ราตรีค่อย ๆ ปกคลุมเมืองชิงซานอย่างเงียบงัน
แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลาลับหลังแนวเขา เหลือเพียงเงามืดสีหม่นที่แผ่คลุมทั่วผืนดิน ลมหนาวพัดผ่านตรอกซอยเก่าแก่ ส่งเสียงหวีดหวิวแ่เบาราวเสียงกระซิบของภูตผี
ภายในเรือนเก่าท้ายตระกูลหลัว เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องแสงริบหรี่
หลัวเฟิงกำลังนั่งเงียบอยู่ข้างเตียงของบิดา
โอสถประสานกระดูกของผู้าุโสามออกฤทธิ์รวดเร็วกว่าที่คิด ความเ็ปตามร่างกายลดลงไม่น้อย แม้ยังรู้สึกปวดหน่วงบริเวณหน้าอก แต่เขาสามารถขยับร่างได้สะดวกขึ้นมาก
หลัวหยุนไห่ลืมตาขึ้นช้า ๆ
ใบหน้าซีดเซียวของเขาสะท้อนอยู่ใต้แสงตะเกียง ดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
“เ้ากลับมาแล้วหรือ”
น้ำเสียงยังคงแ่เบาเช่นเดิม
หลัวเฟิงพยักหน้า ก่อนยกถ้วยยาไปให้
“ท่านพ่อ ดื่มยาก่อนเถิด”
หลัวหยุนไห่รับถ้วยยามาช้า ๆ แต่สายตาของเขากลับจับจ้องใบหน้าบุตรชาย
รอยฟกช้ำ
มุมปากแตก
คราบเืที่ยังล้างไม่หมด
เพียงมองก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ดวงตาของผู้เป็พ่อสั่นไหวเล็กน้อย
“หลัวหู่ลงมือกับเ้าอีกแล้ว?”
หลัวเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ข้าไม่เป็ไร”
แต่คำตอบเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้หลัวหยุนไห่เ็ป
เขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังพยายามอดทน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลัวเฟิงแทบไม่เคยบ่นอะไรเลย
ไม่ว่าจะถูกดูถูกเพียงใด
ถูกเหยียดหยามเพียงใด
เด็กคนนี้ก็ยังคงยิ้ม และบอกว่า “ไม่เป็ไร”
เพราะไม่อยากให้เขาเป็ห่วง
หลัวหยุนไห่หลับตาลงช้า ๆ
ความรู้สึกผิดเอ่อล้นอยู่ในอก
หากไม่ใช่เพราะเขากลายเป็คนพิการ…
ลูกชายของเขาคงไม่ต้องใช้ชีวิตเช่นนี้
“เฟิงเอ๋อร์”
“ขออภัย…”
เสียงนั้นเบาจนแทบขาดหาย
หลัวเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบส่ายหน้า
“ท่านพ่อ อย่าพูดเช่นนั้น”
“ข้าไม่เคยโทษท่าน”
เขาพูดจากใจจริง
เพราะสำหรับเขาแล้ว หลัวหยุนไห่คือคนเพียงคนเดียวในตระกูลที่ยังมอบความอบอุ่นให้เสมอ
แม้โลกทั้งใบจะดูถูกเขา
แต่บิดาคนนี้ไม่เคยทอดทิ้งเขาเลย
ภายในเรือนพลันเงียบงัน
เสียงไม้ในเตาไฟแตกดังเปรี๊ยะเบา ๆ
ด้านนอก ลมหนาวพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ทันใดนั้น
โฮกกกกก!
