ร่างเพรียวระหงในชุดเดรสดำแขนยาวก้าวขาลงจากรถแท็กซี่ ที่เธอยอมจ่ายเงินในราคาแพงเพื่อขอให้เขามาส่งในสถานที่ห่างไกลสนามบิน
ใบหน้าใต้แว่นกันแดดกรอบใหญ่เงยมองชื่อวัดแล้วเหลือบไปทางด้านข้าง มองป้ายไวนิลสลักชื่องานที่จัดอยู่ภายใน
งานบำเพ็ญกุศลศพนางพิมประภาเอี่ยมสกุล อายุ 33 ปี
“ไม่เจอกันนานเลยนะพี่พิมพ์”
น้ำเสียงติดสั่นเครือเอ่ยออกมาพร้อมกับที่ร่างของนรินทร์เข้าไปในงานเธอรู้สึกว่าทุกจังหวะก้าวเดินซวนเซราวจะล้มอยู่ตลอด มือที่จับที่ลากกระเป๋ากำแน่นโดยเฉพาะตอนที่เข้าไปใกล้ศาลาเต็มไปด้วยพวงหรีด
จากที่เดินก้าวยาวๆ จังหวะการก้าวเท้าของเธอช้าลงอย่างไม่รู้ตัวดวงตาจ้องไปทางเสียงไฟดวงเล็กกะพริบเป็จังหวะที่พาดไปทั่วโรงเงินพลันความรู้สึกจุกแน่นไปทั้งลำคอและอกก็เด่นขึ้นมาใบหน้าเรียวรีหันออกไปทางข้างอย่างไม่อาจทนมอง ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินต่อไปทางศาลา
เสียงล้อลากของกระเป๋าเดินทางเข้าไปในศาลาเรียกทุกสายตาคนงานที่พักใน่บ่ายให้หันมามอง เ้าของร่างเพรียวระหงในชุดเดรสยาวถึงเข่า แขนเสื้อยาวถึงข้อมือเดินลากกระเป๋าตรงเข้าไปในศาลาที่วางโลงศพเอาไว้
นรินทร์คุกเข่าลงตรงหน้าโลงศพพร้อมจัดการจุดธูปเคารพคนที่ล่วงลับก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหยุดตรงหน้ารูปถ่ายขนาดใหญ่
ั์ตากลมเอ่อคลอน้ำตามองใบหน้ากลมน่ารักที่ฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุขของคนในรูปพลางสกัดกั้นก้อนสะอื้นที่ตีขึ้นมาจุกในอกและลำคอรอยยิ้มสดใสที่ไม่ว่าครั้งใดที่ได้เห็นก็เป็อันต้องยิ้มตามทำคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าต้องก้มใบหน้าลง เพราะไม่อาจทนมองรอยยิ้มที่ชอบได้อีกและนี่คงเป็ครั้งสุดท้ายแล้ว ที่เธอจะได้เห็นรอยยิ้มจากใบหน้านี้
“ยังไม่แก่เลยทำไมพี่รีบจัง อึก” บ่าเล็กสั่นไหวอย่างไม่อาจห้าม น้ำเสียงสั่นเอ่ยออกมาพร้อมกับมือข้างหนึ่งยกขึ้นไล้ใบหน้าผ่านกรอบนั้นเบาๆ
ฮึก ฮึก
“ไม่คิดเลยว่าการเจอพี่ครั้งนี้มันจะเป็ครั้งสุดท้ายพี่พิมพ์ พี่ใจร้ายเกินไปนะครั้งนี้”
นรินทร์พูดออกมาเสียงแ่พร้อมน้ำตาที่ไหลพรากลงมาอย่างสุดทน หญิงสาวปล่อยให้น้ำตาไหลลงอาบแก้มเงียบ ๆเพียงลำพังอยู่ตรงนั้นนานหลายนาที ก่อนจะเงยหน้ามองรูปถ่ายพี่สาวอีกครั้งแล้วสูดน้ำมูก ปาดน้ำตาที่ไหลออกจากใบหน้า แล้วหันกลับไปทางด้านหลัง
