จวนสกุลหลาน
“พระราชโองการ ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งว่าบุตรีสกุลหลานเป็สตรีที่เพียบพร้อม วางตนอยู่ในศีลธรรมและขนบธรรมเนียมไม่เคยสร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล ซึ่งนับว่าเป็สตรีที่มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม จึงได้ทรงพระราชทานสมรสให้แก่บุตรีสกุลหลาน กับ อ๋องสาม เซี่ยหานตง ดำรงตำแหน่งพระชายา จบพระราชโองการ”
ทุกคนในสกุลหลานต่างพากันขานรับขอบพระทัยในพระเมตตาของฮ่องเต้อย่างพร้อมเพรียง
หลานเฟย ยื่นสองมือออกมารับพระราชโองการจากท่านขันที
“ยินดีด้วย ใต้เท้าหลานเฟย”
“ขอบคุณท่านกงกงมาก ลำบากท่านกงกงแล้ว”
หลังจากท่านกงกงเดินทางกลับไป หลานเฟยก็หันมองกลับมายังบุตรีทั้งสองด้วยสีหน้าอันหนักใจเพราะเขานั้นรักบุตรีทั้งสองมาก ทั้งชีวิตนี้ของเขาไม่เคยคิดที่จะบังคับให้บุตรีทั้งสองต้องทำเื่ที่ต้องฝืนความรู้สึกเลยแม้แต่น้อย แต่ครั้งนี้เป็รับสั่งของฮ่องเต้ ที่เขานั้นก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เช่นกัน
“เหม่ยชิง เหม่ยเหมย ลูกทั้งสองคิดเห็นเช่นไรบ้างกับเื่นี้”
“ลูกขอปฏิเสธเ้าค่ะท่านพ่อ ลูกยังไม่พร้อมจะออกเรือนอีกอย่างลูกรักชีวิตที่อิสระมาก ลูกไม่สามารถไปอยู่ในรั้ววังหลวงที่มีแต่กฎระเบียบมากมายแบบนั้นได้หรอกเ้าค่ะ ไม่ไหวจริง ๆ เ้าค่ะ ท่านพ่อ” เหม่ยเหมย รีบออกตัวปฏิเสธ
“แล้วเหม่ยชิงล่ะลูก”
“คำตอบของลูกจะมีประโยชน์อะไรล่ะเ้าคะ ถ้าท่านพ่อคิดและตัดสินใจไปแล้ว อย่าถามลูก ให้ลูกต้องตอบในสิ่งที่จะต้องทำให้ท่านพ่อต้องรู้สึกผิดและเสียใจไปเลยเ้าค่ะ ลูกเข้าใจ”
เหม่ยชิง เอ่ยตอบอย่างรับรู้ได้ถึงการตัดสินใจของหลานเฟย ถึงแม้ว่าเขานั้นจะยังมิได้พูดเอ่ยมันออกมาก็ตาม
“เหม่ยชิง พ่อขอโทษและก็ขอบคุณเ้ามากที่เข้าใจพ่อ” หลานเฟยเอ่ยตอบและจ้องมองสบตาไปยังบุตรีตรงหน้าด้วยแววตาอันขอบคุณ
“ท่านพี่จะแต่งงานกับท่านอ๋องสามอะไรนั่นจริง ๆ เหรอเ้าคะ” เหม่ยเหมยที่ยืนอยู่เอ่ยถามขึ้นและหันมองมายังนาง
“รับสั่งของฮ่องเต้ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะขัดได้ ในเมื่อเ้าไม่ยินดีที่จะแต่ง ในฐานะบุตรีของสกุลหลานและพี่สาวของเ้า พี่ก็ต้องน้อมรับเื่นี้ไว้แทน”
เหม่ยเหมย เมื่อได้ฟังเช่นนั้นนางก็รู้สึกผิดภายในใจของนาง
“ท่านพี่หญิง ข้า......”
“ไม่ต้องคิดมาก พี่รู้จักเ้าดีกว่าใคร ที่นั่นไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับเ้า สำหรับพี่ พี่ทำได้ทุกอย่างขอแค่ให้เ้ามีชีวิตที่ดีและมีความสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
เหม่ยชิงเอ่ยตอบ พลางเอื้อมมือออกไปโอบดึงเหม่ยเหมยเข้ามาโอบกอดไว้ แล้วหันไปยิ้มให้กับบิดาที่มองมายังบุตรีทั้งสองอย่างสงสารแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เลย
โรงน้ำชา
เหม่ยเหมย และเหม่ยชิง เดินเข้ามาภายในร้านและนั่งลงที่้าชั้นสอง ซึ่งโต๊ะข้าง ๆ มีชายสามคนกำลังสนทนากันอยู่
“เฮ้ย! ได้ข่าวมาว่าเ้าปีศาจแห่งากลับเข้าเมืองหลวงมาแล้วใช่หรือไม่” ชายหนึ่งในสามเอ่ยถามขึ้น
“เ้าหมายถึงท่านอ๋องสามนะเหรอ ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน ได้ข่าวมาว่ากลับมาครั้งนี้ฮ่องเต้ทรงมีพระราชทานสมรสให้ด้วยนะ” ชายอีกคนเอ่ยตอบ
“จริงเหรอ เป็บุตรีสกุลไหนกันนะ ช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”
“ทำไมเหรอ?”
