ตุ้บ!
แรงกระแทกหนักหน่วงที่สีข้างด้านขวาจากการปะทะกับพื้นดินแข็งๆ ที่อัดแน่นไปด้วยดินลูกรังและฝุ่นผง ปลุกสติของกันต์ให้ตื่นจากภวังค์อันดำมืดและฝันร้ายที่ไร้จุดจบ ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมาจากจุดที่กระแทกวิ่งปราดไปตามเส้นประสาทจนถึงสมอง ราวกับมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบที่ซี่โครง
"โอ๊ย!"
กันต์ร้องเสียงหลงด้วยความเ็ป สะดุ้งโหยงจนตัวงอเป็กุ้ง เขากลิ้งหลุนๆ ตกจากแคร่ไม้ไผ่ลงไปคลุกฝุ่นแดงที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาเข้าจมูกจนจามออกมาชุดใหญ่ "ฮัดชิ้ว! แค่กๆๆ!" สภาพของเขางัวเงียและมึนงง หัวหมุนติ้วเหมือนคนเมาค้างที่เพิ่งสร่าง ทั้งที่เมื่อคืนเขาไม่ได้แตะเหล้าโรงเหม็นๆ นั่นสักหยด แต่การโดน 'ผีอำ' จนเกือบขิต บวกกับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และความเครียดสะสมจากการข้ามภพ ทำให้พลังชีวิต (HP) ของเขาลดฮวบจนแทบติดลบ ขอบตาคล้ำเป็หมีแพนด้า ร่างกายร้าวระบมไปทุกสัดส่วนเหมือนเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ
"ตื่นได้แล้วไอ้จุก! ตะวันส่องก้นโด่งป่านนี้ ขืนชักช้าเดี๋ยวข้าก็จับทำปลาแดดเดียวซะหรอก!"
เสียงห้าวหดดุดันดังมาจากทิศเบื้องบน ราวกับเสียงฟ้าผ่าในยามเช้าที่ผ่าลงมากลางกบาล กันต์พยายามลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นมองผ่านม่านฝุ่นและแสงแดดที่แยงตา ภาพที่ปรากฏคือร่างสูงใหญ่ของ ขุนแผน ยืนเท้าเอวค้ำหัวเขาอยู่ แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาจากด้านหลังทำให้เกิดเงาทะมึนทาบทับร่างเล็กๆ ของกันต์จนมิด ดูราวั์ปักหลั่นที่กำลังจ้องมองมดปลวก
ในมือข้างหนึ่งของขุนศึกหนุ่มถือขันน้ำใบใหญ่ทำจากทองเหลืองที่มีหยดน้ำเกาะพราว ท่อนบนเปลือยเปล่าโชว์มัดกล้ามเนื้อที่แน่นปึ้กทุกสัดส่วน ทั้งกล้ามอกที่เป็ลูก และกล้ามท้องที่เป็ลอนสวยงามจากการฝึกฝนอย่างหนัก ผิวสีทองแดงกรำแดดเต็มไปด้วยรอยสักอักขระเลขยันต์สีดำเข้มเต็มแผ่นอกและหัวไหล่ ลวดลายหนุมานคลุกฝุ่นและเสือเผ่นดูราวกับมีชีวิต ขลังและน่าเกรงขามจนกันต์ต้องกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
