัน…เกี่ยวข้องกันไหมนะ

             

            ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้จมดิ่งลงไปในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากนักเสียงจอแจและเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังขัดจังหวะขึ้นที่หน้าห้องเรียน

             

            ริวละสายตาจากแผ่นหลังของแนนโน๊ะแล้วหันไปมองตามเสียงก็พบว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่เริ่มทยอยเดินกลับขึ้นมาจากโรงอาหารและเมื่อทุกคนทยอยมากันจนเกือบครบความสงบเงียบอันวังเวงเมื่อครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความวุ่นวาย

             

            ไม่นานต่อมา ครูชาญยุทธก็เดินเข้าห้องมาพร้อมกับหนังสือเรียนในมือทำให้บรรยากาศกลับคืนสู่ความปกติอีกครั้ง และการเรียนการสอนในชั่วโมงแรกของคาบเช้าก็ได้เริ่มต้นขึ้น

             

    3 ชั่วโมงต่อมา…

     

            เสียงออดหมดชั่วโมงเรียนในคาบเช้าก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงคำสั่งทีได้ยินทุกๆหมดชั่วโมงเรียนก็ดังขึ้น

             

            “นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”

             

            “ขอบคุณครับ/ค่ะ”

             

            สิ้นสุดคำพูดนั้นครูก็เดินออกไปจากห้องเรียน ตามมาด้วยเหล่าเพื่อนร่วมชั้น ทว่าริวก็ยังคงนั่งอยู่กับทีรอจนกว่าเพื่อนๆคนอื่นๆจะนอกไปใกล้จะหมด เขาจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

             

    ณ โรงอาหาร

             

            บรรยากาศในช่วงพักเที่ยงยังคงวุ่นวายตามปกติโรงอาหารเนืองแน่นไปด้วยนักเรียนจำนวนมากเสียงพูดคุยจอแจดังสนั่นแข่งกับเสียงตะหลิวสายลมอ่อนๆพัดผ่านมาหอบเอากลิ่นหอมของอาหารตามสั่งจากหลายๆร้าน ให้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

             

            หลังจากจัดการมื้อเที่ยงเสร็จสิ้นริวก็เอาจานข้าวไปเก็บแล้วเดินออกจากโรงอาหารทันที เป้าหมายเดียวของขาคือการกลับไปยังห้องเรียนโดยไม่คิดจะไปไหนต่อ ระหว่างทางยังคงมีเหล่านักเรียนมากมายหลายชั้น เดินสวนทางกันไปมา

             

    ​ณห้องเรียน ม.5/1

    เวลา12:50 น.

            ​

            ริวเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาในห้องและทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะประจำอย่างเคยชินไม่นานต่อมา ครูเอมอรก็เดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเร่งรีบก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัด

             

            ​“นักเรียนทุกคนคะ”

             

            ​“ครับ/ค่ะ”เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน

             

            ​“พอดีว่าครูอยากจะขอแรงคนอาสาไปช่วยงานหน่อยน่ะ

             

            “คนที่ไม่ไปก็ให้นั่งเรียนอยู่ในห้องตามปกตินะส่วนคนที่อาสาไป ครูก็จะเช็กชื่อเข้าเรียนให้ ถือว่าทำกิจกรรมช่วยโรงเรียนจ้ะ”

             

            ​สิ้นประโยคนั้นเสียงซุบซิบก็ค่อยๆดังขึ้นระงม บางคนเลือกที่จะไปช่วยงานเพราะอยากโดดเรียนซึ่งส่วนมากจะเป็นนักเรียนชายในขณะที่นักเรียนหญิงส่วนใหญ่เลือกที่จะนั่งตากแอร์เรียนอยู่ในห้องต่อเพราะไม่อยากเหนื่อย

             

            ​ริวเองก็ตั้งใจว่าจะนั่งเงียบๆอยู่ในห้องเหมือนกันทว่าในจังหวะที่กลุ่มเพื่อนผู้ชายที่อาสาช่วยงานกำลังลุกเดินออกจากห้องไปนั้นเอง...ครูเอมอรก็เดินตรงดิ่งมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของเขา

             

            ​“ขอโทษนะจ๊ะริวพอดีครูอยากได้แรงนักเรียนชายเพิ่มน่ะ งานนี้มันต้องขนของชิ้นใหญ่ค่อนข้างเยอะครูเลยอยากให้เราไปช่วยเพื่อนๆอีกแรงน่ะ”

             

            ​ริวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับคำเรียบๆ “ครับ...”

             

            ​“ถ้าอย่างงั้นตามครูมาเลยจ้ะ”

             

            ​พูดจบครูเอมอรก็หันหลังเดินนำออกไปทันทีริวจำใจลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทำให้ตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงนักเรียนหญิงและนักเรียนชายที่รักเรียนอีกไม่กี่คน

             

            ​ทว่า...ที่โต๊ะประจำแถวหน้าสุดติดริมหน้าต่าง นัยน์ตาสีดำขลับของแนนโน๊ะค่อยๆปรายมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มไปอย่างเงียบงันพร้อมกับยิ้มปริศนาที่ผุดขึ้นมุมปาก...ก่อนที่แผ่นหลังของริวจะกลืนหายลับไปจากกรอบประตู

             

            บนทางเดินทอดยาวภายนอกอาคารเหล่านักเรียนยังคงขวักไขว่เดินสวนกันไปมา ทว่าภาพที่เห็นกลับเป็นกลุ่มก้อนดูท่าแล้วพวกเขาคงถูกครูเรียกตัวไปใช้งานกันถ้วนหน้าไม่ต่างจากริวผิดกันก็แต่เด็กหนุ่มที่กำลังก้าวตามหลังครูผู้นั้นซึ่งกลับโดดเดี่ยวไร้เงาเพื่อนพ้องเคียงข้างดังเช่นคนอื่นๆ

             

    ณ ลานกิจกรรม

             

            ครูเอมอรก็ยังเดินนำริวลัดเลาะผ่านอาคารเรียนตรงไปยังจุดนัดพบหลักซึ่งก็คือที่ถูกใช้เป็นฐานในงานนิทรรศการครั้งนี้ ที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายมีทั้งคุณครูจากหลายหมวดวิชาและนักเรียนกลุ่มใหญ่กำลังช่วยกันทาสีคัตเอาต์ตอกตะปูทำโครงป้ายบางส่วนก็กำลังยืนหยิบบันไดจัดผ้าระบายตกแต่งสถานที่กันอย่างขะมักเขม้น

             

            ​“ถึงแล้วล่ะจ้ะ”

             

            ​ริวหยุดยืนอยู่ข้างครูพลางกวาดสายตามองไปรอบๆภาพความโกลาหลและเสียงตะโกนสั่งงานดังระงมตรงหน้าทำให้เด็กหนุ่มยืนนิ่งค้างไปเล็กน้อยทางฝั่งของครูเอมอรพยายามมองหากลุ่มนักเรียนชายที่เดินล่วงหน้ามาก่อนแต่เพราะคนเยอะเกินไปจึงมองหาไม่เจอ และก็คาดว่าพวกนั้นน่าจะโดนดึงตัวไปช่วยงานจุดอื่นแล้วครูจึงหันมาบอกกับเขา

             

            ​“เอ่อ...เพื่อนๆห้องเราน่าจะโดนเรียกไปช่วยตรงโน้นแล้วล่ะถ้ายังไงริวลองเดินเข้าไปขอช่วยงานพวกสภานักเรียนหรือคุณครูแถวนี้ดูเลยนะจ๊ะ”

             

            ​“ค...ครับ” ริวตอบรับด้วยน้ำเสียงติดขัดและสั่นเครือเล็กน้อย

             

            ​ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจทันทีเพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่รู้จะเดินเข้าไปทักใครก่อนและเหนือสิ่งอื่นใด...ตัวเขาในตอนนี้ก็ยังไม่คุ้นชินกับการต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้เลยสักนิด

             

            ​ทว่าในขณะที่เขากำลังยืนเก้ๆกังๆทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นเสียงตะโกนเรียกที่คุ้นหูก็ดังแทรกเสียงจอกแจกจอแจมาจากทางด้านหลัง

             

            ​“เฮ้ยยย!ริว! ทางนี้ๆ”

             

            ​ริวรีบหันขวับไปมองตามเสียงทันทีเห็นว่าเป็นเบนซ์ รุ่นพี่ร่วมโรงเรียนที่เขาพอจะรู้จักและเคยพูดคุยด้วยกำลังเดินแกว่งไม้แกว่งมือตรงดิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มส่งให้อย่างเป็นมิตร

             

            ​“เอ็งมาช่วยงานกิจกรรมเหมือนกันเหรอ”

             

            ​“ครับ” ริวพยักหน้า ความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกที่เจอคนรู้จัก

             

            ​“พอดีเลยงั้นมาช่วยพี่หน่อยได้มะ กำลังขาดคนอยู่พอดี”

             

            ​“ได้ครับ”

             

            ​ริวตอบรับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดอย่างน้อยการอยู่ช่วยงานรุ่นพี่ที่รู้จักก็ยังดีกว่าการเดินไปสุ่มทักคนแปลกหน้าจากนั้นเบนซ์ก็เดินนำรุ่นน้องตรงไปยังมุมทำงานของตัวเองที่อยู่อีกฝั่งของลานกิจกรรมทันที...

    คล้ายกับเรื่องเด็กใหม่ ตอน การล้างแค้นของนักมายากล ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023