เสียงคำรามต่ำลึกดังขึ้นจากที่ไกล ๆ
หลัวเฟิงขมวดคิ้วทันที
เสียงนั้น…
ดังมาจากป่าอสูรท้ายหมู่บ้าน
หลัวหยุนไห่เองก็ลืมตาขึ้นช้า ๆ สีหน้าเคร่งเครียด
“่นี้เสียงอสูรดังผิดปกติ”
“ข้าได้ยินมาหลายคืนแล้ว”
หลัวเฟิงนึกถึงคำเตือนของผู้าุโสามขึ้นมาทันที
“มีบางอย่างผิดปกติในป่านั้น…”
เด็กหนุ่มค่อย ๆ เดินไปเปิดหน้าต่าง
สายลมเย็นเยียบพัดเข้ามาปะทะใบหน้า
ท้องฟ้ายามราตรีมืดครึ้มไร้ดวงดาว เมฆสีดำหนาทึบปกคลุมทั่วฟ้า ราวกับพายุบางอย่างกำลังก่อตัว
ไกลออกไป แนวป่าอสูรดำทะมึนดุจสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่กำลังหลับใหล
แต่คืนนี้…
มันกลับให้ความรู้สึกอันตรายอย่างประหลาด
หลัวเฟิงหรี่ตาลง
ไม่รู้เหตุใด แต่ภายในใจกลับเกิดความรู้สึกบางอย่าง
ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลัง “เรียกหา” เขาจากในป่านั้น
ความรู้สึกนั้นเลือนรางมาก
คล้ายภาพลวงตา
แต่กลับชัดเจนพอจะทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น
โฮกกกก!!
เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ใกล้กว่าเดิมมาก
พื้นดินสั่นะเืเล็กน้อย
หลัวหยุนไห่สีหน้าเปลี่ยนทันที
“ไม่ถูกต้อง…”
“อสูรระดับต่ำไม่ควรมีแรงกดดันเช่นนี้”
หลัวเฟิงเองก็ััได้
แม้อยู่ห่างไกล แต่กลิ่นอายดิบเถื่อนบางอย่างกลับแผ่เข้ามาถึงหมู่บ้าน
มันเย็นเยียบ
กดดัน
และเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ไม่นาน เสียงระฆังเตือนภัยของตระกูลก็ดังขึ้น
กังงงง! กังงงง!
เสียงระฆังหนักหน่วงสะท้อนทั่วเมืองชิงซาน
ด้านนอกเริ่มมีเสียงผู้คนแตกตื่น
“เกิดอะไรขึ้น?”
“อสูรบุกหรือ?”
“เร็ว! ปิดประตูเมือง!”
เสียงะโดังระงมไปทั่ว
หลัวเฟิงรีบหันกลับมา
“ท่านพ่อ ข้าจะออกไปดู”
หลัวหยุนไห่รีบคว้าแขนเขาไว้
“อย่าไป!”
ดวงตาของผู้เป็พ่อเต็มไปด้วยความกังวล
“คืนนี้ผิดปกติเกินไป”
“เ้ายังไม่พร้อมเผชิญอันตรายเช่นนี้”
หลัวเฟิงนิ่งไปชั่วครู่ แต่ก่อนจะทันตอบ
ตูมมม!!
เสียงะเิสนั่นดังมาจากทิศประตูตะวันออกของหมู่บ้าน
พื้นดินสั่นะเืรุนแรง เสียงกรีดร้องดังตามมาในทันที
“อ๊ากกกก!”
“หนีเร็ว!!”
สีหน้าหลัวเฟิงเปลี่ยนทันที เขารีบวิ่งออกจากเรือนโดยไม่ลังเล
“เฟิงเอ๋อร์!”
เสียงเรียกของหลัวหยุนไห่ดังตามหลังมา แต่เขาไม่อาจหยุดได้
เมื่อออกมาด้านนอก ภาพที่เห็นทำให้หัวใจเย็นวาบ
ทั่วหมู่บ้านเต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนวิ่งหนีแตกตื่น
เด็กเล็กร้องไห้
ควันไฟเริ่มลอยขึ้นจากบางจุด
เหนือกำแพงด้านตะวันออก มีเงาร่างขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหว
ดวงตาสีแดงฉานส่องประกายอยู่กลางความมืด
“อสูริญญา!”
