ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    มิตรสหาย​ 2


    “มิถามไถ่ที่ไปที่มาแต่กลับทำร้ายผู้คนทันทีเช่นนี้ นิสัยสมเป็นตาเฒ่ามารเสียจริง”“สามหาว!” เสียงตวาดดังก้องดังขึ้น​พลันปรากฏเงาร่างเบื้องหน้าที่ค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆ​ เป็นร่างชายชราร่างเล็ก​ที่มีใบหูยาวแหลม​และดวงตารีสีดำทั้งดวง​ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง​“มนุษย์น่ารังเกียจเช่นเจ้า​กล้ากล่าววาจาเน่าเหม็นเช่นนี้ ​ไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่?” แรงกดดันเพิ่มมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว​บ่งบอกว่าชายชราผู้นี้มีพลังเวทมากมายเพียงใด​ เผ่าพันธุ์ปีศาจไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ใดล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีพลังมหาศาลหรือไม่ก็เก่งกาจเรื่องเวทและมนตราทั้งนั้นแต่นั่นกลับทำให้รู้สึกไม่สบอารมณ์​ พลังขนาดนี้หากเป็นผู้ที่มีพลังขั้นต่ำคงตายไปนานแล้วซูเจินเริ่มปล่อยพลังออกมากดดันบ้าง​ เจ้าทำได้ข้าก็ทำได้​ ฮึ!​ดูเหมือนพลังที่นางปล่อยออกมาจะทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ จนเฒ่ามารแปลกใจแล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นตกตะลึง พลังขนาดนี้มาดว่าจะไม่ใช่คนธรรมดา​ อีกทั้งพลังสีดำทมิฬนั่นมิใช่พลังของเหล่ามารหรอกหรือ?​ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อร่างกายนางก็มีกลิ่นของมนุษย์​เช่นนี้“ผู้ใด?” เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังขึ้นอย่างขัดจังหวะ เฒ่ามารเบี่ยงตัวไปด้านข้างแล้วค้อมกายให้ผู้ที่อยู่ในเงามืด“เป็นเด็กสาววาจาสามหาวกับบริวารขอรับ” ซูเจินเบ้หน้าใส่เฒ่ามารที่รีบฟ้องเจ้านายตนเองอย่างไว ทั้งยังไม่ยอมลดพลังลง“เด็กสาว? เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรแล้วมีกิจอันใดกับข้า?”“ข้า...” อ้าปากเอ่ยไม่ทันไรเฒ่ามารก็ชิงตัดบท“นายท่านอย่าได้ใส่ใจเลยขอรับ ข้าน้อยจะไล่ไปเดี๋ยวนี้”“ไร้มารยาท!สมเป็นเผ่าพันธุ์ป่าเถื่อน ฮึ” ว่าแล้วก็ทำสีหน้าเอือมระอาใส่เฒ่ามาร ที่ประเดี๋ยวหน้าดำประเดี๋ยวหน้าแดงด้านข้าง“จะ...เจ้า!”“พอเสียที...ว่ามาเจ้าต้องการอะไร?” ซูเจินที่หลิ่วตาใส่เฒ่ามารอยู่ชะงัก ก่อนจะหันหน้าไปยังเงามืดตรงหน้า“เหตุใดจึงพูดเช่นนั้นกันเล่าท่าน ข้าแค่ผ่านมาจึงแวะทักทายเท่านั้น” ว่าแล้วก็ค้อมกายลงเล็กน้อย “ไม่พบกันเสียนาน สบายดีหรือไม่เจ้าคะท่านเสวียนอู่”“ข้าไม่ได้ชื่อเสวียนอู่!” ร่างชายหนุ่มเรือนผมสีดำรูปร่างสมส่วนใบหน้าหล่อเหลา โผเข้ามาด้วยความเร็วปรากฏกายเบื้องหน้าอยู่ไม่ไกล ใบหน้าบ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์อย่างแรง ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นตกตะลึงยกนิ้วชี้หน้าซูเจินแล้วเลื่อนสายตาไปยังซูซู“พวกเจ้า...