ไท่เจี๋ยน 太监 ขันทีเคียงบัลลังก์ | นิยายวายจีน

    บทที่ 1-2 องค์ชายสาม


     ไท่เจี๋ยน 太监 ขันทีเคียงบัลลังก์บทที่ 1(ตอนที่ 1-2 สามพี่น้อง)  ณ ลานประลองกลางวังหลวงส่านชี ยามนี้ได้กลายเป็นสนามแข่งประลองฝีมือขององค์ชายทั้งสามไปเสียแล้ว เสียงดาบฟาดฟันอย่างไม่ยั้งมือทำเอาเหล่าขุนนาง รวมถึงนางกำนัลของแต่ละพระองค์ใจหายใจคว่ำเกรงว่าหนึ่งในสามจะมีองค์ชายไม่องค์ใดก็องค์หนึ่งต้องบาดเจ็บเป็นแน่หากแต่เหตุการณ์น่ากลัวเช่นนั้นคงมิเกิดขึ้นจริงเพราะฝีมือขององค์ชายทั้งสามนั้นหากได้ชมด้วยตาแล้วก็ไม่มีใครเหนือกว่าใครมาก เว้นเพียงแต่องค์ชายสองหรือจวิ้นอ๋องแห่งวังหลวงส่านชีที่เดิมทีขอเข้าร่วมฝึกทดสอบฝีมือให้กับท่านพี่และน้องชายเพียงเท่านั้นจวิิ้นอ๋องกล่าวขึ้น "เหตุใดจริงจังกันนักพวกเจ้าเล่นรุนแรงเช่นนี้...ผู้คนตกใจกันแย่" เสียงดาบกระทบกันเร็วๆ จวิ้นอ๋องไม่เสียแรงตอบโต้ เพียงแต่เป็นผู้ขอรับแรงดาบจากองค์ชายทั้งสองก็พอองค์ชายหนึ่งกล่าวตอบไม่ลืมรับแรงฟาดจากดาบขององค์ชายซือเฉิง "นานแล้วที่เจ้าซือเฉิงไม่ออกมาร่วมประมือกับพวกเรา...วันนี้ออกนอกตำหนักมาขอประลองฝีมือทั้งทีใยข้าจะต้องอ่อนข้อให้..."องค์ชายซือเฉิงยกยิ้ม "ท่านพี่กล่าวเกินไปแล้วฝีมือข้าอ่อนด้อยนัก เหตุไม่ค่อยได้ฝึกซ้อมมานาน...ใยจะสู้พวกท่านได้...การประลองครั้งนี้ข้าคงต้องขอยอมแพ้"จวิ้นอ๋องกล่าวขึ้นพลางถอนตัวออกมาจากการประลองดาบ “เช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนพวกเจ้าทั้งสอง...น้องซือเฉิง หลายวันมานี้ข้าไม่ค่อยได้เจอหน้าเจ้า เจ้าเบื่อที่จะประมือกับท่านพี่แล้วก็ไปนั่งดื่มชาที่ตำหนักข้าก่อนดีหรือไม่?”องค์ชายทั้งสองที่ยังฟาดฟันดาบกันไม่หยุดบัดนี้ เมื่อได้ฟังจวิ้นอ๋องกล่าวจึงหยุดการประลองในทันทีองค์ชายชิวหรงกล่าวออกมา “ใยน้องข้าทั้งสอง ถึงได้ชวนกันไปดื่มชาข้ามหน้าข้ามตาข้านัก...จวิ้นอ๋อง ยามนี้เจ้าเดินทางกลับจากออกศึกมาก็หลายวันแล้ว จะไม่ชวนข้าไปร่วมยินดีกับเจ้าหน่อยหรืออย่างไร?”จวิ้นอ๋องหรือองค์ชายลู่เฟยกล่าวตอบ “ใจจริงข้าก็อยากชวนท่านพี่ แต่ได้ยินว่าวันนี้ฮ่องเต้อยากพบท่าน คาดว่าจะหารือกับเหล่าขุนนาง...เรื่องสืบทอดตำแหน่งหากท่านพี่ชิวหรงมัวแต่สำราญกับพวกข้า มิสนใจเรื่องเตรียมการหารือเกรงว่าฮ่องเต้จะไม่พอพระทัย...”องค์ชายชิวหรงเลิกคิ้วยื่นดาบไปให้ทหารรับใช้เก็บเข้าฝัก ก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วกล่าวขึ้น “เจ้าเป็นห่วงข้าในการเตรียมสืบทอดตำแหน่งฮ่องเต้มิน้อยเช่นนี้...