“เฮ้ย! แม่นาง นี่ท่านมาจากไหนกัน”
ชายผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าอันแปลกใจ เมื่อจู่ ๆ เหม่ยเหมยก็ก้าวเดินเข้ามานั่งร่วมวงสนทนากับพวกเขา
“ข้ามาจากโต๊ะข้าง ๆ พวกท่านนี่แหละ แต่ช่างเถอะ ว่าแต่ทำไมพวกท่านถึงบอกว่าคนที่จะได้แต่งงานกับท่านอ๋องสามช่างโชคร้ายด้วยละ”
“ถามแบบนี้ แสดงว่าแม่นางคงจะยังไม่เคยได้ยินเื่นั้นล่ะสิ”
“เื่อะไรเหรอ?” เหม่ยเหมยถามขึ้นอย่างสงสัย
ชายทั้งสาม เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวขยับก้มสุมหัวลงบนโต๊ะ
เหม่ยเหมย เมื่อเห็นเช่นนั้นนางก็โน้มตัวก้มสุมหัวลงตามชายทั้งสามไป
“แม่นางคงจะยังไม่เคยได้ยินเื่ที่ว่าท่านอ๋องสามนั้นเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง”
ชายคนหนึ่งเอ่ยกระซิบบอกขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแ่เบาด้วยเกรงว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาได้ยินเข้า
“ก็แค่เคยแต่งงานมาแล้ว ฟังดูก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรเป็ถึงท่านอ๋อง หากจะเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วก็น่าจะเป็เื่แปลก”
“ที่แม่นางกล่าวมามันก็จริง แต่เื่ที่ว่าน่าแปลกนั้นมันอยู่ตรงนี้”
“อะไรเหรอ?”
“ก็มีคนเขาเล่ากันว่า หลังจากที่ท่านอ๋องสามแต่งงานไปได้ไม่นานแม่นางคนนั้นก็.....ถูกฆ่าตายอย่างปริศนา”
O_O!
“ถูกฆ่าตายอย่างนั้นเหรอ!!!” เหม่ยเหมยเอ่ยขึ้นเสียงดังด้วยความใ
ชู่ว์!!!!!
“เบา ๆ สิแม่นาง”
ชายคนหนึ่งเอ่ยบอกและหันมองไปยังรอบ ๆ ที่เริ่มมีผู้คนหันมองมาทางพวกเขาอย่างสนใจ
“ข้าขอโทษที่เสียงดังไป”
เหม่ยเหมยเอ่ยตอบและหันมองออกไปยังโต๊ะรอบ ๆ ที่ต่างหันมองมายังนาง
“ต้องขออภัยทุกท่านด้วยที่เมื่อครู่ข้าเสียงดัง เชิญทุกท่านตามสบายเ้าค่ะ”
เหม่ยเหมยหันไปเอ่ยบอกและฝืนส่งยิ้มเจื่อน ๆ ไปให้กับพวกเขา ก่อนจะรีบหันกลับมาสุมหัวฟังชายทั้งสามเล่าต่อ
“แล้วเื่มันเป็อย่างไรต่อ รู้หรือไม่ว่าใครเป็คนฆ่านาง”
“เื่นี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่ผู้คนต่างพากันลือว่าเป็ฝีมือของท่านอ๋องสามที่เป็คนสังหาร พระชายาของตัวเอง”
“ฝีมือท่านอ๋อง! อย่างนั้นเหรอ” เหม่ยเหมยเอ่ยถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เื่นี้จริงเท็จแค่ไหนก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ แต่ด้วยนิสัยที่ดุร้ายและเหี้ยมโหด จนได้ฉายาว่าเป็เ้าปีศาจแห่งานั้น เห็นที่ข่าวลือนี้ก็ดูจะไม่เกินจริงเลย”
“ใช่ ๆ พูดเื่นี้แล้วก็น่าเห็นใจแม่นางที่ต้องมาแต่งงานกับท่านอ๋องด้วยจริง ๆ หากต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับแม่นางคนแรกล่ะก็ ช่างน่าเวทนาเสียจริง ๆ”
เหม่ยเหมย เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นและลุกขึ้นก้าวเดินกลับมาที่โต๊ะของตน และก็พบว่าสีหน้าของพี่สาวของนางนั้นก็ดูซีดเผือดลงไปอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งจับกันแน่น แววตาดูเศร้าหมองลงและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เหม่ยเหมยเอื้อมมือไปจับมือพี่สาวของนางไว้และบีบลงเบา ๆ