"ตื่นแล้วจ้ะ! ตื่นแล้ว!" กันต์รีบลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล มือปัดฝุ่นสีแดงออกจากเสื้อผ้าเก่าๆ และผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง หัวใจยังเต้นตึกตั๊กแรงเร็วด้วยความใ นึกว่าโดนข้าศึกบุกหรือโดนสั่งปะาชีวิตข้อหานอนตื่นสายในค่ายทหาร
สภาพในค่ายทหารยามเช้าดูวุ่นวายโกลาหลยิ่งกว่าตลาดสดตอนตีสี่ เสียงะโโหวกเหวกโวยวายของนายกองที่กำลังฝึกทหารใหม่ดังลั่นสนาม เสียงม้าฮี้ก้องพร้อมเสียงกีบเท้ากระทบพื้นดิน และเสียงตีเหล็กดัง เคร้ง! เคร้ง! จากโรงตีดาบประสานกันจนหูอื้อไปหมด ฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวลจนมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีแดงขุ่นๆ
กลิ่นควันไฟจากการหุงหาอาหารด้วยฟืนไม้สดลอยโขมงปกคลุมไปทั่วพื้นที่ แสบตาจนน้ำตาเล็ด ผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อไคลหมักหมมของทหารนับพันนายที่เพิ่งตื่นนอนและยังไม่ได้อาบน้ำ กลิ่นปัสสาวะจางๆ จากมุมอับหลังค่าย และกลิ่นปลาร้าต้มที่โชยมาจากโรงครัว มันเป็กลิ่น 'เปรี้ยวๆ เค็มๆ และตุๆ' สุดแสนจะบรรยายที่ทำให้วิศวกรหนุ่มผู้รักความสะอาดและอนามัยอย่างกันต์อยากจะคิดค้นสูตรผลิต 'สเปรย์ดับกลิ่น' หรือระบบบำบัดน้ำเสียขายให้รู้แล้วรู้รอดเสียเดี๋ยวนี้ ถ้าทำได้คงรวยเละยิ่งกว่าขายดาบ
"ไปล้างหน้าล้างตาที่โอ่งนั่น" ขุนแผนพยักพเยิดหน้าไปทางโอ่งดินเผาใบเก่าที่มีตะไคร่สีเขียวเกาะจับจนหนาเตอะ "เสร็จแล้วมาจัดการไอ้นี่"
แม่ทัพหนุ่มชี้นิ้วเรียวยาวแต่แข็งแกร่งไปที่เสาเรือนต้นกลาง... ตรงนั้นมีวัตถุสิ่งหนึ่งวางพิงอยู่อย่างสงบนิ่ง แต่แผ่รังสีอำมหิตออกมาจนบรรยากาศรอบๆ เย็นวาบผิดปกติ แม้แดดจะร้อนเปรี้ยงก็ตาม
มันคือ ดาบฟ้าฟื้น
ดาบในตำนานที่กันต์เห็นเมื่อคืนท่ามกลางความมืด บัดนี้เมื่อต้องแสงตะวันยามเช้า มันกลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว ฝักดาบทำจากไม้ตะเคียนตกน้ำมันสีเข้มจัดจนเกือบดำเลื่อม มันวาววับราวกับเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีใครเอาน้ำไปราด พันด้วยด้ายสายสิญจน์เก่าคร่ำคร่าที่เริ่มเปื่อยยุ่ยตามกาลเวลา โคนดาบประดับด้วยงาช้างและเขี้ยวสัตว์แกะสลักเป็รูปราหูอมจันทร์ที่กำลังแสยะยิ้มอย่างน่าสยดสยอง ดวงตาของราหูฝังด้วยพลอยสีแดงก่ำที่ดูเหมือนดวงตาของอสูรกายจริงๆ
แต่สิ่งที่ทำให้กันต์ขนลุกซู่ั้แ่ท้ายทอยลามไปถึงส้นเท้า ไม่ใช่ความสวยงามวิจิตรบรรจงหรือความขลังของมัน แต่มันคือ 'เสียง'
วิ้ง... วิ้ง... วิ้ง...
