ต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ฝนตกมากนัก
ณ ท้องพระโรงพระราชวังซานตง ปลายยามเฉิน
หลังจากในที่ประชุมได้รับรายงานสถานการณ์ของเมืองต่างๆโดยรอบ
ขุนนางวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปีผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้น
“ทูลฝ่าา…เหตุอุทกภัยที่เมืองอวี๋ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็อย่างมาก กระหม่อมไป๋จงซูขอเสนอให้ทรงอนุญาตเปิดคลังหลวงเพื่อบรรเทาทุกข์เร่งด่วนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่เขาพูดจบเหล่าขุนนางฝ่ายสนับสนุนก็เอ่ยอย่างพร้อมเพรียง “ขอทรงอนุญาตด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
บนบัลลังก์ั ณ ที่แห่งนั้น
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งอายุราวยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปีกำลังนั่งครุ่นคิดบางอย่างอยู่
เขาผู้นี้แม้มีใบหน้าหล่อเหลาเป็เอกลักษณ์สักเพียงใดแต่สิ่งที่เผยให้เห็นกลับมีเพียงความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งและความน่าเกรงขามเหลือประมาณเท่านั้น
ผู้ใดที่ได้พบต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่า...รู้สึกเสียวสะท้านจนเกือบลืมหายใจเลยทีเดียว
'จะว่าไปผู้ที่เป็ฮ่องเต้มิใช่ใครก็เป็ได้กระมัง กลิ่นอายอันสูงศักดิ์เช่นนี้เห็นทีใต้หล้าก็มีแต่ฝ่าาผู้นี้นี่แหละ'
ในความเงียบงันครู่ใหญ่
ฝ่าาค่อยๆเอื้อนเอ่ยวาจาที่ให้ความรู้สึกเ็ามากกว่าใบหน้าของพระองค์เสียอีก
“คนอื่นๆ...มีความเห็นอย่างไรกันบ้าง”พระองค์กล่าวพลางกวาดสายตาคมปลาบไปยังเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่จนออกอาการสั่นไหวไปตามๆกัน
พวกเขาต่างแอบชำเลืองมองซ้ายทีขวาทีด้วยสีหน้าระแวดระวังจนกระทั่งมีขุนนางผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าเสนอความคิดเห็นออกไป
“กระหม่อมหู่ปู้ เสนาบดีกรมคลังขอบังอาจกราบทูลว่า การเปิดคลังหลวงจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเมืองอวี๋เป็เมืองท่าสำคัญและการที่เมืองฟื้นตัวเร็วย่อมเป็การดีแต่หากให้เปิดคลังหลวงในยามนี้ ก็อาจส่งผลกระทบในภาวะฉุกเฉินจริงๆได้พ่ะย่ะค่ะ”
'อืม' ฮ่องเต้พยักหน้าเป็เชิงรับทราบยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าใดใดเกิดขึ้น
เขามีหรือจะมองไม่ออกว่าการหยั่งเชิงของเสนาบดีซ้ายครั้งนี้อาจถึงขั้นสั่นคลอนอำนาจเขาได้
หากยอมทำตาม…ภายภาคหน้าอุบัติเหตุเภทภัยก็คงต้องใช้เสบียงของคลังหลวงทั้งหมดแล้วหากมีศึกประชิดเมืองเล่า กองทัพจะออกรบได้อย่างไรถ้าเสบียงร่อยหรอ
แต่ถ้าไม่ช่วยเหลืออันใดเลยย่อมต้องถูกครหาว่าไม่สนใจไยดีอาณาประชาราษฎร์กลายเป็ 'ฮ่องเต้ไร้คุณธรรม'
