ท่ามกลางความเงียบสงัดบนยอดเขาเวียง์สถานที่ซึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความหวาดระแวง ครูบาอัครเดช (นายเล็กดำดำ)ยอดเกจิผู้เรืองเวทที่เคยนั่งปรกบริกรรมคาถาจนฟ้าดินะเืกลับนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียงไม้สักทองนานถึงสามวันสามคืนร่างกายที่เคยกำยำด้วยมัดกล้ามแห่งตบะบารมี บัดนี้ดูซูบเซียวลงอย่างน่าประหลาด
ใน่เวลาที่ผู้นำสำนักหลับลึกลูกศิษย์ลูกหาและเหล่านักเลงสายเวทที่เป็บริวารต่างพากันอกสั่นขวัญแขวนพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งประกาศิตสุดท้ายของครูบาอย่างบ้าคลั่งูเาเวียง์ทั้งลูกถูกสั่งปิดตาย กองกำลังติดอาวุธและอาคมออกระดมล่า"กระรอก" ทุกตัวที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็กระรอกหลากสี กระรอกบินหรือแม้แต่กระแตตัวเล็กตัวน้อย ก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของคนคลั่งเหล่านี้ไปได้
กองไฟถูกจุดขึ้นตามจุดต่างๆ ทั่วสำนัก กลิ่นเนื้อย่างโชยฟุ้งไปทั่ว แต่ไม่ใช่เพื่องานรื่นเริงมันคือเมนูที่เกิดจากความแค้น ทั้งแกงป่ากระรอกรสจัดจ้านผัดเผ็ดที่อัดแน่นด้วยสมุนไพร ลาบเื และกระรอกหันที่ส่งเสียงฉ่า ๆอยู่บนกองเพลิง... จนกลายเป็ตำนานบทใหม่ที่ชาวบ้านละแวกนั้นต่างพากันพูดถึงในชื่อ"ตำนานยอดเขาเวียง์ไร้กระรอก"ที่แสนประหลาดและน่าสยดสยองในเวลาเดียวกัน
ทว่าอาถรรพ์ของธรรมชาติก็ทำงานในทันทีเมื่อพญากระรอกั์เ้าที่ผู้ปกปักรักษาผืนป่าแห่งนี้ ซึ่งบำเพ็ญตบะจนถึงระดับเดชะ ขั้น 9 ทนเห็นบริวารของตนถูกล่าสังหารไม่ไหวมันโกรธจัดจนดวงตาเปลี่ยนเป็สีแดงฉานนำทัพสมุนกระรอกนับพันบุกจู่โจมยอดเขาเวียง์ในยามวิกาลเสียงฝีเท้านับพันมุ่งตรงเข้าถล่มอาศรมจนข้าวของระเนระนาด กองทัพมนุษย์สายเวทถึงกับตั้งตัวไม่ติด
จนกระทั่งในเช้าวันที่สี่ครูบาอัครเดชก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาด้วยความมึนงงทันทีที่เขาััได้ถึงความวุ่นวายภายนอกและความโกรธแค้นที่ยังฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกเขาก็แผดเสียงก้องกังวานจนแผ่นดินะเื ร่างของเขาลอยตัวขึ้นเหนือยอดไม้อาศัยบารมีระดับตบะ ที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิด "ไอ้กระรอกผี! ฉันจะตีแกให้ตาย!อย่าหนีนะ!"
พญากระรอกั์ที่กำลังไล่ต้อนลูกศิษย์วัดถึงกับหยุดกึกมันเงยหน้ามองมนุษย์ผู้นี้ด้วยความงุนงงแกมหวาดหวั่น พลางะโตอบโต้ด้วยภาษาจิต"ไอ้ครูบาบ้า! พวกฉันไปทำอะไรให้ท่านเจ็บช้ำน้ำใจนักหนาวะถึงได้ตามล้างตามเช็ดพวกฉันขนาดนี้!"
"แกยังกล้าพูดคำว่ากระรอกออกมาอีกเหรอ? ตายซะ!"ครูบาคลั่งจนขาดสติ ไล่ล่าพญากระรอกข้ามป่าข้ามเขา ฝ่าดงหนามและเหวลึกไปไกลนับสี่แสนกิโลเมตร จนแทบจะสุดขอบโลก เขาตามไปถึงถ้ำลึกที่เป็ถิ่นพำนักสุดท้ายแล้วสั่งให้ลูกศิษย์นับร้อยล้อมถ้ำสวดคาถาอาคมทิ่มแทงิญญาอยู่เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวันจนสามารถล้างบางพวกกระรอกได้สมใจถึงได้ยอมลดราวาศอกแล้วกลับสู่ยอดเขา
ทว่า...ชัยชนะนั้นช่างแสนสั้น เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องตรวจสอบของวิเศษและฟื้นฟูพลังครูบาอัครเดชพยายามจะเรียกใช้ "เนตรทิพย์" วิชาเอกที่เขาภาคภูมิใจที่สุดเพื่อส่องมองโชคลาภในอนาคต แต่แล้วเขาก็ต้องหน้าถอดสีร่างกายสั่นเทิ้มเหมือนโดนน้ำเย็นจัดราดรด
ในคืนนั้นแทนที่จะมีการเฉลองชัยอันยิ่งใหญ่ ครูบากลับขังตัวอยู่ในกุฏิเพียงลำพังเขารู้สึกถึงความว่างเปล่าในจิติญญา ก่อนจะพ่นเืคำโตออกมาเลอะจีวรพลางร้องไห้โฮอย่างหมดรูป"แม่มันเอ๊ย... วิชาเนตรทิพย์ที่ฉันอุตส่าห์บำเพ็ญมานับร้อยปีมันหายไปไหน? ฉันใช้มันไม่ได้แล้ว...มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน!"
ความซวยของเขายังไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่อถึงเวลาค่ำคืน นางบำเรอสาวสวยที่มีหน้าที่ปรนนิบัติพัดวีมานอนรออยู่บนเตียงไม้หอมนางพยายามใช้มารยาหญิงเข้ายั่วยวนครูบาที่กำลังอัดอั้นจากความผิดหวังก็หมายจะใช้กามราคะเข้าช่วยปลอบประโลมจิตใจเขาถอดผ้าผ่อนเตรียมจะเผด็จศึกตามวิถีโลกียะแต่แล้วเขาก็ต้องชะงักกึกพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากออกมาเป็ทาง...
เขาร้องะโก้องอยู่ในใจ'ชิบหายแล้ว!แม้แต่วิชาเสพสังวาลผมก็ลืมวิธีใช้เรอะ? ์แกล้งผมหรือไงเนี่ย!แล้วผมต้องเข้าถ้ำไหนก่อนวะเนี่ย?!' (พระเอกในร่างกระรอกนึกเยาะหยันผ่านจิตที่เชื่อมโยงกัน)
นางบำเรอเห็นครูบายืนนิ่งเหมือนหินสลักจึงส่งเสียงเรียกออดอ้อน "พระอาจารย์ขา... มาเถอะค่ะ น้องอยากจะ 'ดำ' ดิ่งไปกับ..."
"เพียะ!"
ฝ่ามือพิฆาตใบหน้าฟาดฉาดเข้าที่ใบหน้าสวยจนนางกระเด็นตกเตียง "ห้ามพูดคำว่าดำ!คำพ้องเสียงก็ไม่ได้! ใครพูดฉันจะตบให้ฟันร่วง!"
นับจากวันนั้นข่าวลือเื่ครูบาแห่งเวียง์ "นกเขาไม่ขัน" และ "เสียจริต"ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าจนลูกศิษย์ต้องเที่ยวไปแสวงหายาสมุนไพรโด่ไม่รู้ล้มและน้ำมันพรายมหาเสน่ห์มาถวายกันยกใหญ่เพื่อหวังจะกู้ศักดิ์ศรีของอาจารย์กลับคืนมา
ทางด้านไอ้จ้อยกระรอกน้อยเ้าเล่ห์ เขาไม่รู้เลยว่าการ "ล้วง"พลังเพียงครั้งเดียวของเขาจะทำเอาครูบาผู้เรืองเวทคนหนึ่งแทบเสียสติได้ขนาดนี้เขาแค่นึกขอบใจตัวเองที่ตอนนั้นไม่ใจอ่อนช่วยคนโดยไม่ดูตาม้าตาเรือไม่อย่างนั้นป่านนี้เขาคงกลายเป็ "กระรอกหัน" ประดับโต๊ะอาหารไปแล้ว
จ้อยมองดูมีดบินอาคม เล่มโตที่วางเด่นอยู่ตรงหน้า เขาใช้เท้าหน้าเขี่ยมันเบา ๆ พลางบ่นอุบอิบ"น้ำหนักดีนะเนี่ย แต่มันใหญ่ไปหน่อยสำหรับผมแฮะ"
ก็ไม่ใหญ่ได้ยังไงล่ะ!มีดบินอาคมเล่มนี้ถูกสร้างมาเพื่อมืุ์แต่มันยาวเกือบเท่าส่วนสูงของเขาที่เป็กระรอกยืนสองขาเวลาจ้อยพยายามจะสะพายมันไว้ที่หลัง จึงดูเหมือนกระรอกพกดาบั์ที่เป็ของเล่นเกินตัวมากกว่าจะเป็อาวุธสังหาร
"ว้าว! จ้อย ไปเอาของเล่นมาจากไหนเนี่ย? ฮ่า ๆท่าทางเธอพกดาบเนี่ยมันน่ารักสุด ๆ ไปเลย!"
นายหญิง(แม่นางจันทร์) เดินนวยนาดออกมาจากเรือนไม้หอมพอดีเมื่อได้ยินเสียงกุกกักนางเห็นกระรอกน้อยในท่าทางเก้งก้างพยายามจัดแจงมีดเล่มเขื่อง ก็หลุดหัวเราะร่าออกมาด้วยความเอ็นดูจ้อยรีบวางมีดลงทันทีเพราะใจหนึ่งก็เขินอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าคมมีดอาถรรพ์จะไปบาดโดนผิวบาง ๆ ของนางเข้า
"ผมไปแกะมาจากฟันหน้าน่ะครับ" จ้อยตอบไปตามตรงตามสัญชาตญาณ
แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักกึกจนหูตั้ง...'เช็ดเข้!เมื่อกี้ผมพูดภาษาคนเรอะ?!'