“ท่านพี่หญิง ท่านไม่อยากแต่งงานใช่หรือไม่”
“เหม่ยเหมย เ้าอย่าถามคำถามนี้กับพี่อีกเลยเพราะคำตอบของพี่มันไม่สำคัญหรอก เพราะไม่ว่าอย่างไรพี่ก็ต้องแต่งงานอยู่ดี”
“ไม่เ้าค่ะ! น้องไม่ยอม มันต้องมีวิธีสิเ้าคะ ท่านพี่หญิงวางใจเถิด น้องจะต้องหาทางไม่ให้ท่านต้องไปแต่งงานกับไอ้ปีศาจนั่นแน่” เหม่ยเหมยบอกด้วยท่าทีที่มุ่งมั่น
“ขอบใจเ้ามากที่เป็ห่วงพี่”
เหม่ยชิงเอ่ยบอกพลางยกมือขึ้นลูบลงที่ศีรษะของน้องสาวอย่างรักใคร่
ตำหนักหรดี
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เื่พระราชทานสมรสท่านอ๋องจะจัดการเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” ผิงอานนายทหารองครักษ์เอ่ยถามขึ้น
“ข้าจะทำอะไรได้ ในเมื่อเป็พระประสงค์ของเสด็จพ่อข้าก็มีหน้าที่แค่ทำตามเท่านั้น ข้าก็ได้แต่หวังว่านางผู้นั้น เมื่อแต่งเข้ามาแล้วจะไม่มายุ่งหรือสร้างความวุ่นวายให้ข้าก็พอ คิดแล้วก็น่าเบื่อยิ่งนัก” หานตงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าอันเบื่อหน่าย
“ครั้งนี้ทราบข่าวมาว่า ฝ่าาทรงพระราชทานสมรสท่านอ๋องกับบุตรีสกุลหลาน กระหม่อมคิดว่าน่าจะเป็บุตรีคนโตที่แต่งกับท่าน เท่าที่สืบมานางนับว่าเป็ผู้หญิงที่เพียบพร้อมมาก น่าจะไม่ทำให้ท่านอ๋องต้องลำบาก แต่ถ้าเป็บุตรีคนรองเกรงว่าชีวิตท่านอ๋องคงจะไม่สงบสุขเป็แน่”
“ทำไมกัน บุตรีคนรองสกุลหลานเป็เช่นไร”
“เรียนท่านอ๋องตามตรง บุตรีคนรองสกุลหลานผู้คนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าแม่นางนั้นมีนิสัยที่มุทะลุ ตรงไปตรงมา กล้าหาญเกินสตรี มีเื่ทะเลาะต่อยตีอยู่เนือง ๆ จนไม่มีใครกล้ามีเื่กับนางขนาดพวกโจรเจอยังต้องหลีกทางให้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ นางก็แค่สตรีผู้หนึ่ง ข้าว่าผู้คนคงจะพูดเกินจริงไปเสียมากกว่า เท่าที่ข้ารู้หลานเฟยก็นับว่าเป็ขุนนางชั้นดี วางตัวดีเป็ที่นับหน้าถือตาของผู้คน ไม่น่าจะมีบุตรีที่มีนิสัยอันธพาลอย่างเช่นที่เ้ากล่าวมา”
“ก็จริงอย่างท่านอ๋องกล่าว แต่เื่แบบนี้ถ้าไม่มีมูลคนก็คงไม่เอามาพูดไม่ใช่เหรอพ่ะย่ะค่ะ”
“เื่นี้ก็จริงอย่างที่เ้าว่า งั้นข้าก็หวังว่าแม่นางที่แต่งกับข้าจะเป็บุตรีคนโตของตระกูลหลาน”
“กระหม่อมก็หวังว่าจะเป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เชิญท่านอ๋องเสด็จที่หออาบน้ำเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
หานตง เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ก้าวเดินออกไปยังหออาบน้ำแล้วปลดเปลื้องอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่ออก จากนั้นก็เดินลงไปในสระน้ำที่มีกลีบกุหลาบลอยอยู่เต็มผิวน้ำ เขานั่งเอนกายพิงลงที่ริมขอบสระอย่างผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน