พระราชวังแคว้นเ้า…ยามซื่อ (10.00)
ทางเดินระหว่างตำหนักอู่หลง (ของหย่งเจี้ยน) กับตำหนักลิ่วหลง (ของหย่งเซิง) ปรากฏร่างของสององค์ชายเดินออกมาพร้อมกันดั่งเช่นนัดหมาย ด้านหลังติดตามด้วยองครักษ์คนสนิทสองคนและองครักษ์เงาเกือบยี่สิบคนที่แอบซ่อนตามจุดต่างๆ เช่นเคย
ในศาลาพักผ่อน ใจกลางวังหลวงโฉมงามสองนางนั่งพูดคุยจิบชาสบายอารมณ์พูดคุยเื่ทั่วไปด้านข้างมีเหล่านางกำนัลขันทีคอยรับใช้อยู่ไม่ห่างกายจวบจนมีเสียงหยอกเย้าแว่วดังเข้ามาขัดจังหวะสนทนา
“ถวายพระพรจางฮองเฮา/ถวายพระพรหลันกุ้ยเฟยพะยะค่ะ” สององค์ชายกล่าวพร้อมกันด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องยิ้มเลยนะหย่งเจี้ยน หย่งเซิงเข้ามาหาแม่เดี๋ยวนี้เลย” จางฮองเฮาเอ็ดสององค์ชาย
“แม่ได้ข่าวว่ากลับมาั้แ่เมื่อวาน พากันไปหลงทางอยู่ทิศใดลูกรัก” หลันกุ้ยเฟยดึงแขนหย่งเซิงลงมานั่งเคียงข้างลูบหัวลูบหน้าโอรสรูปงามด้วยความคิดถึง
“หลงไปอยู่จวนท่านอาจารย์ไม่นานพะยะค่ะ กลับมาถึงวังนั้นมืดค่ำแล้วลูกกับพี่รองจึงไม่อยากเข้าไปรบกวนเสด็จแม่ทั้งสองพะยะค่ะ” กอดเอวหลันกุ้ยเฟยและยิ้ม
“เช่นนั้นรึ ท่านอาจารย์ว่าอย่างไรบ้าง?” จางฮองเฮาซักถามโอรสอย่างจับผิด
“ลูกกับพี่รองมิได้เข้าไปกราบท่านอาจารย์หรอกพะยะค่ะ..แค่แอบเข้าไปส่อง..” หญิงงาม
หลันกุ้ยเฟยตีที่แขนโอรสของพระองค์เบาๆ “ส่องอันใด…น่าตีให้ตายจริงๆ ลูกคนนี้” สองโอรสหัวเราะเสียงดังอย่างพร้อมเพรียง จางฮองเฮากับหลันกุ้ยเฟยค้อนใส่ไม่จริงจัง
"อีกหนึ่งเดือนพวกเ้าก็จะจบการศึกษาที่สำนักไท่ซานแล้วแม่กับแม่รอง (หลันกุ้ยเฟย) ปรึกษากันว่าไหนๆ พวกเ้าก็จะเข้า 17 หนาวควรจะตบแต่งสนม ชายาเข้าตำหนักได้แล้วกระมัง พวกเ้าคิดเห็นเช่นไร” จางฮองเฮามองโอรสทั้งสองนิ่ง
“เสด็จแม่ ลูกกับน้องสามไม่อยากมีสามชายาสี่สนมใดๆ ทั้งสิ้น เื่พวกนี้ให้พี่ใหญ่ (รัชทายาท) รับเคราะห์ไปคนเดียวเถอะพะยะค่ะ ลูกมิอยากปวดหัวเื่สตรีถ้าลูกอยากมีก็จะขอมีชายาเพียงคนเดียวก็พอพะยะค่ะ”
“เป็ดังเช่นพี่รองกล่าวพะยะค่ะ” หย่งเซิงพูดสมทบคำพี่ชาย
“แล้วพวกเ้าพึงใจสตรีสกุลใดล่ะ แม่กับแม่ใหญ่จะได้หาทางจัดการหมั้นหมายไว้ให้” หลันกุ้ยเฟยกล่าวออกมาอย่างอยากหยั่งเชิง
“พึงใจน่ะมีแน่พะยะค่ะแต่ลูกสองคนคงต้องรอให้นางพร้อมก่อน บอกไปตอนนี้นางคงใแย่” หย่งเซิงอมยิ้มมองหน้าหลันกุ้ยเฟย
“เ้าสองคนรอให้นางพร้อม ฮึ!! หวังว่าคงมิใช่คนเดียวกันใช่หรือไม่” หลันกุ้ยเฟยกล่าวเสียงประชดประชัน
“ลูกคิดว่าเสด็จแม่ทั้งสองคงทราบดีอยู่แล้วนะพะยะค่ะ” หย่งเจี้ยนตอบหน้าเฉยนั่งจิบชาอย่างไม่ทุกร้อนอะไร
ฮองเฮากับหลันกุ้ยเฟยหันมองหน้ากันอย่างปลงตก
“ใช่น่ะสิเพราะรู้ดีแม่จึงได้ถามพวกเ้า ทำอะไรก็อย่าให้มันเกินไปนักเื่นี้คงยากที่ใครจะรับได้" จางฮองเฮาส่ายหน้าอย่างหนักใจ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก
“เสด็จแม่มิต้องเป็ห่วง ลูกกับน้องสามจะทำให้ผู้คนรับเื่นี้ได้เอง” หย่งเจี้ยนตอบอย่างมั่นใจ
"เฮ้อ..เอาเถอะ แม่ได้ข่าวว่าเหม่ยเอ๋อร์ตกบันได หลังวันปักปิ่นของนาง บอกให้นางเข้ามาพบแม่” จางฮองเฮาย้ำกับโอรสทั้งสอง
“พะยะค่ะ/พะยะค่ะ!”