"จ้อย... เธอพูดได้แล้วเหรอ?!" นายหญิงอุทานด้วยความใดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความทึ่งและดีใจในเวลาเดียวกัน
จ้อยนึกย้อนไปถึง่วินาทีที่ปล้นพลังของ"น้าเล็กดำดำ" หรือครูบาอัครเดชเขาจำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกแสบที่ลำคอเหมือนมีไฟดวงเล็ก ๆ เผาไหม้อยู่ภายใน 'หรือว่า... ไอ้พลังนวล ๆนั่นมันช่วยเผาผลาญกระดูกลิ้นของสัตว์ จนทำให้ผมออกเสียงมนุษย์ได้ชัดเจนแบบนี้?'
ถึงจะสงสัยแต่จ้อยก็ไม่อยากอธิบายอะไรให้มันซับซ้อน"พูดได้สิครับ ผมมันระดับอัจฉริยะข้ามสายพันธุ์อยู่แล้ว!"
นายหญิงตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นนางปรี่เข้ามาคว้าตัวจ้อยไปกอดไว้แนบอกแล้วดึงแก้มยืดจนหน้ากระรอกกลายเป็แผ่นแป้งขนมเบื้อง"ไหนดูซิ... หนังหน้าเธอเนี่ยมันหนากี่นิ้วกันนะถึงได้ขี้คุยขนาดนี้..."
จ้อยไม่คิดจะหนีแถมยังยอมให้นางดึงแก้มเล่นตามใจชอบ พลางทำหน้าทะเล้นใส่จนนายหญิงหัวเราะร่วนไม่หยุด เสียงหัวเราะของนางช่างสดใสจนทำให้บรรยากาศรอบข้างดูสว่างไสวขึ้นมาทันตา
"ดีจังเลยที่พูดได้ ต่อไปนี้ฉันจะได้มีเพื่อนคุยแล้ว... จ้อยจ๋าทำไมหูเธอถึงยาวขนาดนี้ล่ะ?" นายหญิงเริ่มเปิดฉากสนทนา"ก็ไม่รู้สิครับ ผมเลือกเกิดได้ที่ไหนล่ะ ถ้าเลือกได้ผมคงเกิดเป็คนหล่อ ๆไปแล้ว" "แล้วหางนุ่ม ๆ นี่ล่ะ ขนเยอะขนาดนี้ไม่ร้อนเหรอ? ให้ฉันโกนขนให้ไหม?" "เฮ้ย! นายหญิงใจเย็นครับ! ขนเนี่ยคือศักดิ์ศรีและเครื่องบ่งบอกฐานะของผมเลยนะ!""จ้อยจ๋า... เวลาฝนตกขนเปียกแล้วมันรู้สึกยังไงเหรอ?" "จ้อยจ๋า... ดูดาวดั่นสิ สวยไหม?" "จ้อยจ๋า..."
จ้อยเพิ่งรู้ซึ้งวินาทีนั้นเองว่าการที่เขาพูดได้มันไปกระตุกต่อม "ช่างจ้อ" ของนายหญิงเข้าอย่างจัง!นางจับเขาไปวางบนตักนุ่ม ๆ แล้วชวนคุยสารพัดเื่ตลอดทั้งวันจ้อยพยายามจะแทรกคำพูดเท่ ๆ แต่ก็โดนนางกอดรัดจนปากบี้พูดไม่ออกได้แต่ยอมเป็ตุ๊กตาหน้ารถให้นางฟัดจนพอใจ
จนกระทั่งเวลาล่วงเข้าสู่ยามค่ำคืนที่เงียบสงบแสงจันทร์ทอประกายอาบไล้ไปทั่วบริเวณท่ามกลางกลิ่นหอมละมุนของดอกกรรณิการ์ที่โชยมาตามลมเย็นหนึ่งคนและหนึ่งกระรอกนั่งเคียงข้างกันอยู่บนโขดหินใหญ่ใต้ต้นพฤกษาทิพย์ที่ผลิบาน
นายหญิงในชุดสไบสีขาวนวลนั่งกอดเข่าพิงหลังไปกับกิ่งต้นไม้ใหญ่ด้วยท่าทางผ่อนคลาย นางเล่าเื่ราวต่าง ๆในอดีตและนิทานปรัมปราด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ซึ่งสำหรับจ้อยแล้ว...รอยยิ้มนั้นมันงดงามและตราตรึงยิ่งกว่าแสงดาวที่ระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้าเสียอีก
จ้อยมองดูนางที่กำลังหลับตาพริ้มรับลมเย็นแล้วนึกในใจ...'เอาเถอะถึงจะบ่นเก่งและช่างถามไปนิด แต่ถ้านายหญิงมีความสุขแบบนี้ผมยอมเป็กระรอกให้บ่นไปตลอดชีวิตเลยก็ได้'