แค่เหตุการณ์เล็กๆที่เปรียบเสมือนปาก้อนกรวดลงในทะเลสาบ แต่ก่อให้เกิดคลื่นะเืกระจายเป็วงกว้างหึ...ดูท่าเื้ัจะเตรียมการมาเป็อย่างดีสินะ
“ทูลฝ่าากระหม่อมเห็นว่าหากเราเปิดคลังหลวงแจกจ่ายเสบียงส่วนหนึ่งไปก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะแรก ยืดเวลาในการหาหนทางแก้ปัญหาก็อาจจะเป็วิธีที่ดีสำหรับสถานการณ์ของเมืองอวี๋ในเวลานี้พ่ะย่ะค่ะ”
“อื้ม…เ้ากรมเกษตรฯพูดมีเหตุผลหรือพวกท่านมีใครในนี้ จะอาสาช่วยเหลือเมืองอวี๋ด้วยวิธีอื่นหรือไม่ เช่นว่า...บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านนี่คงมิทำให้พวกท่านเดือดร้อนเท่าใดนัก”ฮ่องเต้กล่าวจบก็ยกมุมปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เดิมทีเหล่าขุนนางต่างก็อกสั่นขวัญแขวนกันอยู่แล้วพอได้ยินฝ่าายังหยั่งเชิงเช่นนี้ สีหน้าพลันซีดลงทันใด เหงื่อผุดซึมที่หน้าผากอย่างเลี่ยงมิได้
แต่ฝ่าากลับมิได้สนใจอาการเ่าั้หันไปถามอัครเสนาบดีหลีที่ยืนอย่างสงบนิ่งมาโดยตลอด"ท่านคิดว่าอย่างไร"
“ทูลฝ่าากระหม่อมเห็นว่าให้ทำตามข้อเสนอของเ้ากรมการเกษตรฯ แจกจ่ายเสบียงจากคลังหลวงบางส่วนก่อนแล้วค่อยหาวิธีแก้ไขสถานการณ์เมืองอวี๋ต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาของเหล่าขุนนางทั้งสองฝ่ายเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึงเอ่อ...นี่พวกเราได้ยินอะไรผิดไปหรือไม่
“อืม…งั้นก็จัดการไปตามนี้วันนี้เลิกประชุมได้” ฝ่าาพูดจบก็เสด็จออกจากท้องพระโรงทันที
........................................
ในเวลาต่อมา
ที่ด้านนอกท้องพระโรงบรรดาขุนนางต่างยืนคุยวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
"ท่านเสนาบดีไป๋ ท่านว่าแปลกหรือไม่ฝ่าารับสั่งเห็นด้วยอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ เป็สิ่งที่ข้ามิเคยเห็นมาก่อน"เ้ากรมพิธีการเอ่ยถาม
เสนาบดีไป๋จงซูมิได้ตอบอะไรมีเพียงสีหน้าของเขาที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก'หรือฝ่าาจะทรงปกปิดแผนการอะไรไว้'
บังเอิญสายตาหันไปเห็นอัครเสนาบดีหลีกำลังเดินเข้ามาพอดีในใจพลันคิดว่า นอกจากฝ่าาที่แปลกแล้วก็มีเขาอีกคนนี่แหละที่ครั้งนี้มิได้คัดค้านความเห็นของเ้ากรมเกษตรฯ
"เหมือนว่าท่านจะคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าฝ่าาจะตัดสินใจเช่นนี้"เสนาบดีไป๋เริ่มเอ่ยก่อน
"เกิดอุทกภัยรุนแรงพวกเราในฐานะขุนนางของประเทศนี้ ย่อมต้องช่วยเหลือประชาชนเป็สิ่งแรก"อัครเสนาบดีหลีกล่าวตอบอย่างเรียบง่ายแต่แววตาลุ่มลึก
"มิรู้ว่าสายน้ำจะไหลหลากมากมายเพียงใดแต่หากกระทบถึงสกุลไป๋ ข้าคงมินิ่งเฉย"เสนาบดีซ้ายไป๋จงซูเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไปเขารู้สึกว่าอัครเสนาบดีหลีต้องมีแผนอะไรซ่อนอยู่และแผนนั้นไม่ส่งผลดีต่อเขาและตระกูลอย่างแน่นอน