“ยายยยยยยยยยยย!!!!!!!!! อย่าไปนะ อย่าไป อย่าไป อย่า... วาตาอย่าไป ยายช่วยผาด้วย อย่าให้เขาไปนะยาย อย่าให้เขาไปปปปปปปป.... “
จู่ ๆ ภูผาก็ะโสุดเสียงทำเอาเมธีที่กำลังจัดร้านหันมองตามเสียงด้วยความใ รีบผละจากงานตรงหน้าดิ่งมาตามเสียงอีกฝ่ายที่ตอนนี้หอบจนตัวโยน ใช่ เขาฝันไป
“พี่ผา มีอะไรหรือเปล่าะโลั่นร้านเลย” เมธีว่าเมื่อมาหยุดตรงหน้าอีกฝ่ายที่เพิ่งตื่นเพราะเสียงเรียกของอีกฝ่ายในเช้าวันรุ่งขึ้น
“ยายยังไม่กลับมาหรอกนะ เนี่ย ผมก็รออยู่เหมือนกัน ส่วนวาตาค๊อฟพี่ก็ยังอยู่น่ะพี่ไม่ได้หายไปไหน” เมธีบอกตามประสาซื่อนึกไปว่ารุ่นพี่ห่วงร้านจนเก็บเอาไปฝัน ภูผาเอามือลูบหน้าตัวเองอีกรอบอย่างทบทวนว่าตัวเองเผลอพูดอะไรไป
“อย่าบอกนะว่าเมื่อกี้ ... ละเมอ?? แล้วจำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกมา “คนถามถามอย่างไม่มั่นใจขึ้นมาบ้าง จนเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าก็เลยรีบอธิบาย
“เมื่อกี้พี่เรียกหายายบอกว่าอย่าไปอย่าให้เขาไป อย่าให้ใครไปอะไรซักอย่างนี่แหละ แล้วก็เรียกแต่วาตา วาตา ชื่อร้านเรา พี่ผาจำไม่ได้เลยหรอ” คราวนี้ภูผาเริ่มชักจะนึกออกขึ้นมาบ้าง แปลว่าทั้งหมดคือฝันหรอมันแค่ความฝันจริง ๆ ใช่ไหม
“พี่ฝันไปหรอวะ”
“อือ ฮึ” อีกฝ่ายพยักหน้า
“แล้ว....” ชายหนุ่มส่งสายตาค้นหาอะไรบางอย่างไปรอบ ๆ ทำเอาเด็กหนุ่มมองตามและร้องถาม
“พี่ผาหาอะไรหรือเปล่าครับหรือว่ามองหาใครหรือเปล่า”
“เอ่อออ เปล่า ๆ ว่าแต่นายเข้ามาไม่เห็นใครเลยหรอ”
“ใครหมายถึงใครครับ ไม่เอาน่าพี่ถามแบบนี้ผมก็เสียวหลังแว๊บบบเลย ไม่มีใครสิพี่เข้ามาก็เจอพี่หลับอยู่ นี่ก็ว่าจะถามว่านึกยังไงมานอนหลับอยู่ตรงนี้ทำไมไม่เข้าไปนอนในห้อง หนาวก็หนาว “
“ก็.... อยากเปลี่ยนบรรยากาศนะอย่าสนใจเลย ไม่มีอะไรหรอก งั้น เดี๋ยวพี่เก็บที่นอนก่อนน่ะ เดี๋ยวลูกค้ามาเห็นจะดูไม่ดี ส่วนนายรีบเตรียมร้านเถอะ” ภูผารีบบอกก่อนจะลุกเก็บที่นอน เมธีมองตามท่าทีร้อยรนนั้นราวกับปกปิดอะไรไว้ก่อนจะยอมเดินไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ
“นี่ออกไปก่อนมีใครมาเห็นจริง ๆ สินะ”
ภูผาพึมพำเมื่อนึกใครอีกคนที่นอนกอดเขาทั้งคืน แปลกที่วันนี้เขากลับนึกอยากให้อีกคนร่ำลาก่อนไปมากกว่ากลับไปเงียบ ๆ แบบนี้
ถ้าคราวหน้าเขาบอกว่า “จะไป” แล้วไปโดยที่เขาไม่รู้ตัวแบบนี้อีกเขาควรจะจัดการกับความรู้สึกใจหายของตัวเองยังไงดี
