หลินเฉียง หลินฉีหนิง และถังเจี้ยนกั๋วยืนอยู่ที่ประตูหน้าร้านขายอาหารของรัฐเป็เวลาเกือบสิบนาที แต่ก็ไม่มีพนักงานคนไหนออกมาต้อนรับ อีกทั้งพนักงานเ่าั้ยังมองมาที่พวกเขาสามคนด้วยสายตาดูถูกดูแคลน
แม้หลินเฉียงพยายามที่จะเข้าใจว่าอาจเป็เพราะการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทั้งเก่าและขาดจึงทำให้พนักงานรวมถึงผู้จัดการร้านอาจมองว่าพวกเขาไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารหรือพวกเขาอาจเข้ามาสั่งแค่บะหมี่คลุกน้ำมันต้นหอมที่ถือเป็อาหารราคาถูกที่สุดในร้านกิน เพราะถ้าเป็อย่างนั้นร้านอาหารก็จะสูญเสียที่นั่งสำหรับลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้ร้านขาดรายได้ในส่วนนั้นไป
แต่ถึงจะคิดได้อย่างนั้นหลินเฉียงก็ยังไม่พอใจอยู่ดี ต่อให้พวกเขาจะสั่งแค่บะหมี่คลุกน้ำมันต้นหอมแล้วจะทำไม เพราะถึงยังไงพวกเขาก็ยังเป็ลูกค้าที่เอาเงินมาจ่าย พวกเขาไม่ได้มากินฟรีเสียหน่อย หากเป็ยุคที่เขาจากมา ร้านค้าแบบนี้คงได้คะแนนรีวิวแค่หนึ่งดาว หรือไม่ก็คงจะถูกพี่น้องชาวโซเชียลแห่กันแบนจนติดเทรน สุดท้ายร้านก็คงจะเจ๊งไปในที่สุด แต่น่าเสียดายที่ในยุคนี้ยังไม่มีระบบการรีวิวหรือใบรับข้อร้องเรียน ไม่อย่างนั้นเขานี่ล่ะจะเป็คนแรกที่จะเขียนร้องเรียนบริการ
“พี่เฉียง เราไปหาอะไรกินที่ร้านอื่นกันดีไหม” หลินฉีหนิงมองสำรวจเข้าไปในร้าน “ที่นี่มีแต่คนแต่งตัวดีๆ พวกเขาคงไม่ต้อนรับเราหรอก”
“นั่นสิเสี่ยวเฉียง ฉันว่าเราไปกินข้าวที่ร้านอื่นกันดีกว่า” ถังเจี้ยนกั๋วทำท่าพยักพเยิดเข้าไปร้าน “นายดูที่พวกเขามองมาที่เราสิ สายตาพวกนั้นมันไม่เป็มิตรเอาเสียเลย ถ้าได้เข้าไปนั่งกินข้าวในร้านนี้จริงๆ ฉันคงกินข้าวไม่ลงหรอก”
“พวกนายจะกลัวอะไร ถึงแม้เราจะแต่งตัวไม่ดีแต่เราก็มีเงินจ่าย ไม่มีร้านค้าร้านไหนกล้าปฏิเสธเงินหรอก” หลินเฉียงบอก
พนักงานในร้านคนหนึ่งได้ยินก็ยิ้มเยาะแล้วเดินมาที่หน้าประตู “เมื่อกี้นายบอกว่าอะไรนะ ขอแค่มีเงินร้านของเราก็ไม่ปฏิเสธลูกค้าใช่ไหม แล้วไหนล่ะเงินที่ว่า แต่งตัวซอมซ่ออย่างพวกนายคงมีปัญญากินได้แค่บะหมี่คลุกซีอิ๊วเท่านั้นล่ะมั้ง”
“คุณครับ ยังไงพวกเราก็เป็ลูกค้า ต่อให้เราจะสั่งแค่บะหมี่คลุกซีอิ๊วมันก็เป็สิทธิ์ของเราไม่ใช่เหรอ แต่การแสดงออกของคุณมันคืออะไร คุณกำลังดูถูกพวกเราว่าเราเป็คนจนหรือคุณกำลังดูถูกที่เราเป็ชาวนา ถึงแม้ตอนนี้บ้านเมืองเราจะพัฒนาและระบบคอมมูนจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ชาวนาก็ยังถือเป็กำลังหลักที่จะผลิตข้าวเพื่อส่งมาให้คนเมืองอย่างพวกคุณได้กิน อีกอย่างหากมีการสืบความไปถึงพื้นเพของคุณ ต้นตระกูลของพวกคุณก็อาจจะเป็ชาวนาเหมือนพวกเราก็ได้ นั่นไม่เท่ากับคุณกำลังดูถูกบรรพบุรุษของตัวเองอยู่เหรอ” หลินเฉียงพูดให้ดูเป็เื่ใหญ่เข้าไว้ คนที่ชอบดูถูกคนแบบนี้ต้องถูกสั่งสอนเสียบ้าง