เป็นเจ้าเองรึ”‘เป็นข้าเองเจ้าค่ะท่านเสวียนอู่’ ซูซูส่งยิ้มพิมพ์ใจไปให้ชายตรงหน้าอย่างอ่อนหวาน แต่ผู้ได้รับกลับหนังตากระตุกอย่างมีลางสังหรณ์ เหตุใดจึงรู้สึกไม่ดีเช่นนี้นะ“ข้าไม่ได้ชื่อเสวียนอู่ นั่นเป็นท่านอาของข้า”“เจ้าค่ะๆ ข้าแค่ล้อท่านเล่นเท่านั้น ท่านอย่าถือสานักเลยท่านเสวียนเสวี่ยอู่” ซูเจินอมยิ้มน้อยๆก่อนจะหันไปทางเฒ่ามารที่ทำหน้าตาเหลอหลาอยู่ข้างๆ “ว่าแต่ท่านช่วยบอกคนของท่านให้ลดพลังลงได้ไหมเจ้าคะ คนของข้ายังอ่อนด้อยนักทนรับพลังเช่นนี้มิไหวหรอกนะ”เฒ่ามารสะดุ้งสุดตัวสลายพลังโดยไม่ต้องรอให้นายท่านเป็นคนพูด ดูท่าแล้วนางตรงหน้าคงเป็นคนรู้จักของนายท่านเมื่อพลังสลายไปจนหมดแล้วซูซูก็ลอยมาอยู่ข้างๆซูเจินแทน จือเหลียงก็ดูจะหายใจโล่งขึ้นเยอะ ลงมาค้อมกายให้ท่านเสวี่ยอู่อย่างนอบน้อม ชายหนุ่มพยักหน้าให้หนึ่งทีก่อนจะหันมามองพวกนางสองคนแทนตรงหน้าซูเจินคือเทพมารเต่าดำ นามเสวียนเสวี่ยอู่ ชื่อคุ้นๆหูใช่หรือไม่ แต่ไม่ใช่ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่เสวียนอู่หรอกนะ เสวี่ยอู่ท่านนี้เป็นหลานชายของท่านเสวียนอู่ต่างหาก เพราะหน้าตาคล้ายกันราวกับหล่อพิมพ์เดียวกันมา เหมือนยิ่งกว่าบิดาที่ให้กำเนิดเสียอีก มารดาผู้ให้กำเนิดจึงเอ่ยเรียกหยอกเย้าเล่นๆว่าเสวียนเสวี่ยอู่ แต่ไม่รู้ทำไมจึงกลายเป็นชื่อจริงไปเสียได้ทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนท่านอาเสวียนอู่มากขึ้น ด้วยท่านอาเสวียนอู่เป็นเทพมีชื่อเสียงมากผู้คนต่างรู้จักนับหน้าถือตามีคนเข้ามาทักทายหมายเชื่อมสัมพันธ์มากมาย จะไม่กระไรเลยถ้าไม่เข้ามาทักผิดเป็นท่านเสวียนเสวี่ยอู่ผู้นี้แทนที่จะเป็นท่านเสวียนอู่ผู้ยิ่งใหญ่ท่านเสวี่ยอู่ผู้นี้คราแรกตกตะลึงพลางหัวเราะเห็นเป็นเรื่องตลก นานวันเข้าก็เริ่มหัวเราะไม่ออก แต่ที่ทำให้เสวี่ยอู่ผู้นี้หมดความอดทนก็คือ การที่ท่านมหาเทพเข้ามาทักเสวี่ยอู่ผู้นี้อย่างสนิทสนมว่า ‘เสวียนอู่ไม่เจอกันนาน ยิ่งนานวันเจ้าก็มีแต่จะหนุ่มขึ้นรูปงามขึ้นนะ...ข้างๆคงเป็นหลายชายของเจ้าล่ะสิ เหมือนเจ้าเสียยิ่งกว่าบิดาเขาเสียอีก ฮ่าๆๆ’เท่านั้นแหละ เสวี่ยอู่น้อยยังหนุ่มแน่นอดกลั้นไม่ไหว อาละวาดตะโกนใส่หน้ามหาเทพดังลั่นสวรรค์ว่า ‘ข้าคือเสวี่ยอู่ไม่ใช่ท่านอาเสวียนอู่ ท่านไม่มีตาหรืออย่างไร?!’ ตัวเสวี่ยอู่อายุยังน้อย เมื่อยืนข้างท่านอาของตนกลับถูกทักผิดเสียนี่จะให้รู้สึกเช่นไร? นึกแล้วก็ขำตอนที่ซูซูยังเด็กเมื่อมารดาเล่าให้ฟังก็หัวเราะเป็นเรื่องขบขัน พอโตมากลับขำไม่ออก ไม่นึกว่านิทานที่มารดาเล่าจะเป็นเรื่องจริง ตอนรักษาเทพตนหนึ่งแล้วเขาเล่าให้ฟังจากหัวเราะเป็นอึ้งแทน ตอนได้ความทรงจำแล้วนึกออกซูเจินก็ขำจนท้องแข็งแต่เรื่องไม่จบแค่นั้นหรอก อาละวาดโวยวายใส่มหาเทพก็จบลงที่บทลงโทษบทหนึ่ง แต่เพราะมหาเทพรู้สึกผิดจึงให้ลงมาอยู่ที่ป่าแห่งนี้หนึ่งร้อยปีแทน จะว่าไปก็ไม่เชิงเป็นการลงโทษแต่เหมือนการขอโทษเสียมากกว่า กักขังร้อยปีสำหรับผู้มีชีวิตยืนยาวแทบนิรันดร์เช่นเทพเสวี่ยอู่ผู้นี้แทบไม่มีความหมาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าป่าแห่งนี้มีพลังเข้มข้นเพียงใด อยู่เพียงร้อยปีก็เท่ากับบำเพ็ญเพียรหลายร้อยปีแล้ว นี่เท่ากับว่ามอบของขวัญชิ้นโตเสียไม่ว่าท่านเสวี่ยอู่ลงมาอยู่ได้ร้อยปีก็ไม่ยอมกลับไป อีกยืนยันที่จะอยู่ต่อ ท่านมหาเทพไม่ว่าอะไรทั้งยังมอบหมายให้ดูแลของล้ำค่าในป่าแทน เหตุผลจริงๆของเสวี่ยอู่นั้นเรียบง่าย เพียงมิอยากไปเห็นหน้าท่านอาของตนแล้วโดยเปรียบเทียบอีก จึงสะบัดก้นจากมาโดยไม่กลับไปสักครา มีเพียงบิดามารดาและพี่น้องมาหาบ้างบางที นานครั้งผู้เป็นอาจะมาเยี่ยมเยือนสักหนช่างทำตัวเป็นเด็กน้อยเจ้าปัญหาเสียจริงเอาล่ะ กลับมายังปัจจุบันก่อน“นินทาอะไรข้า?” ท่านเสวี่ยอู่มองท่าทางไม่น่าไว้ใจอย่างจับผิด ท่านอ่านใจข้าได้เรอะ“เปล่าเจ้าค่ะ” ซูเจินยิ้มกลบเกลื่อนให้อย่างแนบเนียน “ว่าแต่...ท่านจะไม่เชิญข้าเข้าไปหน่อยหรือเจ้าคะ?”“มาที่นี่มีธุระอันใดกับข้าก็ว่ามาตรงนี้ ไม่ใช่เจ้าบอกว่าแค่ผ่านมาทักทายหรอกหรือ?” หรือง่ายๆก็คือรีบพูดรีบไป หน็อย รู้ทันสินะ‘อย่ากล่าวไร้เยื่อใยนักสิท่าน ข้ากับนางอุตส่าห์ตั้งใจมาหาท่านเลยนะ’ ซูซูร่างโปร่งแสงลอยผ่านหน้าท่านเสวี่ยอู่เข้าไปในเงามืดด้านหลังหน้าตาเฉย ท่านเสวี่ยอู่หนังตาที่กระตุกอยู่แล้วยิ่งกระตุกถี่ยิบเลยทีเดียว ไม่ธรรมดาแล้วพวกนางต้องวางแผนอันใดไว้แน่เทพเสวี่ยอู่สะบัดแขนเสื้อหันหลังเดินตามซูซูเข้าไปทันที ดูเอาเถิดเป็นแค่ผู้มาเยือนกลับเดินนำหน้าเจ้าของบ้านเข้าไปอย่างหน้าตาเฉย คำว่ามารยาทเจ้ารู้จักหรือไม่ หรือเหลือแต่วิญญาณแล้วมันก็หายไปด้วย?“จือเหลียงเจ้ารอรออยู่ที่นี่”“ขอรับ”“หวังว่าท่านจะดูแลเขาอย่างดีนะเจ้าคะ” เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก่อนที่จะเดินผ่านเฒ่ามารไป ซูเจินก็หยุดกล่าวอันใดกับเฒ่ามารเล็กน้อย แล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดีส่วนเฒ่ามารนั้นตกตะลึงจนอ้าปากค้าง อ้าแล้วหุบ หุบแล้วอ้าอยู่อย่างนั้น แต่กลับกล่าววาจาใดมิออก ในใจมีโทสะจากความทรงจำเก่าก่อนปะทุจนยากจะดับ‘เฒ่ามารไม่นึกว่าผ่านไปไม่นานเจ้าก็จำข้ามิได้เสียแล้ว ช่างน่าเสียใจยิ่ง ทั้งๆที่เจ้ากล่าวเองแท้ๆว่าจะมิมีวันลืมข้า ผู้ตัดหางท่านไปทำยาผู้นี้อย่างเด็ดขาด’นางปีศาจนี่ที่แท้เป็นเจ้าเอง เหตุใดถึงจำนางมิได้นะ นางยังมีหน้ามาเย้ยเขาอีก เป็นคนตัดหางอันงดงามของเขาไปทำยาบ้าบอนั่นแท้ๆ เขาต้องกลายเป็นมารไร้หางก็เพราะนาง!‘ดูไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลยนะเจ้าคะ’ ซูซูนั่งลงที่โต๊ะน้ำชาด้านหน้า จริงอย่างว่าที่นี่ดูไม่เปลี่ยนไปจากความทรงจำเลยแม้แต่น้อยเทพเสวี่ยอู่นั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างเบื่อหน่าย เชื่อเถอะว่านางต้องมีแผนอันใดแน่ เหมือนแม่ของนางนั่นแหละ คราวนั้นมาเล่นเล่ห์กล ท้าเล่นเดิมพันหมากรุกจนต้องยกพื้นที่ในป่าบางส่วนไป ทั้งยังให้เขาลงอาคมปกป้องให้อีก ไหนจะบ่อน้ำอสูรที่พวกนางแม่ลูกปล้นชิงไปอีกเล่า พูดแล้วเจ็บใจนัก หากมิใช่พวกนางเล่นแง่มีหรือที่เขาจะเสียทีได้รู้หรือไม่ครานั้นเขาโดนเรียกตัวไปเทศนาเสียยกใหญ่เพียงใด รู้หรือไม่ว่าเขาโดนบังคับให้ขึ้นไปร่วมงานเลี้ยงแสนน่าเบื่อกับนั่งฟังมหาเทพบ้าบอนั้นพร่ำแทนการไถ่โทษนานเท่าใด แล้วยังมีหน้ามาหาเขาอีกไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง!“มีอันใดก็ว่ามา” นั่งลงไม่ทันไรก็โดนจิกเสียงใส่ทันที นี่หากว่าอยู่โลกเก่าแล้วล่ะก็ นางคงนึกว่าคนตรงหน้าเป็นชายใจหญิง“แล้วนี่เหตุใดเป็นเจ้า ไหนเจ้าบอกจะเป็นคนกลับมาเหตุใดให้ผู้อื่นทำแทน?” เทพเสวี่ยอู่ถามเป็นชุด เป็นพวกปากร้ายใจดีมิเคยเปลี่ยน บ่นโน้นบ่นนี่แต่ก็เป็นห่วงอยู่ดีท่านแม่ของซูซูเมื่อยังมีชีวิต ได้มีโอกาสมารักษาอาการบาดเจ็บจากการดูดซับพลังอย่างไม่ระวังของเทพเสวี่ยอู่ จนได้บ่อน้ำอสูรเป็นการตอบแทน จากนั้นมาก็มักจะแวะเวียนมาหาท่านเทพผู้นี้อยู่เสมอมิได้ขาด ต่อมาก็พาเด็กน้อยซูซูมารู้จัก และกลายเป็นอีกคนที่มักมาหาเสมอเพราะกลัวเทพผู้นี้จะเหงา เย้าแหย่หยอกล้อเป็นประจำจนเรียกได้ว่าสนิทชิดเชื้อเลยทีเดียวคราแรกที่ได้ยินข่าวของครอบครัวสกุลเว่ยนั้น เทพผู้นี้ก็ถึงกลับจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่เป็นเพราะพวกนางไม่อยากให้เทพผู้แสนใจดีผู้นี้เดือดร้อนไปด้วยจึงเอ่ยห้ามไว้ โชคชะตาของมนุษย์เทพจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวได้อย่างไร ให้เป็นไปตามชะตาเถิด แต่จะรักษาสัญญามั่นไม่ช้านานจะกลับมาเยือนท่านอีกครานี่ไงเล่า มาเยือนท่านครานี้เพราะสัญญาที่ให้ไว้เลยนะ ท่านเทพ~