เสียงครางต่ำๆ ความถี่สูงเหมือนเสียงผึ้งแตกรัง หรือเสียงกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่รั่วไหล ดังออกมาจากตัวดาบ... ไม่สิ ฟังดีๆ มันเหมือนเสียงคนกำลัง 'หายใจ' หอบต่ำๆ ด้วยความกระหายเืดังลอดออกมาจากข้างในฝักดาบมากกว่า มันเป็เสียงแห่งความหิวกระหายที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกปั่นป่วนในท้องน้อย
"ท่านขุนจะให้กระผมทำอะไรจ๊ะ?" กันต์ถามเสียงสั่น พยายามถอยหลังรักษาระยะห่าง รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้รัศมีทำลายล้างของมันเลยสักนิด สัญชาตญาณบอกว่า 'อันตราย! ห้ามเข้าใกล้!'
"ขัดดาบ" ขุนแผนตอบสั้นๆ ห้วนๆ เขาโยนผ้าขี้ริ้วเก่าๆ สกปรกๆ ผืนหนึ่ง กับกะลามะพร้าวที่ข้างในมีน้ำมันเหม็นหืนใส่หน้ากันต์ "เมื่อคืนข้าฟันหัวไอ้แม่ทัพเชียงใหม่ เืมันคงกัดเนื้อเหล็ก... เอ็งขัดให้เงา อย่าให้เหลือคราบเืแม้แต่หยดเดียว เข้าใจไหม?"
"ขะ... เข้าใจจ้ะ" กันต์รับอุปกรณ์มาถือไว้อย่างจำยอม มองดูผ้าขี้ริ้วในมือแล้วอยากจะร้องไห้
"อ้อ..." ขุนแผนที่กำลังจะเดินหันหลังไปอาบน้ำ ชะงักฝีเท้าแล้วหันมาแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก แววตาเป็ประกายวาวโรจน์ "ระวังนิ้วกุดนะ... ดาบเล่มนี้มัน 'หวงตัว' และที่สำคัญ... มันยังไม่อิ่ม"
ทิ้งท้ายด้วยประโยคสยองขวัญระดับหนังสยองขวัญเกรดเอแล้วเขาก็เดินผิวปากจากไปอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้กันต์ยืนขาสั่นพั่บๆ อยู่หน้าอาวุธระดับตำนานที่พร้อมจะงับนิ้วเขาได้ทุกเมื่อ
กันต์สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามเรียกสติสตังที่กระเจิดกระเจิงกลับมา... 'เอาวะ ไอ้กันต์ แค่เช็ดดาบ มันจะยากแค่ไหนกันเชียว หลักฟิสิกส์ง่ายๆ ... แรงเสียดทาน (Friction) ... การขัดถู (Abrasion) ... แค่ออกแรงขัดให้คราบหลุด จบข่าว อย่ามโนไปเอง วิทยาศาสตร์ต้องนำหน้าไสยศาสตร์สิเว้ย มันก็แค่โลหะผสม (Alloy) ชนิดหนึ่งเท่านั้นแหละ!'
เขาค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้เสาเรือน ราวกับกำลังเข้ากู้ะเิเวลาที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วินาที เอื้อมมือที่สั่นระริกไปจับด้ามดาบเพื่อจะหยิบมาวางบนตัก
วูบ!
ทันทีที่ปลายนิ้วััเนื้อไม้ของด้ามดาบ ความเย็นะเืที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าน้ำแข็งแห้งแล่นปราดจากด้ามดาบผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ขั้วหัวใจ! ราวกับเขาเอามือไปแช่ในถังไนโตรเจนเหลว ภาพนิมิตสีเืพุ่งวาบเข้ามาในสมองเหมือนการฉายภาพสไลด์เร็วๆ จนตาพร่า!
ภาพหัวคนที่ขาดกระเด็นออกจากบ่า... ภาพเืสีแดงฉานพุ่งกระฉูดเหมือนท่อน้ำประปาแตก... เสียงกรีดร้องโหยหวนของิญญานับร้อยนับพันที่ตายด้วยคมดาบเล่มนี้ดังก้องในหู... ความโกรธแค้น ความเ็ป ความตาย! กลิ่นคาวเืตีขึ้นจมูกจนอยากจะอาเจียน
"อึก!"
