“เก๋อจือ ท้องเจ้ากลมป่องแล้ว ไม่กลัวระเบิดออกมาหรืออย่างไร?”
ลาถีเท่อวางช้อนลงพลางตบหน้าท้องอ้วนกลมของเก๋อจืออย่างนึกขบขัน
“อาหารที่โม่เจ๋อเอ่อร์ทำอร่อยก็จริง กระนั้นใช่ว่าภายหน้าจะมิอาจกินอีก เหตุใดต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้?”
“…อื้อๆๆ…อึก! เคยรังเกียจที่ของอร่อยมีมากเกินไปเมื่อใดกัน? หากภายหน้ายังทำอีกข้าก็จะกินให้มากกว่าเดิม!”
มิใช่เรื่องง่ายกว่าเก๋อจือจะกลืนพายเนื้อหนึ่งคำ ตามด้วยใช้ผ้าเช็ดปากซับน้ำมันที่ไหลออกมาจากมุมปาก
โม่จ้านส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ชี้นิ้วไปทางอัศวินด้านข้างที่นั่งตัวตรงเป็นระเบียบเรียบร้อยไร้สิ่งใดเปรียบ
“อย่างน้อยเจ้าก็เป็นชนชั้นสูง…ลองดูเจียนั่ว เขายังกินเรียบร้อยกว่าเจ้ามากโข”
“ดังนั้นเขาจึงกินได้ไม่เยอะเท่าข้า…หืม? มิถูก เขากินไม่น้อยไปกว่าข้า!!”
เก๋อจือชี้ไปยังกองกระดูกสูงประมาณครึ่งนิ้วตรงหน้าเจียนั่วพลางใช้สายตาตื่นตระหนกมองเจียนั่ว
“ข้านึกว่ามีเพียงข้าผู้เดียวที่กล้าขนานนามตนเองว่าราชาพุงโต นึกมิถึงว่าในกลุ่มจะยังหลบซ่อนอยู่อีกผู้หนึ่ง”
“กล่าวกันตามตรง ฝีมือการทำอาหารของโม่เจ๋อเอ่อร์เชื่อถือได้มากกว่าพ่อครัวในกิลด์เสียอีก”
ลาถีเท่อวางส้อมลงก่อนมองอาหารที่เหลืออยู่บนโต๊ะไม่มากด้วยสายตาตะกละ
“หากมิใช่เพราะโม่เจ๋อเอ่อร์กล่าวว่าหากกินมากเกินไปจะไม่ดีต่อการฟื้นฟูของบาดแผล ข้าก็อยากจะกินให้มากสักหน่อยเช่นกัน”
“ข้าขอรับรอง ทำได้อร่อยกว่าพ่อบ้านในตระกูลของข้าเสียอีก”
เก๋อจือที่ปากอูมและเต็มไปด้วยอาหารพยักหน้า มองไปทางผู้ที่ไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใดมาโดยตลอดแต่มือกลับไม่ยอมหยุดอย่างเจียนั่ว
“…นี่คืออาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินตลอดหลายเดือนมานี้”
เจียนั่วใคร่ครวญการใช้คำพูดครู่หนึ่ง สีหน้าเอาจริงเอาจังยิ่งนัก
“ถึงแม้พ่อครัวของจวนเจ้าเมืองจะทำอาหารอร่อยมาก แต่ทว่ากลับค่อนข้างเค็มและมันอย่างยิ่ง รู้สึกว่าไม่ค่อยดีต่อสุขภาพนัก”
“โอ้โห กระทั่งหัวหน้าอัศวินรักษาการณ์แห่งเมืองนักดาบพเนจรยังเอ่ยออกมาเช่นนี้ เห็นทีภายหน้าโม่เจ๋อเอ่อร์คงมิต้องเป็นกังวลเรื่องทางออกในอนาคตเสียแล้ว”
เก๋อจือคลี่ยิ้มพลางขยิบตาไปทางโม่จ้าน จากนั้นเบนสายตาไปทางลาถีเท่อที่ใบหน้าเปี่ยมด้วยความอิจฉา
“ท่านหมอก็บอกแล้วมิใช่หรือ ‘บาดแผลขนาดประมาณนี้ ต่อให้เพียงฆ่าเชื้อและมิสนใจมันก็ยังจะหายเอง’ เช่นนั้นยังต้องกังวลสิ่งใดอีก?”