คนที่กำลังกินอาหารอยู่ในร้านต่างวางสีหน้าไม่ถูก ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ดูถูกและยังทำท่าทางรังเกียจเด็กหนุ่มทั้งสามคนอยู่จริงๆ บางคนถึงกับวางตะเกียบแล้วก้มหน้าอย่างอับอาย บางคนแทบอยากจะเดินมาขอโทษที่ตนเองแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมออกไป
ผู้จัดการร้านเห็นท่าไม่ดี เขารีบเดินออกมาแล้วปั้นหน้ายิ้ม “พ่อหนุ่มอย่าเข้าใจผิด พนักงานของเราทุกคนได้รับการอบรมมาเป็อย่างดี บางทีวันนี้ร้านของเรามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมาก พนักงานของเราคงเหนื่อยจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ การแสดงออกของเธอจึงทำให้นายเข้าใจผิด เอาอย่างนี้ ด้านในยังเหลือโต๊ะว่างอยู่หนึ่งโต๊ะ พวกนายเข้าไปนั่งแล้วสั่งอาหารได้เลย ฉันจะทำเื่ลดราคาอาหารให้พวกนายครึ่งหนึ่งเพื่อเป็การขอโทษ”
“คุณเป็ผู้จัดการที่ดูแลร้านนี้อยู่เหรอครับ คุณดูแลร้านนี้มานานเท่าไหร่แล้ว” หลินเฉียงถาม
“ฉันดูแลร้านอาหารแห่งนี้มาเกือบสิบปีแล้ว นายถามทำไม”
“ในเมื่อคุณเป็ผู้จัดการร้านและดูแลร้านอาหารนี้มาเป็สิบปี แถมคุณยังบอกว่าอีกว่าพนักงานของคุณได้รับการอบรมมาเป็อย่างดี แต่เหตุการณ์ที่ผมเพิ่งเจอคงไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกหรอกใช่ไหมครับ อีกอย่างการที่คุณบอกว่าร้านอาหารของพวกคุณมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากจึงทำให้พนักงานเหน็ดเหนื่อยจนควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ แต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะให้พวกคุณมาดูถูกและอารมณ์เสียใส่พวกเรา อย่าหาว่าผมพูดจาไม่เกรงใจ ถ้าคุณกับพนักงานของคุณยังเลือกปฏิบัติกับลูกค้าอยู่แบบนี้ อีกไม่นานร้านอาหารของรัฐสาขานี้คงต้องปิดตัวลงแล้วล่ะครับ”
“เพราะอะไรร้านของเราถึงต้องปิดตัวลง?” ผู้จัดการร้านไม่ทำท่าทางเสแสร้งอีกต่อไป เขายืนกอดอกมองหลินเฉียง “ฉันบริหารร้านนี้จนได้รับเกียรติบัตรชื่นชมจากเบื้องบนติดต่อกันมาหลายปี ลำพังแค่ลมปากของแกน่ะเหรอจะทำให้ร้านของเราได้รับผลกระทบ”
“คุณแน่ใจนะครับว่าอยากฟังคำตอบจากผมจริงๆ” หลินเฉียงยิ้มถาม
“แน่นอนว่าฉันอยากฟังคำตอบของนาย เพราะฉันอยากรู้ว่านายไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่านายจะทำให้ร้านอาหารที่ฉันดูแลอยู่ปิดตัวลงได้”
“ก็เพราะทัศนคติของคุณกับพนักงานของคุณที่ชอบดูถูกชนชั้นชาวนาอย่างพวกเรายังไงล่ะครับที่จะทำให้ร้านอาหารของคุณต้องปิดตัวลง เพราะถ้าพวกคุณที่ดูแลร้านยังมีทัศนคติแบบนี้ แล้วลูกค้าที่เข้ามากินอาหารจะไม่ถูกมองว่าเป็คนแบบเดียวกับพวกคุณเหรอ”
ทันทีที่หลินเฉียงพูดจบก็มีเสียงเรียกให้พนักงานรีบไปเก็บเงิน ลูกค้าบางคนถึงกับะโว่าเขาและครอบครัวจะไม่มากินอาหารจากร้านนี้อีก เพราะพวกเขาไม่อยากถูกเข้าใจผิดว่าพวกเขาเป็คนประเภทที่ชอบดูถูกผู้อื่น
ผู้จัดการร้านเห็นอย่างนั้นก็ถึงกับหน้าซีด อีกไม่นานคำพูดพวกนี้คงถูกแพร่ออกไป แล้วยังจะมีใครกล้าเข้ามากินอาหารที่ร้านของเขาอีก เพราะถ้าเป็อย่างนั้นเบื้องบนคงส่งคนให้มาทำหน้าที่แทนเขา และตัวเขาก็คงจะถูกไล่ออก แล้วถ้าเขาถูกไล่ออกเขาจะไปทำงานอะไร เขายังมีลูกเมียที่ยังรอใช้เงินอยู่นะ
“พ่อหนุ่มอย่าพูดจารุนแรงอย่างนั้นสิ เป็แค่เื่เข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เดี๋ยวฉันให้พนักงานมาขอโทษนายดีไหม แล้วยังอาหารมื้อนี้อีก” ผู้จัดการร้านเดินเข้าไปจับมือหลินเฉียงพลางกล่าวขอโทษ “เพื่อเป็การขอโทษพวกนายอย่างเป็ทางการ อาหารมื้อนี้ร้านของเราจะเป็คนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง”
ลูกค้าเริ่มมองไปทางหลินเฉียงอย่างตัดสินใจ หากหลินเฉียงยอมรับคำขอโทษจากผู้จัดการ พวกเขาก็จะนั่งกินข้าวต่อ แต่ถ้าหลินเฉียงไม่ยอมรับ พวกเขาก็พร้อมที่จะเดินออกจากร้านทันทีเช่นกัน
“คงไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอกครับ เราตั้งใจมากินอาหารที่นี้ก็แสดงว่าเรามีเงินจ่าย” หลินเฉียงก็ไม่ได้อยากจะให้เป็เื่ใหญ่ เขาเพียงชี้ไปที่พนักงานหญิงที่เคยพูดจาดูถูกเขา “คุณให้เธอมาขอโทษเราสามคนก็พอแล้วครับ”
ผู้จัดการหันไปพูดกับพนักงานหญิงคนนั้น “อยากตกงานหรือไง ยังไม่รีบมาขอโทษสุภาพบุรุษกลุ่มนี้อีก”
พนักงานหญิงยังใไม่หาย เธอไม่คิดว่าแค่คำพูดไม่กี่คำก็เกือบจะทำให้เธอต้องตกงานซะแล้ว “ฉันขอโทษพวกคุณทั้งสามคนด้วยค่ะ ต่อไปฉันจะไม่แสดงกิริยาแบบนี้ต่อหน้าพวกคุณอีกแล้ว”
“ไม่ใช่คุณจะไม่แสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าพวกเรา แต่ต่อหน้าใครคุณก็ไม่ควรทำ” หลินเฉียงแก้คำพูดให้เธอ
“ค่ะ ฉันสัญญาว่าต่อไปฉันจะไม่แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมและจะปฏิบัติกับทุกคนอย่างดี ขอคุณลูกค้าให้อภัยฉันด้วยนะคะ”
“หวังว่าคุณจะทำได้อย่างที่พูดนะครับ” หลินเฉียงหันไปยิ้มให้ผู้จัดการ “ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณผู้จัดการหาที่นั่งให้เราทีครับ”
หากเป็ก่อนหน้านี้ผู้จัดการร้านคงชี้ให้พวกของหลินเฉียงไปนั่งโต๊ะที่อยู่ติดกับประตูห้องครัวไปแล้ว แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนไป เขาเดินนำกลุ่มของหลินเฉียงให้ไปนั่งที่โต๊ะที่อยู่ติดกับหน้าต่างที่มีลมพัดเย็นสบาย ซึ่งที่นั่งตรงนี้เขามักจะกันที่ไว้ให้ลูกค้ากระเป๋าหนักหรือลูกค้าที่มีตำแหน่งใหญ่โต