สายตาของเธอจับจ้องร่างชายในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสแล็กดำที่นั่งจ้องโลงศพเบื้องหน้านิ่งด้วยท่าทางซังกะตายสายตาเลื่อนลอยของชายร่างใหญ่ บ่งบอกว่าเวลานี้ไม่สนใจเธอที่จ้องใบหน้าของเขาอยู่ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปใกล้แล้วยกมือไหว้เขาตามมารยาท
“สวัสดีค่ะพี่กร รินน้องสาวพี่พิมพ์นะคะ”
เธอตัดสินใจเอามือลงหลังเห็นเขาทำเพียงเหลือบสายตามองอยู่ครู่เดียวแล้วกลับไปจ้องโลงศพพี่สาวเธออย่างเก่าโดยไร้เสียงเอ่ยทักทายอย่างที่ควรจะเป็
ดวงตากลมกวาดตามองสำรวจคนนั่งอย่างไม่ปิดบังดวงตาบวมช้ำ ั์แดงก่ำของเขาบ่งบอกว่าตลอดเวลานับแต่ที่พี่สาวของเธอจากไปสามีอย่างพี่กรคงเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดแน่ ๆ ทั้งใบหน้าซี้ดเซียวมีหนวดเขียวขึ้นเต็มรอบคาง คิดว่าเขาคงไม่ได้พักและไม่สนใจตัวเอง ขัดกับบุคลิกสะอาดสะอ้านที่เธอมักจะเห็นในโซเชียลของพี่สาวและในกล้องเมื่อครั้ง VDO Call กัน
ที่จริงเธอกับศิวกรสามีของพี่สาวก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมาก เธอรู้จักเขาผ่าน ๆ ตอนที่พี่สาวโทรมาแล้วบอกว่ากำลังจะแต่งงานนั่นเป็ครั้งแรกที่เธอเห็นหน้าเขาครั้งแรกผ่านหน้าจอโทรศัพท์ จากนั้นก็เห็นผ่าน ๆเวลาที่เธอคุณกับพี่สาว ครั้งนี้จึงเป็ครั้งแรกที่เธอได้เจอเขาต่อหน้า
เท่าที่เธอรู้มาพวกเขารู้จักกันั้แ่เรียนมหาลัยหลังจบออกมาก็ทำงานที่เดียวกัน ก่อนจะแต่งงานมีครอบครัวเพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นนับว่ายาวนานและแน่นแฟ้นจนน้องสาวอย่างเธออดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อมีพบก็ต้องมีจาก
หญิงสาวยืนมองอยู่อย่างนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นว่าชายผู้นั้นไม่มีทีท่าว่าจะสนใจในตัวเธอ จึงเลือกเดินไปนั่งลงตรงมุมหนึ่งของศาลาดวงตากลมมองไปทางโลงเงินใบใหญ่เช่นชายที่อยู่เบื้องหน้าทำ
พลางหวนนึกไปถึงวันเวลาเก่าๆ ่สมัยเด็กที่พวกเธอทั้งสองคนสนิทสนม และตัวติดกันมากแม้อายุจะห่างกันหลายปีพี่สาวไปไหน ทำอะไรน้องสาวอย่างเธอ ก็มักจะติดตามไปตลอดจนคนเป็พี่ย้ายไปเรียนมหาลัยแล้วต้องอยู่หอเธอที่เริ่มโตก็เริ่มห่างหายกับพี่สาวไปเรื่อย ๆแต่กระนั้นก็ไม่ได้ถึงขั้นขาดการติดต่อไปเสียทีเดียว
จนเธอไปทำงานต่อที่ญี่ปุ่นหลังเรียนจบและรู้ว่าพี่สาวแต่งงานมีครอบครัว และมีหลานสาวตัวน้อยให้พ่อแม่เธอได้อุ้มแต่ถึงอย่างนั้นเธอที่เพิ่งจะตั้งตัวได้ในต่างแดนก็ทำได้เพียงส่งของขวัญมาให้แทนเพราะไม่อาจจะเดินทางกลับมาได้
แต่ก็ไม่คาดคิดว่าการกลับมาครั้งนี้จะเป็การมาส่งพี่สาวผู้แสนดีของเธอเป็ครั้งสุดท้าย
วันที่ได้รับสายจากมารดาว่าพี่สาวประสบอุบัติเหตุจากไป เธอใอย่างมาก แทบทำอะไรไม่ถูกกว่าจะตั้งสติได้โทรศัพท์ที่อยู่ในมือ ก็ร่วงลงไปบนพื้นหน้าจอแตกละเอียดแทบไม่เหลือชิ้นดีและวันนั้นเธอก็เพิ่งเข้าใจคำว่าชาไปทั้งตัวเป็เช่นไรและหากไม่ได้เพื่อนสนิทคนไทยที่ติดตามกันไปทำงานที่เดียวกันวันนั้นเธอก็คงทำอะไรไม่ถูก แต่ถึงจะรีบจัดการทุกอย่างเร็วที่สุดอย่างไรเธอก็ยังมาถึงในวันจัดงานศพวันที่สองอยู่ดี
ตลอดเวลานานนับชั่วโมงระหว่างที่รอบิดามารดาที่กลับบ้านพี่เขยเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าบรรยากาศในงานเต็มด้วยความเงียบสงบนอกจากเด็กที่เอาน้ำมาให้เธอก็ไม่ได้พูดคุยกับใครอีกรวมถึงพี่เขยด้วย
เสียงเพลงทำนองจังหวะเศร้าโศกความรู้สึกของคนฟังเริ่มจมดิ่งทีละน้อยเดิมเธอคิดว่าจะไม่ร้อง จะเข้มแข็ง อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้พ่อแม่ต้องเป็ห่วง
แต่ก็เหมือนจะไม่เป็อย่างที่คิดน้ำตาที่หายไปเริ่มไหลลงมาอีกครั้ง และถึงจะไร้เสียงสะอื้นแต่กระดาษทิชชูที่อยู่ในมือกลับเปียกชุ่มจนต้องเปลี่ยนไปแล้วหลายแผ่นทั้งยังรู้สึกปวดแสบไปรอบดวงตา
แต่ในขณะที่ความคิดและความรู้สึกกำลังล่องลอยร่างของเธอก็สะดุ้งน้อย ๆ เพราะมีมือหนึ่งมาแตะที่บนไหล่อย่างไร้สุ้มเสียง
“แม่..”
ใบหน้าเรียวหันกลับไปทางด้านหลังก่อนจะลุกขึ้นแล้วโผเข้ากอดร่างผอมบางของคนเป็มารดาทันที
“รินนนนพี่พิมพ์ไม่อยู่แล้วววว ฮือออ เขาทิ้งเราแล้วรินนน”
เสียงครางอย่างเ็ปดังออกมาจากร่างหญิงสูงวัยช่างสะท้านในใจผู้คนที่เห็นยิ่งนัก จนรินที่กอดมารดาแน่นอดที่จะปล่อยเสียงร้องไห้โฮตามออกมาไม่ได้จนรอบข้างมองท่าทางแตกสลายนั้นด้วยความสงสาร ไม่เว้นศิวกรที่มองแม่ยายและน้องสาวภรรยาด้วยน้ำตา
“แม่แม่ไม่ร้องแล้วนะ ฮึกเดี๋ยวพี่พิมพ์จะไม่สงบ”หญิงสาวผละร่างออกมาพลางใช้มือปาดน้ำตาบนใบหน้ามารดาพร้อมกับดวงตากลมกวาดมองใบหน้าซีดเซียว ดวงตากลวงลึกทั้งแก้มซูบตอบนั้นก็ได้แต่สงสารก่อนจะประคองร่างเล็กบางให้นั่งลงตรงเก้าอี้แล้วกอดปลอบ
“พิมพ์..คุณดูสิพวกเราคิดถึงคุณแค่ไหน”แม้จะรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรทำและคนที่จากไปก็ไม่รับรู้แล้วแต่ศิวกรก็อดไม่ได้ที่เอ่ยออกมาเช่นนั้น
ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไรไปมากกว่านั้นก็เหลือบไปเห็นร่างของบุตรสาวที่วิ่งมาพร้อมกับร่างของพ่อตาเขาที่เดินมาเคียงกันแล้วรีบยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลเปื้อนใบหน้าออก ก่อนที่ลูกสาวจะเข้ามาเห็น
“คุณพ่อขาน้องพริ้มมาแล้วค่ะ”
“ครับลูก”
“คุณพ่อร้องไห้เหรอคะ”ั์ตาคมเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะอ่อนลงแล้วยอมรับออกมาอย่างไม่อาย
“ครับคุณพ่อร้องไห้เพราะคิดถึงคุณแม่”
“น้องพริ้มก็คิดถึงคุณแม่เหมือนกันค่ะแต่น้องพริ้มไม่ร้อง น้องพริ้มเก่งไหมคะ”
“เก่งครับเก่งมากครับ”
น้ำเสียงสั่นเอ่ยออกมาพร้อมย่อกายกอดลูกสาวตัวน้อยที่เป็ดั่งแก้วตาดวงใจน้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้ไม่อยากให้ใครเห็นก็ไหลออกมาอีกครั้งพร้อมกระชับร่างเล็กนั้นแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพ่อตาที่ตบบ่าเขาอย่างให้กำลังใจแล้วเดินไปที่ด้านหลัง
บรรยากาศงานศพตลอดสามวันที่ผ่านเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เสียใจแต่ถึงอย่างนั้นครอบครัวผู้จากไปก็ยังคงทำหน้าที่ดูแล จัดงานได้อย่างดีเช่นเดียวกับนรินทร์ที่สามารถเข้าขากับหลานสาวตัวน้อยได้อย่างไม่น่าเชื่อทั้งที่ทั้งสองไม่เคยพบเจอกันเลยสักครั้ง ั้แ่ที่เด็กน้อยลืมตาดูโลกเพราะตอนที่เธอเกิดน้าสาวคนนี้ของเธอก็เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศแล้ว
ร่างของสองน้า หลานนั่งเคียงกันบนเก้าอี้ใต้ชายคาศาลาใกล้เมรุใบหน้าของทั้งสองมองไปทางเดียวกันนั่นก็คือเมรุที่เพิ่งจะเอาร่างของพี่สาวเธอใส่เข้าไปในเตาเผา
“น้ารินขาคุณตาบอกว่าเดี๋ยวคุณแม่ต้องขึ้นไปอยู่บนฟ้าจริง ๆ แล้ว จริงเหรอคะ”
“ค่ะเดี๋ยวคุณแม่จะลอยไปเป็นางฟ้าบนนั้น”
“น้องพริ้มก็อยากจะขึ้นไปอยู่บนนั้นแบบคุณแม่บ้าง”นรินทร์ก้มมองหลานสาวที่เงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องหน้าพร้อมพูดออกมาด้วยท่าทางไร้เดียงสา แต่กลับทำเธอน้ำตาซึมออกมาด้วยความสงสารหลานสาวตัวน้อยที่ต้องกำพร้ามารดาั้แ่อายุเพียงห้าขวบก่อนจะละสายตาออกจากร่างเล็กมองไปยังหน้าเตาที่เวลานี้ยังคงมีร่างพี่เขยและมารดายืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น
เสียงคร่ำครวญปานใจจะของคน้าพาใจคนฟังเจ็บช้ำไปด้วย ก่อนใบหน้ารูปไข่จะเงยมองกลุ่มควันดำใหญ่ที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความรู้สึกเศร้า แต่กลับไร้น้ำตา
‘พี่พิมพ์รินไม่ร้องไห้แล้วนะ เพราะรู้ว่าพี่ไม่ชอบส่วนพ่อกับแม่เองพี่ก็ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวรินจะดูแลให้เองหวังว่าพี่อยู่บนนั้นจะสบายอย่างที่พวกเราคิด’