“บาดแผลของลาถีเท่ออยู่ใกล้กระเพาะอาหารและทางเดินลำไส้ ข้ากลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของบาดแผล”
โม่จ้านยักไหล่ มองผ้าพันแผลที่พันรอบเอวของลาถีเท่อด้วยความรู้สึกใจหายในภายหลังอยู่บ้าง
“บาดแผลสาหัสถึงชีวิตเช่นนั้น นึกมิถึงว่าจะสามารถรักษาอวัยวะภายในทั้งหมดและเหลือไว้เพียงบาดแผลภายนอกเพียงเล็กน้อย บาทหลวงช่างเก่งกาจมิน้อยจริงๆ…”
“ที่เก่งกาจมิใช่บาทหลวง ทว่าเป็นเวทธาตุแสง”
เก๋อจือแก้คำพูดของโม่จ้านอย่างเอาจริงเอาจังก่อนหยิบไม้จิ้มฟันยัดเข้าปาก
“ยังคงเป็นเพราะบาทหลวงที่เจียนั่วเชิญมาเชื่อถือได้…วางใจได้มากกว่าบาทหลวงทางฝั่งนั้นของพวกข้าเสียอีก บาดแผลในลักษณะเดียวกัน บาทหลวงของกิลด์สาขาย่อยเพียงประคองชีวิตของผู้บาดเจ็บเอาไว้ จากนั้นกลอกตาขาวก่อนรับเหรียญทองหนีไปเสียแล้ว”
“ฮ่าๆๆ…เห็นทีภายหน้าต้องขอให้เจียนั่วรับผิดชอบเสียแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็ใช่ว่าจะหาบาทหลวงที่จิตใจดีได้โดยง่าย”
โม่จ้านถูกการบรรยายของเก๋อจือทำเอาหัวเราะเสียแล้ว ก่อนจะมองไปทางเจียนั่วที่วางอุปกรณ์รับประทานอาหารลง ท่ามกลางเสียงหัวเราะดังกังวานของโม่จ้าน เจียนั่วพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ฝืนอำพรางมือที่เคลื่อนไหวอย่างค่อนข้างแข็งทื่อของตนเอาไว้
อาหารมื้อนี้ไม่นับว่าอุดมสมบูรณ์นัก กระนั้นงานเลี้ยงตะกละตะกลามที่ปริมาณอาหารมากพอได้กินเวลาค่อนข้างยาวนาน หลังทานอาหารเสร็จ โม่จ้านล้างจานเสร็จจึงไปตรวจดูบาดแผลของลาถีเท่ออีกครา หลังจากนั้นกำชับให้เก๋อจือระมัดระวังอย่าถีบไปโดนอีกฝ่าย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงยอมวางใจให้คนทั้งสองนอนเตียงเดียวกัน
โม่จ้านที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะได้รับสายตาฉายแววสงสารมาจากเจียนั่วที่นอนอยู่เตียงด้านข้าง
“...เจ้ากำลังเลี้ยงลูกจริงๆ ด้วย”
“ลูก...งั้นหรือ...”
โม่จ้านเบะปาก สายตาจ้องมองเพดานสีขาวโพลน
“หากมีบุตรที่รู้ความเช่นลาถีเท่อก็มิเลวเช่นกัน เพียงแต่ดูคล้ายจะเป็นไปมิได้เสียแล้ว”
“เพราะเหตุใด?...”
“ ‘เพราะเหตุใดงั้นรึ?’ เพราะชั่วชีวิตนี้ของข้ามิอาจแต่งภรรยาอย่างไรเล่า”
โม่จ้านอ้าปากหาว หยัดกายลุกขึ้นมาถอดอาภรณ์ จากนั้นตบหมอนดัง “ตุบๆ”
“อย่าบอกข้าว่าเจ้าดูมิออกว่าเก๋อจือกับลาถีเท่อมีความสัมพันธ์อย่างไร ข้าเองก็เป็นประเภทเดียวกันกับพวกเขา”
เจียนั่วจมเข้าสู่ความเงียบ มือทั้งสองข้างกำแน่น ปลายนิ้วโป้งถูไปมาตรงข้อนิ้วกลาง
“ตกใจแล้วใช่หรือไม่? เหอะ จะตกใจก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เจ้าวางใจได้ ต่อให้เจ้าจะตรงรสนิยมข้ามากไปเสียทุกด้าน กระนั้นข้ายังสามารถควบคุมตนเอง---”
“...ข้าก็เช่นกัน”
“....แค่ก หืม?!”
การอธิบายอย่างสุดความสามารถอยู่บ้างของโม่จ้านถูกขัดจังหวะ มิอาจตอบสนองในทันทีทันใดและไอออกมาด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย
“เอ่อ ใช่ ข้ารู้ว่าความสามารถในการควบคุมตนเองของเจ้าดีมาก...”
“...มิใช่ประโยคนั้น”
เจียนั่วกัดฟัน สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน บดบังแสงเทียนเหนือหัวของโม่จ้านเอาไว้
“ข้าบอกว่าข้าก็...ชอบบุรุษเช่นกัน”
“อ้อ เช่นนี้เองหรือ ช่วยปิดไฟให้ข้าด้วย ราตรีสวัสดิ์”
โม่จ้านขยี้ดวงตาที่เมื่อยล้าอย่างไม่ใส่ใจ ตามด้วยคว้าผ้าห่มมาคลุมอก
……
………
…………
“...ประเดี๋ยวก่อน เจียนั่วเจ้าพูดว่าอันใดนะ?!!”
ขณะเจียนั่วเผยสีหน้าตะลึงงัน คล้ายกับบรรยากาศหยุดชะงักไปชั่วอึดใจ โม่จ้านที่เพิ่งจะรู้เนื้อรู้ตัวพลันพลิกกายถีบผ้าห่มก่อนจะคว้าข้อมือของอัศวินที่เบิกตาอ้าปากค้างมิต่างกันเอาไว้
“...ก็เช่นที่เจ้าได้ยิน”
สีหน้าของเจียนั่วค่อนข้างไม่เป็นธรรมชาติ แววตาฉายแววประหม่าเสมองไปทางด้านข้างของโม่จ้าน
“...อ่า เอ้อ คือ คือเช่นนี้เองหรือ ข้ายังนึกว่าข้าฟังผิดไป...”
โม่จ้านหัวเราะแหะๆ ไม่กี่ที ทันใดนั้นเพิ่งรู้ตัวว่าตนคว้าข้อมือของเจียนั่วเอาไว้จึงรีบปล่อยออกมิต่างกับถูกไฟดูด คนทั้งสองเผชิญหน้ากันอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศอึดอัดวางตัวมิถูกกระจัดกระจายอยู่ภายในห้อง
“...แค่กๆ! อืม คือว่า...”
เจียนั่วไอออกมาและอ้ำอึ้งอยู่หลายครั้ง ท้ายที่สุดยังคงปริปากเอ่ยออกไปอย่างอุตลุด
“แท้จริงแล้ว โม่เจ๋อเอ่อร์เจ้ามิต้องอึดอัดเสียจนวางตัวมิถูกมากเกินไป...”
“...อันใดนะ? อึดอัดวางตัวมิถูกอันใด?”