กันต์สะบัดมือออกทันทีราวกับถูกไฟช็อต หน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้มจนแทบไม่มีสีเื หอบหายใจแฮ่กๆ ตัวสั่นเทา เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผากไหลย้อยลงมาตามขมับ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุอกออกมา
"คิก คิก คิก..."
เสียงหัวเราะเล็กแหลมดังขึ้นจากบนยอดเสาเรือน กันต์แหงนหน้าขึ้นไปมองด้วยความใ
ไอ้ พรายชุมพล ิญญาเด็กผมจุกที่เขาเจอเมื่อคืน กำลังนั่งห้อยหัวลงมาจากขื่อคาเรือน แกว่งขาไปมาอย่างสบายอารมณ์ มองลงมาที่กันต์ด้วยสายตาขบขันปนเอ็นดู
"พี่ชาย... พ่อบอกว่าดาบฟ้าฟื้นเล่มนี้ตีจากเหล็กยอดเจดีย์ ผสมเหล็กตะปูโลงผีตายโหงเจ็ดป่าช้า... พี่จับมันดื้อๆ แบบนั้น ระวังผีในดาบจะสิงเอานะจ๊ะ หรือไม่ก็โดนมันบาดมือขาดด้วนไม่รู้ตัว"
กันต์กลืนน้ำลายเอือกดัง เอือก 'ตะปูโลงผีตายโหง? มิน่าล่ะ... รังสีอำมหิตพุ่งแรงขนาดนี้ ค่าพลังงานด้านลบ (Negative Energy) ทะลุเกจวัดแน่นอน นี่มันแหล่งรวมพลังงานอาฆาตชัดๆ'
แต่ถ้าไม่ทำ... ขุนแผนกลับมาเห็นดาบยังเปื้อนเื เขาคงโดนเตะก้านคอหัก หรือไม่ก็โดนใช้ดาบเล่มนี้ลองคมแน่ๆ ... กันต์หลับตาลง นึกถึงบทเรียนเมื่อคืนที่ขุนแผนสอน
'สติ... ความกลัวคือกิเลส... หายใจเข้า... หายใจออก...'
เขาปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้ช้าลง เพ่งสมาธิไปที่มือตัวเอง จินตนาการสร้าง 'ถุงมือยางนิรภัยทางจิต' (Mental Safety Glove) ขึ้นมาหุ้มมือตัวเองไว้ เสมือนสร้างฉนวนกันไฟฟ้าสถิต
"ขออนุญาตนะจ๊ะพี่ดาบ... น้องมาดี... น้องมาทำความสะอาด มาสปาให้เงาวับ ไม่ได้มาลบหลู่... อย่ากินนิ้วน้องเลยนะจ๊ะ น้องต้องใช้เขียนแบบ ต้องใช้พิมพ์งาน"
กันต์พึมพำขอขมาเ้าที่เ้าทางและเ้าของดาบ แล้วกลั้นใจฮึบใหญ่ จับด้ามดาบให้มั่นแล้วกระชากออกจากฝัก
ชิ้ง!
เสียงโลหะเสียดสีกันดังกังวานใสปนสยอง แสงสีฟ้าจางๆ วาบขึ้นบนใบดาบเหล็กกล้าเนื้อดี ลายอักขระขอมโบราณที่จารึกไว้บนใบดาบดูเหมือนจะ 'ขยับ' เลื้อยไปมาได้ยามต้องแสงแดด คราบเืแห้งกรังเกาะติดแน่นเป็คราบสีดำสนิทอยู่ที่่กลางใบดาบ ส่งกลิ่นคาวคลุ้งรุนแรงจนกันต์ต้องย่นจมูก
เขาเริ่มลงมือขัด... เอาผ้าชุบน้ำมันมะพร้าวถู... ขัด... และขัด...