๑--------------------๑
ในรถม้าของจวนสกุลจูขณะที่กำลังเดินทางไปร่วมงานประชันบุพผา จูเหม่ยเซียนนั่งคิดในใจว่านางได้รับบทเป็นางร้ายในนิยาย ตอนจบสำหรับนางถ้าไม่ตายก็คงไม่มีอะไรดี เช่นนั้นจากบทตัวอิจฉาที่คอยขัดขวางพระ-นาง เปลี่ยนเป็สนับสนุนพวกเขาก็คงจะจบสวยหน่อยใช่มั้ยนะ?? แล้วเนื้อเื่ในหนังสือที่หายไปนั่นอีกล่ะ วุ่นวายจัง'
“เสี่ยวถง เ้าคิดว่าคนที่ทำตัวร้ายมาตลอดอย่างข้า จะกลับตัวกลับใจในตอนนี้คงยังไม่สายเกินไปใช่หรือไม่??”
“คุณหนู…ไม่ได้ร้ายตลอดสักหน่อยนะเ้าคะ” ‘อย่างน้อยก็ตอนนี้’
“ไม่ได้ร้ายตลอดงั้นรึ?” เหม่ยเซียนหรี่ตามองสาวใช้อย่างจับผิดและคาดคั้น “เมื่อก่อนนอกจากชอบไปแอบฟังคุณหนูตู้กับคุณหนูไป่แล้วมีอะไรอีก? เล่ามา" กอดอกรอฟังความจริง
“แค่หยิ่งยโส ชอบบ่นว่าบ่าวยามทำอะไรมิพอใจ ชอบไปแกล้งคุณหนูไป่ ชอบไปแอบฟังข่าวคราวคุณหนูทั้งหลายในเมืองหลวงที่โรงเตี๊ยมเงาพระจันทร์และยังมี….” คุณหนูยกมือห้ามทัพ
“หยุด!!! มีแต่เื่ดีๆ ทั้งนั้นนะว่ามั้ย?” เงียบไปอย่างใช้ความคิดเพื่อหาทางออกที่ดี อย่างน้อยเราก็ยังไม่อยากตายเร็วละวะ “ข้าตัดสินใจแล้ว จากนี้ข้าจะเปลี่ยนตัวเองถึงข้าจะร้ายแต่ก็ขอร้ายอย่างมีคุณค่า หึหึหึ” พยักหน้าหงึกหงักอยู่คนเดียว
‘ร้ายอย่างมีคุณค่า อย่างไรน่ะเ้าค่ะ’ เสี่ยวถงทำหน้างง
รถม้าจอดถึงหน้างานประชันบุพผาพื้นที่สวนขนาดใหญ่ปรากฏแก่สายตา ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ทั้งคุณหนูคุณชายเดินผ่านไปมาหลายคนหยุดทักทาย หลายคนแค่เดินมองและผ่านไป มีร้านค้าขนาดเล็กล้อมรอบบริเวณ ‘อาา…เหมือนงานวัดเลยแฮะ น่าสนุกจัง’ ไกลออกไปไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรมีเวทีขนาดเล็กและสาวงามสามนางยืนอยู่ หนึ่งในนั้นมีคุณหนูไป่เยว่ชิงยืนอยู่ด้วย ‘คงจะถึงรอบตัดสินแล้วกระมัง’ ชักชวนเสี่ยวถงให้รีบเดินไปหน้าเวที
“ป่ะไปชมสาวงามอันดับหนึ่งกัน” ยิ้มอย่างสบายใจ
ด้านหน้าเวที ผู้ประกาศรางวัลเป็ขันทีจากในวังหลวงของรางวัลอันดับหนึ่งเป็สร้อยข้อมือไข่มุกจากฮองเฮาและทองหนึ่งหีบเล็ก อันดับสองเป็ทองหนึ่งหีบเล็ก และอันดับสามเป็ตั๋วแลกเงินหนึ่งหมื่นตำลึง ในบรรดาของรางวัลทั้งหมดสิ่งที่ดูมีค่ามากที่สุดคงเป็สร้อยไข่มุกกระมัง เหม่ยเซียนยืนด้านหน้าเวทีไม่ใกล้ไม่ไกลให้เพียงพอที่คุณหนูไป่จะมองเห็น และแล้วนางก็เห็น เหม่ยเซียนยกยิ้มขึ้นมุมปากสมใจ ทั้งสองจ้องมองกันอยู่ครู่ ก็ได้ยินเสียงขันทีขานรางวัล