ภูผารีบสลัดความรู้สึกฟุ้งซ่านของตัวเองออก ก้มหน้าก้มตาเก็บที่นอนอีกครั้งแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าข้อมือข้างซ้ายมีอะไรบางอย่างคล้องอยู่ เขายกข้อมือตัวเองมาดูอย่างนึกสงสัยสร้อยข้อมือหนังเล็ก ๆ สีน้ำตาลเข้มถูกผูกไว้อย่างประณีตไม่คับไม่หลวมจนเกินไป แล้วใครกันมาใส่ให้เขาแบบนี้
ไม่ทันที่จะนึกไปถึงไหน ๆ เสียงไลน์ก็ดังขึ้นรัว ๆ สองสามครั้งจนต้องเหลือบตาไปมอง คราวนี้เขารีบเปิดอ่านทันที่เมื่อเห็นว่าใครส่งข้อความเข้ามาซึ่งต่างจากทุกครั้งที่เขาจะปล่อยให้มันดังอยู่แบบนั้น
---ตื่นหรือยังครับผม---
--- ชอบของฝากจากผมไหม มันน่ารักดีเลยนึกถึงคนหน้าเคร่งขรึมอย่างคุณ---
--- ก้อนหินกับดอกไม้ แตกต่างแต่อ่อนโยนเหมือนคุณกับสร้อยอันนี้---
--- อ่านไม่ตอบ แปลว่าชอบของขวัญจากผมนะครับ--- แล้ววาตาก็ส่งสติ๊กเกอร์ดีใจะโจนตัวลอยมาให้
***ไร้สาระ*** ประโยคเดียวที่ภูผาพิมพ์ตอบ สติ๊กเกอร์ที่ส่งกลับมาเลยกลายเป็หมีหน้าเศร้าแทน เขาแอบนึกขำก่อนจะส่ายหน้าให้กับหน้าจอโทรศัพท์
--- ผมซ้อมเดินแบบก่อนนะครับ เดี๋ยวเสร็จแล้วจะไลน์ไปหา วันนี้เรามีนัดกันนะครับ---
***ให้มันจริง***
--- งั้นเอานี่ไปจะได้รู้ว่าผมไม่เคยลืมสัญญา---
ไม่ถึงห้าวิ ภาพภูผาหลับตาพริ้มในอ้อมกอดโดยมีวาตาส่งยิ้มให้กล้องอย่างมีความสุขถูกส่งเข้ามา แม้จะแค่ภาพเดียว แต่ทำเอาอีกฝ่ายหน้าแดงจนแทบแทรกแผ่นดินหนีรีบส่งสติ๊กเกอร์โมโหสุดชีวิตรัว ๆ กลับไปแทบจะทันที
“โอ้ยยยยยย!!!!!!!!!”
ภูผาร้องเสียงดังอย่างขัดใจที่อีกฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าอีกจนได้ ทำเอาเมธีหันมามองหน้าตาตื่นอีกรอบ จนภูผาต้องรีบยกมือบอกไม่มีอะไรแล้วรีบยกเครื่องนอนไปเก็บด้วยท่าที ...ปั้นปึง
ก็แค่โดนผู้ชายจีบ จะอายอะไรนักหนา....
แต่สรุปวันนี้ทั้งวันสายตาภูผาก็เอาแต่จ้องไปที่ประตู เขาจะเงยหน้าอย่างตื่นเต้นทุกครั้งที่ประตูถูกผลักเข้ามา และทุกครั้งอีกเช่นกันที่เขาต้องก้มหน้าสนใจหนังสือพิมพ์ตรงหน้าอย่างผิดหวังลึก ๆ
“พี่ผาจะทุ่มนึงแล้วผมขอกลับก่อนน่ะพี่ วันนี้ผมนัดแม่ไว้จะพาไปกินข้าวนอกบ้าน” เมธีเอ่ยขออนุญาตต่อเ้านายหนุ่มที่ยังคงนั่งจมอยู่กับกองหนังสือพิมพ์
“อื้มมมม เอาสิ กินเผื่อด้วยละกันฝากบอกป้าอาจว่าว่าง ๆ พี่จะแวะไปหา”
“ครับผม ผมเก็บร้านแล้วนะพี่ ล้างจานล้างแก้วเรียบร้อยถ้าไม่มีลูกค้าโผล่มาอีก พี่ก็ปิดร้านนอนเกาพุงได้เลย”
“เอออออออออออ ขอบคุณครับคุณน้องงงงงงงงงงงง ไปได้แล้วไป”
ภูผาพูดทีเล่นทีจริงอย่างนึกขำ เมธียิ้มให้ก่อนจะเก็บกระเป๋าเดินออกจากร้านไป วันนี้ภูผาตั้งใจว่าจะปิดร้านเร็วหน่อย เขาอยากรวบรวมข้อมูลสำหรับการเริ่มสมัครงานพรุ่งนี้