หลินเฉียงพาพี่น้องเดินเข้าร้าน เขาไม่สนใจสายตาของใครและเขาก็ไม่สนใจด้วยว่าจะมีคนพูดถึงเขาอย่างไร ทันทีที่นั่งลงไปบนเก้าอี้ เขาขอเรียกดูเมนูจากนั้นก็สั่งอาหารไปหลายจาน ใช้เวลาไม่นานอาหารทั้งห้าจานก็ถูกเอาออกมาเสิร์ฟ
“กระดูกหมูตุ๋นผักกาดดอง ผัดกุยช่ายใส่ไข่ น้ำแกงมะเขือเทศใส่ไข่ สามชั้นคั่วซีอิ๊ว ผักป่าผัดน้ำมัน” หลินเฉียงมองดูอาหารแต่ละจานแล้วต้องถอนหายใจก่อนจะถามผู้จัดการ “นี่คืออาหารที่ดีที่สุดในร้านแล้วเหรอครับ อาหารพวกนี้แม่ทำให้ผมกินจนเบื่อแล้ว ผู้จัดการครับ ไม่มีเมนูไก่ให้ผมกินเลยเหรอ”
ผู้จัดการร้านยิ้มอย่างเอาใจ “ร้านของเราไม่ค่อยมีเมนูไก่หรอกครับ อีกทั้งตอนนี้ก็เป็เวลาบ่ายมากแล้ว วัตถุดิบในครัวก็เลยมีเหลืออยู่ไม่มาก วันนี้คงทำให้พวกคุณกินได้เท่านี้ เอาไว้อีกสองวันพวกคุณมาหาเราใหม่สิ ผมจะให้พ่อครัวกันวัตถุดิบอย่างดีไว้รอ”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมก็แค่บ่นไปอย่างนั้นเอง” หลินเฉียงยิ้มให้ผู้จัดการ “คุณผู้จัดการไปทำงานของคุณต่อเถอะครับ ผมไม่รบกวนเวลาของคุณแล้ว”
ผู้จัดการร้านเดินถอยหลังไปอย่างสุภาพก่อนจะหันหลังแล้วล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก จากนั้นเขารีบเดินเข้าไปหลังร้านพร้อมกับเรียกพนักงานทุกคนให้เดินตามไป
หลินเฉียงไม่ได้สนใจว่าผู้จัดการร้านจะเรียกพนักงานไปทำไม เพราะตอนนี้เขาแค่สนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า “พวกนายไม่กินเหรอ ทำไมเอาแต่มองหน้าฉัน”
“พี่เฉียง อาหารเยอะแยะขนาดนี้เราจะกินหมดเหรอ” หลินฉีหนิงมองอาหารที่อยู่ตรงหน้าพลางกลืนน้ำลาย
“อาหารแค่นี้ฉันยังกลัวว่าเราสามคนจะกินไม่อิ่มด้วยซ้ำ” หลินเฉียงตอบพร้อมกับคีบกระดูหมูตุ๋นขึ้นมาหนึ่งชิ้น “มีแต่กระดูกแทบจะไม่มีเนื้อให้กินยังกล้าขายจานละตั้งห้าหยวน แถมยังไม่มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศหรือเครื่องปรุงเลยสักนิด ตกลงอาหารจานนี้เป็อาหารขึ้นชื่อของร้านจริงหรือเปล่าเนี่ย”
“อาหารที่นายสั่งมามีทั้งเนื้อทั้งไข่ ดีกว่าอาหารที่เราทำกินในวันปีใหม่เสียอีก มีแต่อาหารดีๆ ขนาดนี้นายยังไม่พอใจอีกเหรอ” ถังเจี้ยนกั๋วถาม
หลินเฉียงไม่ได้พูดอะไรต่อ ตอนนี้ในหัวของเขากำลังคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ‘เมื่อกี้ผู้จัดการบอกว่าที่ร้านไม่ค่อยมีเมนูไก่ คงเพราะหลายคนยังไม่เปิดใจกับนโยบายใหม่อย่างเต็มร้อยสินะ พวกเขาคงกลัวว่าวันใดวันหนึ่งจะถูกสั่งให้กลับไปใช้นโยบายเดิมเื่จำกัดจำนวนการเลี้ยงไก่ ถ้าอย่างนั้นฉันต้องรีบปรับปรุงฟาร์มไก่เพื่อจะได้เป็เ้าแรกในการส่งเนื้อไก่ออกขาย แต่ไม่รู้ว่าเ้าเสี่ยวเฮยจะช่วยฉันหาไก่พันธุ์ดีจากยุคนั้นมาได้หรือเปล่า เย็นนี้ฉันต้องกลับไปปรึกษากับเ้าตัวโชคลาภของฉันซะแล้ว’