ใครบางคนร้องเสียงหลง
หลัวเฟิงรีบมุ่งหน้าไปยังลานกลางตระกูล
ที่นั่น ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากกำลังรวมตัวกัน
ผู้าุโหลายคนยืนอยู่บนกำแพง สีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
หลัวหู่เองก็อยู่ที่นั่น
เมื่อเห็นหลัวเฟิง เขาแค่นหัวเราะ
“ขยะอย่างเ้าก็กล้าออกมาหรือ”
แต่ครั้งนี้ หลัวเฟิงไม่มีอารมณ์จะตอบโต้
สายตาของเขาจับจ้องไปยังนอกกำแพง
จากเงามืดของป่าอสูร…
ฝูงสัตว์ร้ายจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนตัวออกมา
หมาป่าเขี้ยวเหล็ก
ลิงคลั่งโลหิต
อสรพิษเงาดำ
พวกมันคำรามกึกก้อง แววตาแดงฉานผิดธรรมชาติ
ราวกับกำลังคลุ้มคลั่ง
“เหตุใดอสูรถึงรวมฝูงกันได้?”
“นี่ไม่ปกติ!”
ผู้คนเริ่มแตกตื่นมากขึ้น
แม้อสูรจะปรากฏตัวใกล้หมู่บ้านเป็ครั้งคราว แต่แทบไม่เคยมี “คลื่นอสูร” เช่นนี้มาก่อน
โฮกกกกกก!!
เสียงคำรามต่ำลึกดังสนั่นออกมาจากส่วนลึกของป่า
ในชั่วขณะนั้น…
อสูรทั้งหมดพลันหยุดเคลื่อนไหว
ราวกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
จากนั้น เงาร่างขนาดมหึมาค่อย ๆ เดินออกมาจากความมืด
ตึง… ตึง… ตึง…
ทุกย่างก้าวทำให้พื้นดินสั่นะเื
เมื่อมันเผยร่างเต็มตัว ผู้คนจำนวนมากถึงกับหน้าซีด
มันคือเสือั์สีดำสนิท สูงกว่าสามจั้งทั่วร่างเต็มไปด้วยลายสีเื ดวงตาสีแดงเข้มราวเปลวเพลิงนรก
กลิ่นอายโเี้แผ่ออกมาจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก
“พยัคฆ์โลหิตทมิฬ…”
ผู้าุโคนหนึ่งพึมพำเสียงสั่น
“อสูรระดับร้อยปี!”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ร้อยปี” สีหน้าทุกคนก็ซีดเผือด
อสูรระดับนี้…
ไม่ใช่สิ่งที่หมู่บ้านเล็ก ๆ จะรับมือได้ง่าย
หลัวเฟิงจ้องสัตว์ร้ายตัวนั้นนิ่ง
หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
แต่ไม่ใช่เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียว
ลึกลงไปในจิติญญา…
เมล็ดพืชแห้งแล้งของเขาพลันสั่นไหวเบา ๆ
ครั้งแรกนับั้แ่พิธีปลุกิญญา
หลัวเฟิงเบิกตากว้างทันที เขาััได้ถึงบางสิ่ง
พลังบางอย่างจากอสูรตัวนั้น…
กำลังดึงดูดิญญายุทธ์ของเขาอย่างประหลาด
ราวกับความหิวกระหายที่หลับใหลมานานกำลังตื่นขึ้น
“นี่มัน…”
เขากุมหน้าอกแน่น
ขณะเดียวกัน พยัคฆ์โลหิตทมิฬพลันเงยหน้าขึ้น
ดวงตาสีแดงฉานของมันกวาดมองผู้คนบนกำแพง
ก่อนจะหยุดลงที่หลัวเฟิง
หัวใจของเด็กหนุ่มพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เพราะในวินาทีนั้น…
เขารู้สึกเหมือนสัตว์อสูรตนนั้นกำลัง “มองเห็น” บางอย่างในตัวเขาเช่นกัน...