ตอนที่ 1 (9)
หลังอาหารเข้ามาเสิร์ฟ เฉินเซ่ากังก็ไม่คุยอะไรอีก ทั้งสองคนก้มหน้ากินอาหารกันเงียบๆ ภายในห้องส่วนตัวมีแค่เสียงมีดกระทบจานและเสียงบดเคี้ยว เวลาเขากินอาหารกับเฉินเซ่ากังจะเป็แบบนี้เสมอ มีธุระอะไรค่อยคุยกันหลังกินเรียบร้อย
ผ่านไปราว 40 นาที หลินฉิงไห่หั่นเนื้อในจานอย่างเหม่อลอย ขณะที่ในปากเคี้ยวอาหารไร้รสชาติที่ผสมกลิ่นคาวเืจางๆ
เสียง ‘แกร๊ง’ ดังขึ้น เฉินเซ่ากังวางส้อมและมีดก่อนจะหยิบผ้าเช็ดปากบนโต๊ะมาเช็ดปาก หลินฉิงไห่ผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดก็กินมื้อเย็นเสร็จสักที แม้ภายในจานของเขาจะยังเหลือเนื้อที่หั่นแล้วอยู่หลายชิ้น แต่เขาไม่อยากกิน
“ผมไม่ได้ลืมนะ แค่ยังไม่ได้ถาม...” หลินฉิงไห่ก็วางส้อมและมีดลงเช่นกัน ใช้น้ำเสียงที่เบาราวกับยุงในการแก้ตัวกับบทสนทนาเมื่อครู่
“ฉันไม่ได้โมโห หรือคิดจะต่อว่าอะไรนายหรอกนะ ที่เมื่อกี้พูดจาไม่ดีไปหน่อยก็เพราะกลัวว่านายจะลืมเื่สำคัญ งั้นก็ดีแล้วนี่ ถึงยังไงฉันก็ยังชอบนายมาก เ้าโรคจิตตัวน้อยของฉันนี่เชื่องดีจริงๆ” เฉินเซ่ากังเขยิบเข้าใกล้ ยื่นหน้าแนบชิดกับติ่งหูของหลินฉิงไห่
ติ่งหูนุ่มขาวข้างดังกล่าวพลันฉาบด้วยสีแดงเรื่อ น้ำเสียงของอีกฝ่ายเป็เหตุให้ความปรารถนาที่เดิมดับมอดไปแล้วเริ่มตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง
“เด็กดี ฉันรู้ว่านายต้องทำตามแน่ ถึงยังไงอาจารย์อย่างฉันก็ต้องชอบใจสุดๆ ที่นายช่วยฉันวาดภาพอยู่แล้วใช่ไหม ในบรรดานักศึกษาทุกคน ฉันชอบนายที่สุดเลยนะ ดังนั้นนายก็ควรตอบแทนความชอบที่ฉันมีให้นายไม่ใช่หรือไง”
เฉินเซ่ากังใช้มือััผ่านกางเกงไปหนึ่งครั้ง จากนั้นก็คร่อมหลินฉิงไห่ไว้กับที่นั่ง วันนี้หลินฉิงไห่สวมกางเกงยีนสีเข้ม เฉินเซ่ากังเพียงแต่รูดซิปกางเกง ควักความ้าของหลินฉิงไห่ออกมาจากช่องซิป แล้วลูบไล้มัน
หลินฉิงไห่หอบหายใจเสียงต่ำ ทว่าในจังหวะที่ััหลังมือของเฉินเซ่ากัง ฝ่ายนั้นก็ดึงมือกลับไป
“ทำเองสิ เหมือนเมื่อก่อนไง ฉันจะนั่งมองอยู่ตรงนี้” เฉินเซ่ากังย้ายกลับไปนั่งที่เดิม หยิบผ้าเช็ดปากมาเช็ดบรรดาของเหลวเหนียวหนืดบางส่วนที่เปรอะเปื้อนมือออก
หลินฉิงไห่มองแววตาเ็าของเฉินเซ่ากังพลางส่งเสียงครางที่แฝงเสียงสะอื้น เขาลูบไล้ตัวเองอยู่หลายครั้ง จากนั้นก็หลับตา ร่างสั่นสะท้านก่อนจะไปถึงจุดสุดยอดต่อหน้าคนที่เขารัก
“ไวจัง นายนี่มันช่าง...” เฉินเซ่ากังหรี่ตา มองหลินฉิงไห่หยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดกางเกงและขอบฝั่งหนึ่งของโซฟาติดผนังที่เลอะเทอะอย่างเชื่องช้า
หลังทำความสะอาดเรียบร้อย ทั้งสองคนจึงเดินออกจากร้านอาหาร
ทันทีที่ออกจากอาคารร้านอาหาร สายลมยามเย็นที่แฝงไอหนาวเล็กน้อยก็ัักับผิวหน้าของหลินฉิงไห่ เช้านี้ท้องฟ้าแจ่มใส แต่ถึงอย่างไรก็เป็่ปลายฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิ่เช้าและเย็นจึงต่างกันมาก หลังจากท้องฟ้ามืดสนิท ความรู้สึกหนาวเย็นก็เริ่มจะถามหา
หลินฉิงไห่หดคอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นใจจากชายคนนั้น
“ฉันต้องรีบกลับบ้าน นายนั่งรถกลับบ้านเองก็แล้วกัน บ้านนายอยู่คนละทางกับบ้านฉัน เหม่ยฉีกำลังรอฉันกลับบ้าน”
หลินฉิงไห่ไม่ได้งอแง แค่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย มองดูเฉินเซ่ากังที่ขับรถจากไป หยิบบัตรโดยสารออกมาแล้วเดินช้าๆ ไปที่ป้ายรถเมล์
ระหว่างนั่งรอบนม้านั่งยาว ลมหนาวทำให้จามไปหนึ่งที ก่อนออกจากบ้านวันนี้เขาลืมสวมเสื้อผ้าให้หนาหน่อย ตอนนี้สวมแค่เสื้อไหมพรมตัวเดียว ทั้งตัวจึงหนาวสั่น ทว่าสมองกลับนึกถึงคำพูดของเฉินเซ่ากังระหว่างกินมื้อเย็น เขาควรจะพูดกับคุณหยางอย่างไรดี
พอนึกถึงคุณหยาง หลินฉิงไห่ก็รีบร้อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เมื่อเช้าคุณหยางบอกเขาว่าถ้าจะกลับดึกให้บอกด้วย ตอนนี้ก็ 2 ทุ่มกว่าแล้ว กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไป 4 ทุ่ม คุณหยางคงจะเลิกงานแล้ว ดังนั้นเขาควรจะส่งข้อความไปบอกสักหน่อย
เนื่องจากที่ผ่านมาอาศัยอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ทำให้ไม่ชินกับการต้องรายงานเวลากลับบ้านดึก ถึงได้เกือบจะลืมเข้าให้จริงๆ
*** ‘สวัสดีครับคุณหยาง เมื่อกี้ผมเพิ่งจะกินมื้อเย็นเสร็จ ตอนนี้กำลังจะนั่งรถกลับบ้าน น่าจะถึงบ้านราว 4 ทุ่มกว่า ขอโทษด้วยนะครับ’ ***
เขาส่งข้อความอย่างสุภาพ ที่นึกไม่ถึงก็คือผู้รับส่งข้อความตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
*** ‘อยู่ไหน ฉันเพิ่งเลิกงาน เผื่อทางเดียวกันจะได้รับนายกลับด้วย’ ***
ตอนอ่านข้อความหลินฉิงไห่รู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปว่าอย่างไร ถ้าให้มารับคงจะรบกวนอีกฝ่ายมากไป เขาคิดแล้วคิดอีกแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะปฏิเสธอย่างไรถึงจะเหมาะสม
ขณะกำลังรู้สึกลำบากใจ เบอร์ของหยางฉุนก็โทรเข้ามา
‘นายอยู่ไหน ฉันอยู่ที่ตึกจินเฉิง นายบอกที่อยู่มา เร็วหน่อย’
แม้ปลายสายจะมีน้ำเสียงที่เรียกว่านุ่มนวล แต่กลับแผ่อำนาจที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธ หยางฉุนคงทำตัวเป็บอสจนชินสินะ หลินฉิงไห่คิดอย่างนั้นอยู่ในใจ
“ผมอยู่ที่วิทยาลัยศิลป์อวี๋ชวนครับ ไม่น่าใช่ทางผ่าน ผมว่า...”
‘รอฉันที่หน้าคาเฟ่นะ อีกครึ่งชั่วโมงถึง’
สายสนทนาถูกตัดไปทันที หลินฉิงไห่เป็คนว่าง่ายอยู่แล้ว พอได้ยินคำสั่งแบบนี้ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เดินไปหน้าคาเฟ่ฝั่งตรงข้ามวิทยาลัยศิลป์อวี๋ชวนตามที่หยางฉุนบอกอย่างยอมจำนน อย่างน้อยที่นี่ก็อุ่นกว่าป้ายรถเมล์ หลินฉิงไห่ถูมือไปพลางคิดไปพลาง
คุณหยางเองก็น่าจะเป็คนที่ไม่ยอมฟังคนอื่นเหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนอาจารย์อยู่ดี อาจารย์จะมีท่าทีเคร่งขรึมเฉยชา แต่คุณหยางดูเป็คนเอาแต่ใจและชอบควบคุม