ไว้ข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างเหมาะสมแน่” มือหนายื่นแตะไปที่ไหล่ของจวิ้นอ๋องลู่เฟยองค์ชายซือเฉิงถือดาบไว้ในมือค้อมตัวคำนับองค์ชายชิวหรง “เวลาที่ท่านรอคอยมาถึงแล้ว ซือเฉิงขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับท่านพี่...”ชิวหรงเพียงพยักหน้ายิ้มกลับไปแต่ทว่าเขายังไม่อยากหยุดการประลองดาบกับซือเฉิงจึงนึกเล่ห์กลบางอย่างขึ้นมาได้ชิวหรงคลี่ยิ้มน้อยอย่างเจ้าเล่ห์กล่าวขึ้นว่า “ข้าเพียงคิดว่าการประลองดาบกันวันนี้ หากไม่รู้ใครแพ้ใครชนะ...มันจะไม่เป็นการประลองดาบอย่างแท้จริงน่ะสิ...น้องซือเฉิงพวกเรามาประมือกันอีกสักรอบ หากใครแพ้ ผู้นั้นต้องจ่ายค่าสุราให้กับองค์รักษ์ของข้าที่หอนางโลมคืนนี้” ซือเฉิงไม่ทันรับปาก ดาบของจวิ้นอ๋องก็ถูกชิวหรงชิงมา คมกระบี่พุ่งมาที่หน้าอกของซือเฉิงห่างจากแผงอกไม่ถึงหนึ่งชุ่น โชคดีที่ซือเฉิงถือดาบไว้ในมืออยู่แล้วเขารับมือกับดาบจากชิวหรงตวัดฟาดฟันกลับไปไม่ออมมือจวิ้นอ๋องเองก็มีสีหน้าประหลาดใจไม่น้อย เหตุใดองค์ชายชิวหรงถึงได้มีใบหน้าจริงจังเช่นนั้นหากแค่กลัวว่าจะได้จ่ายเงินให้กับองครักษ์พวกนั้น ท่านพี่ชิวหรงไม่มีทางจริงจังมากเพียงนี้ ชิงฮวายืนเฝ้าองค์ชายซือเฉิงตั้งแต่ต้น บัดนี้กลับรู้สึกเป็นห่วงองค์ชายของตนขึ้นมาเล่นรุนแรงกันเช่นนี้เดี๋ยวก็ได้เจ็บตัวองค์ชายชิวหรงกล่าวระหว่างประลองดาบ “หากเจ้าจะยอมแพ้...ก็คิดไว้เพียงว่าขันทีของเจ้าผู้นั้นจะถูกลงโทษเช่นไรหากเจ้าแพ้ข้าแล้วเจ็บตัว ฮ่องเต้ไม่มีทางลงโทษเด็กน้อยอย่างเจ้า แต่จะเป็นขันทีชิงฮวาของเจ้าที่จะต้องได้รับโทษแทน...คิดเช่นนั้นแล้วก็สนุกมิน้อยเลย”องค์ชายซือเฉิงได้ยินเช่นนั้นก็ขบกราม สายตาฉายแววจริงจังขึ้น ดวงตาคมกริบจดจ้องไปที่ท่านพี่ชิวหรง ก่อนจะตวัดดาบปัดแกว่งรับมือ บ้างก็เป็นฝ่ายฟาดฟันดาบไปยังชิวงหรงอย่างไม่เกรงกลัวตอนนี้ซือเฉิงเริ่มติดกับของชิวหรงแล้ว ชิงฮวาเห็นท่าจะต้องมีองค์ชายไม่องค์ใดก็องค์หนึ่งต้องบาดเจ็บ เขารีบเดินเข้าไปหาจวิ้นอ๋องลู่เฟยที่ยืนมองอยู่ข้างลานประลองชิงฮวากล่าวขึ้น “เหตุใดองค์ชายทั้งสองถึงเล่นกันรุนแรงเช่นนั้น...จวิ้นอ๋องโปรดหยุดการประลองนี้เถิด”จวิ้นอ๋องลู่เฟยหันไปมองชิงฮวาบัดนี้มีสีหน้าตกตระหนกยิ่งนัก ลู่เฟยยิ้มกริ่มที่มุมปาก “เจ้าวางใจเถอะ สองพี่น้องได้ประมือกันในรอบสามฤดู ก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น”ชิงฮวาส่ายหน้า “องค์ชายซือเฉิงมิได้ฝึกฝนดาบให้ครบทุกกระบวนท่า...