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง แขนเริ่มล้าจนสั่น แต่คราบเืเ้ากรรมยังติดแน่นทนนานยิ่งกว่ากาวตราช้าง กันต์ปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา ผ้าขี้ริ้วในมือขาดรุ่งริ่งไปแล้ว แต่น้องเืไม่ยอมหลุดออกแม้แต่นิดเดียว
"เชี่ยเอ๊ย... เืคนโบราณมันผสมกาวลาเท็กซ์หรือสารยึดเกาะโพลิเมอร์หรือไงวะเนี่ย ขัดจนมือจะหงิกแล้วนะ!" กันต์บ่นอุบด้วยความหัวเสีย เขาเริ่มหงุดหงิด สมองวิศวกรเริ่มทำงานวิเคราะห์ปัญหาอย่างรวดเร็ว
'น้ำมันมะพร้าวมันไม่เวิร์ก... มันเป็แค่สารหล่อลื่น (Lubricant) แต่มันไม่มีฤทธิ์ในการชะล้างคราบฝังลึก... มันต้องมี ตัวทำละลาย (Solvent) ที่ดีกว่านี้... คิดสิกันต์ คิด! เืคืออะไร? เืคือโปรตีน (Protein) และไขมัน (Lipid) เมื่อแห้งแล้วมันจะแข็งตัวและยึดเกาะกับผิวโลหะ... จะสลายโปรตีนและไขมันต้องใช้อะไร?'
'ต้องเจอ ด่าง (Base) ถึงจะเกิดปฏิกิริยาสลายตัว!'
'ส่วนความเงาของโลหะ และคราบสนิมจางๆ ... มันต้องเจอ กรด (Acid) อ่อนๆ ถึงจะกัดออกไซด์ออกได้...'
กันต์กวาดสายตามองซ้ายมองขวาไปทั่วบริเวณโรงครัวชั่วคราวที่อยู่ไม่ไกล สายตาไปสะดุดเข้ากับ มะนาวผ่าซีก จำนวนมากที่กองทิ้งไว้ในถาดเครื่องปรุงเตรียมทำต้มยำ และกอง ขี้เถ้า สีเทาๆ จากเตาไฟที่เพิ่งมอดดับลงใหม่ๆ
ดวงตาของวิศวกรหนุ่มเป็ประกายวาวโรจน์เหมือนเจอขุมทรัพย์ "เสร็จโจร!"
กันต์ทิ้งผ้าขี้ริ้ว วิ่งไปคว้ามะนาวมาห้าหกลูก แล้ววิ่งไปโกยขี้เถ้าอุ่นๆ ใส่กะลาแยกอีกใบ วิ่งกลับมาหน้าแคร่อย่างรวดเร็ว
"พี่ชายจะทำต้มยำดาบเหรอ?" พรายชุมพลถามตาแป๋ว ห้อยหัวลงมาดูใกล้ๆ ด้วยความสงสัย "ดาบกินไม่ได้นะจ๊ะ ถึงพ่อจะบอกว่ามันกินเืก็เถอะ"
"ต้มยำบ้านแกสิ! นี่เขาเรียกว่า กระบวนการทางเคมีแบบลำดับขั้น (Step-by-step Chemical Process) !" กันต์ตอบเสียงดังฟังชัดอย่างมั่นใจ พลางลงมือปฏิบัติการอย่างคล่องแคล่วราวกับเชฟกระทะเหล็ก หรือนักเล่นแร่แปรธาตุ
"ขั้นแรก... สลายคราบเื! เืคือไขมันและโปรตีน ต้องเจอ ด่าง!"