โม่จ้านเครื่องหมายคำถามเต็มหัว ไม่เข้าใจความหมายของเจียนั่ว เจียนั่วสูดอากาศหายใจเข้าลึกพลางกัดฟันอีกครั้ง พลิกมือคว้าข้อมือของโม่จ้านเอาไว้ก่อนสบมองดวงตาฉายแววประหลาดใจของอีกฝ่าย
“ข้าบอกว่าเจ้ามิต้องอึดอัดมากเกินไปเวลาอยู่ต่อหน้าข้า เพราะ เพราะข้า...กับเจ้า...เอ่อ...”
แม้จะตั้งท่าเอ่ยให้ชัดเจน กระนั้นวาจากลับชะงักค้างอยู่ครึ่งค่อนวัน ใบหน้าของเจียนั่วเริ่มแดงระเรื่อ มือที่กุมแน่นพลันเริ่มผ่อนออก สายตาสบมองโม่จ้านตรงๆ เสมองไปทางอื่นอีกครา
โม่จ้านมองสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติของเจียนั่ว แววตาแปรเปลี่ยนจากง่วงงุนเป็นงุนงง ยังเปลี่ยนจากงุนงงเป็นสงสัย จากนั้นจดจ้องอย่างใช้ความคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน ท้ายที่สุดพลันเข้าใจทันใด
“...อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว! เพราะเจ้าไม่สนใจข้า ดังนั้นไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดล้วนมิต้องคิดมากจนเกินไป เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
โม่จ้านเบิกตาโต มือขวากำหมัดออกแรงทุบลงบนฝ่ามือข้างซ้ายที่แบออก ทำสีหน้าท่าทาง 'ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้'
“ไม่! มิใช่! จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!! ข้า---”
ความเข้าใจของอีกฝ่ายกับการแสดงออกของตนไปกันคนละทิศละทางอย่างสิ้นเชิง เจียนั่วร้อนใจโดยพลัน ครั้นเงยหน้าขึ้นกลับพบกับสายตายกยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของโม่จ้าน
เจียนั่วพลันรู้ตัวแล้วว่าถูกโม่จ้านล่อลวง ทั้งเขินอายและโมโหจึงสะบัดข้อมือของโม่จ้านแล้วหันหลังไปทันที เพียงแต่ไม่รอให้เจียนั่วก้มลงเลิกผ้าห่มพลันถูกโม่จ้านโอบเอวกอดไว้แน่นจากทางด้านหลัง
“จิ๊ เช่นนั้นหมายความว่าอย่างไรเล่า...ท่านเจียนั่ว...”
ลมหายใจอุ่นของโม่จ้านปัดผ่านใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำกอปรกับโทนเสียงหยอกเย้าทำให้เจียนั่วขนลุกไปทั่วทั้งร่าง
“หากไม่อธิบายให้ชัดเจน โม่เจ๋อเอ่อร์คงสับสนว้าวุ่นจนนอนมิหลับเสียแล้ว...”
ลมหายใจข้างใบหูค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นหนักหน่วง เจียนั่วที่ใบหูใบหน้าแดงระเรื่อลนลานอยู่บ้าง --- มือทั้งสองข้างที่กำลังกอดเอวของตนอยู่มิสุขยิ่งนัก ค่อยๆ ดึงสายรัดเอวหลวมเบาๆ ก่อนสอดเข้ามาในสาบเสื้ออย่างเชื่องช้า
“...เจ้าเอามือออกมา โม่เจ๋อเอ่อร์!”
เจียนั่วกดหยุดการเคลื่อนไหวมือของโม่เจ๋อเอ่อร์ผ่านเนื้อผ้า แต่ทว่าโม่จ้านกลับหัวเราะชั่วร้าย ปลายนิ้วของมือซ้ายคลึงหน้าท้องด้านข้างอันเรียบเนียนของเจียนั่วแผ่วเบา ทางด้านมือขวาทาบลงบนหน้าท้องแกร่งของอีกฝ่าย นิ้วก้อยพลันค่อยๆ ก้มหน้าก้มตาจวนจะแทรกเข้าไปในกางเกงนอนเสียแล้ว