เขาตักขี้เถ้าผสมน้ำเล็กน้อยจนเป็โคลนเหลวๆ (ซึ่งคือน้ำด่างธรรมชาติที่มีความเป็เบสสูง Potassium Carbonate) แล้วพอกลงบนใบดาบตรงที่มีคราบเืเกาะ ใช้กาบมะพร้าวขัดถูอย่างแรง
"ความเป็ด่างของขี้เถ้า จะไปทำปฏิกิริยา Saponification กับไขมันในคราบเื เปลี่ยนไขมันให้กลายเป็สบู่... และสลายพันธะโปรตีนให้เปื่อยยุ่ย... หลุดซะไอ้น้อง! หลุดออกมา!"
เสียง ฉ่า... เบาๆ ดังขึ้น (หรือกันต์มโนไปเองก็ไม่รู้) แต่ที่แน่ๆ คราบเืสีดำที่ขัดไม่ออกเมื่อกี้ เริ่มละลายเยิ้มออกมาเป็น้ำสีน้ำตาลขุ่นๆ ผสมกับสีของขี้เถ้าอย่างง่ายดาย
พรายชุมพลมองตาค้าง อ้าปากหวอ ร้อง "ว้าว..." เบาๆ อย่างทึ่งจัด
"ขั้นต่อมา... ความหมองคล้ำของโลหะ ต้องเจอ กรด!"
กันต์เอาน้ำล้างคราบขี้เถ้าและเืออกจนหมด แล้วบีบน้ำมะนาวสดๆ ราดลงไปบนใบดาบ จนเกิดฟองฟู่เล็กน้อย แล้วใช้เปลือกมะนาวขัดซ้ำไปทั่วทั้งใบดาบ
"กรดซิตริก (Citric Acid) ในมะนาว จะทำหน้าที่เป็ Chelating agent กัดสนิมและออกไซด์ที่เกาะผิวเหล็กออก... ขัดๆ ถูๆ เข้าไป... ทีนี้ก็..."
เขาใช้ผ้าแห้งผืนใหม่ที่ไปฉกมาจากราวตากผ้า เช็ดคราบน้ำมะนาวและคราบสกปรกทั้งหมดออก แรงขัดครั้งสุดท้ายเผยให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึง!
เนื้อเหล็กสีเงินวาววับที่ซ่อนอยู่ข้างในส่องประกายวิ้งวับสะท้อนแสงแดดเจิดจ้า ราวกับกระจกเงาชั้นดี ไม่มีคราบเื ไม่มีสนิม เหลือเพียงความคมกริบที่บาดตาบาดใจ ยิ่งกว่าโฆษณาน้ำยาล้างจานยี่ห้อดัง!
"เรียบร้อย!" กันต์ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ยกดาบขึ้นส่องกับแดด หมุนซ้ายหมุนขวา "วิ้งวับระดับ 4K! ใสปิ๊งจนส่องเห็นสิวเสี้ยน! ถ้าเป็ยุคปัจจุบันกูเปิดร้าน Car Detailing เคลือบแก้วดาบ รวยเละไปแล้ว!"
"ทำอะไรของเอ็ง?"
เสียงเหี้ยมเกรียมเย็นะเืดังขึ้นจากด้านหลัง กันต์สะดุ้งสุดตัวจนดาบแทบหลุดมือ เขาหันขวับกลับไปมอง
ขุนแผนยืนนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวเผยให้เห็นหุ่นนักรบที่สมบูรณ์แบบ ผมเปียกหมาดๆ มีหยดน้ำเกาะพราว ยืนกอดอกจ้องมองดาบในมือกันต์ด้วยสายตาตกตะลึงและไม่ไว้วางใจอย่างรุนแรง ราวกับเห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น
"ข้า... ข้าให้เอ็งขัดดาบ..." ขุนแผนเดินเข้ามาใกล้ แย่งดาบไปจากมือกันต์เพื่อพิจารณา "แต่ข้าไม่ได้สั่งให้เอ็งชุบชีวิตมันใหม่เยี่ยงนี้"
ดาบในมือขุนแผนส่องประกายเจิดจ้ากว่าทุกครั้งที่เขาเคยเห็น ราวกับมีออร่าพุ่งออกมา ลายอักขระที่เคยหมองมัวกลับเด่นชัดขึ้นมาเป็สีแดงฉานราวกับเืที่สูบฉีด พลังอำนาจของมันดูเหมือนจะตื่นตัวเต็มที่
"เอ็งใช้อะไรขัด?" ขุนแผนถามเสียงเครียด หรี่ตามองเด็กตรงหน้าอย่างจับผิด
"มะ... มะนาวกับขี้เถ้าจ้ะท่านขุน!" กันต์รีบตอบละล่ำละลัก กลัวโดนดาบฟันคอ "หนูใช้สูตร... เอ่อ... สูตรวิทยา... สูตรยายทวดจ้ะ! แยกขัดทีละขั้นตอน เอาขี้เถ้ากัดเื เอามะนาวกัดสนิม... มันสะอาดกว่าใช้น้ำมันอย่างเดียวจ้ะ! มันเป็ปฏิกิริยาเค... เอ้ย... เป็เคล็ดลับจ้ะ!"
ขุนแผนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พิจารณาใบดาบสลับกับหน้าเด็กผมจุก ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองกันต์
"ดาบเล่มนี้... ปกติมันไม่ยอมให้ใครจับนอกจากข้า กับลูกข้า" ขุนแผนพูดเสียงเย็น ความกดดันแผ่ออกมารอบตัว "ทหารคนอื่นแค่แตะฝัก ก็โดนมันบาดมือเืสาด หรือไม่ก็ฝันร้ายจนหัวโกร๋น... แต่นี่... เอ็งจับมันถอดฝัก ขัดถูมันจนวาววับ..."
เขามองมือทั้งสองข้างของกันต์... ไม่มีแผลแม้แต่รอยขีดข่วน แถมตัวดาบยังดู 'สงบ' ผิดปกติ เหมือนหมาดุที่ยอมนอนหงายท้องให้คนแปลกหน้าเกาพุงเล่น
"เอ็งมันตัวอะไรกันแน่ไอ้จุก? เด็กธรรมดาไม่มีทางทำแบบนี้กับฟ้าฟื้นได้"
คำถามนั้นไร้คำตอบ มีเพียงความเงียบที่น่าอึดอัด กันต์เหงื่อแตกพลั่ก ไม่รู้จะอธิบายเื่เคมีหรือเื่จิตแข็งยังไงให้คนยุคนี้เข้าใจ
ทันใดนั้น...
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงกลองรบดังรัวสนั่นหวั่นไหวมาจากหน้าค่าย! จังหวะที่เร่งร้อนและดุดันปลุกให้ค่ายทหารที่กำลังเอื่อยเฉื่อยลุกเป็ไฟ เสียงะโโหวกเหวกโวยวายดังระงมไปทั่ว
"ข้าศึก!" ทหารนายหนึ่งวิ่งหน้าตื่น เือาบแขนเข้ามารายงาน "ทัพเชียงใหม่! มันส่งหน่วยทะลวงฟันบุกมาแล้วขอรับ! พวกมันตีฝ่าแนวกั้นหน้าค่ายเข้ามาแล้ว!"
ขุนแผนดวงตาเปลี่ยนเป็วาวโรจน์ทันที ความสงสัยในตัวกันต์ถูกพักไว้ สัญชาตญาณนักฆ่าและแม่ทัพใหญ่ถูกปลุกขึ้น เขาคว้าฝักดาบจากพื้นมาสวมเข้ากับตัวดาบดัง แกรก!
"ดี..." ขุนแผนแสยะยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้กันต์ขนหัวลุกยิ่งกว่าเจอผี "ดาบกำลังสวย... เงาวับจับตา... ได้เวลาเอาไปเจิมเืสดๆ ให้หายอยากพอดี"
เขาหันขวับมาทางกันต์ที่กำลังยืนงงทำอะไรไม่ถูก
"ตามข้ามาไอ้จุก! เอ็งต้องไปกับข้า!"
"หา!? ไปรบเนี่ยนะจ๊ะ!?" กันต์ร้องเสียงหลง ตาเหลือก "ท่านขุนจะบ้าเหรอ ผมรบไม่เป็! ผมเป็เด็กเลี้ยงม้า เป็เด็กขัดดาบนะจ๊ะ! ไม่ใช่นักรบสปาร์ตัน!"
"หุบปาก!" ขุนแผนตวาดเสียงดังฟังชัด มือคว้าเสื้อเกราะหนังมาสวมอย่างรวดเร็ว "ข้ายังไม่ไว้ใจทิ้งเอ็งไว้ที่ค่ายคนเดียว! เอ็งมันตัวประหลาด เกิดเอ็งเป็ไส้ศึกแอบเผาค่ายตอนข้าไม่อยู่จะทำเยี่ยงไร!"
"โห... มองโลกในแง่ร้ายชะมัด" กันต์บ่นอุบในลำคอ "ช่วยขัดดาบให้ซะขนาดนี้ ยังระแวงกันอีก"
"อีกอย่าง..." ขุนแผนโยน 'ฝักดาบ' ไม้ตะเคียนลงตรงหน้ากันต์ "เอ็งต้องมาถือไอ้นี่... ดาบฟ้าฟื้นเวลาถอดฝักแล้วรังสีมันแรง มันกระหายเื ข้า้าคนจิตแข็งคอยถือฝักวิ่งตามข้า... ห้ามห่างเกินสามก้าว เข้าใจไหม! ถ้าข้าเรียกฝัก เอ็งต้องยื่นให้ทันที!"
กันต์ก้มมองฝักดาบอาถรรพ์ที่เท้า แล้วเงยหน้ามองขุนแผน... สรุปคือ... กูได้รับเลื่อนขั้นจากเด็กเลี้ยงม้า เป็ เด็กแบกฝักดาบ (Scabbard Bearer) ประจำตัวแม่ทัพ? นี่มันงานเสี่ยงตายชัดๆ!
"เร็วสิวะ! ข้าศึกบุกถึงหน้าค่ายแล้ว! จะไปดีๆ หรือจะให้ข้าตัดหัวทิ้งไว้ที่นี่!"
กันต์ลนลานมองซ้ายมองขวาหาอาวุธป้องกันตัว จะให้ถือแต่ฝักดาบวิ่งเข้าดงตีนศัตรูก็ดูเสี่ยงตายเกินไป สายตาเหลือบไปเห็นกองขยะอาวุธชำรุด... มีดาบเก่าๆ สนิมเกรอะเล่มหนึ่งวางทิ้งอยู่
'ดาบใครฟ้ะ? ...เฮอะ เก่าขนาดนี้ ฟันทีเดียวคงหักคามือ ดีไม่ดีบาดมือตัวเองตายก่อน... เอาวะ! ดีกว่าไม่มีละกันเว้ย อย่างน้อยก็เอาไว้ขู่!'
กันต์คว้าดาบเก่าๆ เล่มนั้นมาเหน็บเอวด้วยความทุลักทุเล แล้วก้มลงคว้าฝักดาบฟ้าฟื้นมากอดแนบอกแน่น น้ำหนักของมันหนักอึ้งราวกับแบกภาระทั้งโลกไว้
"ไปแล้วจ้ะท่านขุน! รอด้วย!"
กันต์ออกวิ่งตามหลังม้าสีหมอกของขุนแผนไปอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางเสียงโห่ร้องฆ่าฟันและกลิ่นคาวเืที่เริ่มลอยคลุ้งขึ้นมาอีกครั้ง บททดสอบงานบ้านจบลงแล้ว... ต่อไปคือบททดสอบชีวิตจริง ในสนามรบจริง ในฐานะ 'เด็กแบกฝักดาบ' ของขุนแผน!