ข้าคิดว่าองค์ชายอาจได้รับบาดเจ็บได้”จวิ้นอ๋องพยักหน้าใบหน้าขันทีชิงฮวาดูกังวลจนจวิ้นอ๋องลู่เฟยต้องรีบเข้าห้าม ไม่ทันที่ลู่เฟยจะเอ่ยคำใดชิวหรงตวัดดาบออกไปกว้างประมาณสิบชุ่น ดาบคมกริบเฉือนเข้าที่ชายเสื้อขององค์ชายซือเฉิงขาดปลิวลิ่วลงสู่พื้นชิ้นส่วนของอาภรณ์สีเข้มถูกคมดาบเฉือนไป ทำเอาชิงฮวาใจหายไปไม่น้อยชิงฮวาเอ่ยเรียก “องค์ชาย...”ชิวหรงกระตุกยิ้มมุมปาก “ฝีมือเจ้าถือว่ายังพอใช้ได้ แต่ก็ยังด้อยกว่าข้ามากโข...ที่พนันเอาไว้ คืนนี้เจ้าเป็นคนจ่ายค่าสุราที่หอคณิกา...”องค์ชายซือเฉิงพยักหน้า “ได้ท่านพี่...”เมื่อชิงฮวาได้ยินเช่นนั้น แน่นอนว่าไม่เห็นด้วยกับคำชวนขององค์ชายชิวหรง“ได้โปรดองค์ชายทั้งสองลองไตร่ตรองหาบทลงโทษแก่ผู้แพ้ใหม่...ไปสถานที่เช่นนั้นหากฮ่องเต้ทรงทาบ คงมิใช่เรื่องดี...”องค์ชายซือเฉิงกล่าวขึ้น “มิใช่เรื่องดีเช่นไร? ...ข้าคิดว่าการได้ร่ำสุราในสำนักโคมเขียวเช่นนั้น บุรุษทุกคนก็ชอบใจยิ่งนัก...”ชิงฮวายืนนิ่งเงียบชิวหรงยิ้มกริ่มมุมปาก “หากเจ้ากังวล ไยเจ้าไม่ตามองค์ชายไปด้วยเล่า ขันทีชิงฮวา...”จวิ้นอ๋องมองเสี้ยวใบหน้าของชิงฮวาที่ยังฉายแววกลัดกลุ้มใจอยู่องค์ชายซือเฉิงเอ่ยพร้อมกับส่งดาบให้ทหารเก็บดาบเข้าฝัก “แน่นอนว่าขันทีของข้าต้องไปด้วย...ข้าไปไหนล้วนต้องมีเจ้าตามติดข้า มิควรห่างกาย...การประลองได้ชี้ผู้แพ้ผู้ชนะแล้ว เช่นนั้นข้ากับท่านพี่ลู่เฟยต้องขอตัว”ขันทีชิงฮวาถูกองค์ชายลากตัวมายังตำหนักของท่านจวิ้นอ๋องลู่เฟยโดยไม่สนคำคัดค้านที่ยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างเดินมายังตำหนักชิงฮวาพูดขึ้น “องค์ชาย ข้ารู้ว่าองค์ชายได้ยินสิ่งที่ข้าเอ่ยเมื่อครู่...เหตุใดจึงไม่ยอมฟัง”องค์ชายซือเฉิงกล่าวเสียงเรียบ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามิได้ฟังสิ่งที่เจ้าพร่ำพูดไม่ยอมหยุดปาก...เมื่อครู่เจ้ายังเอ่ยว่าข้าได้ยินเจ้า แต่ท้ายประโยคเจ้ากลับพูดว่าข้าไม่ยอมฟังเจ้า...ขันทีเช่นเจ้าคำพูดมิน่าเชื่อใจได้เสียจริง”ชิงฮวายังคงจ้องมองแผ่นหลังขององค์ชายซือเฉิงด้วยสายตาคล้ายจะกินเลือดกินเนื้อ ชิงฮวาจำต้องสูดหายใจเข้าหนึ่งทีก่อนกล่าวขึ้น “คำพูดขององค์ชายมีเหตุผล...ที่ว่าบุรุษมักชอบใจเมื่อได้ไปร่ำสุราที่สำนักโคมเขียว...แต่สำหรับเชื้อพระวงศ์เช่นองค์ชายทั้งสาม มิควรยิ่งนัก...” องค์ชายส่งเสียงคำรามในลำคอ ก่อนปล่อยให้ขันทีชิงฮวาเป็นอิสระ ร่างสูงสง่ากว่าองค์ชายทั้งสองหยุดฝีเท้า ใบหน้ารูปงามผินกลับมามองชิงฮวาที่ยืนทำหน้าเรียบเรื่อย รอคำเอ่ยจากองค์ชายตรงหน้า “เจ้าก็รู้ว่าท่านพี่ชิวหรงจงใจหาเรื่องข้า...เหตุใดข้าจำต้องยอม หากข้ามิคล้อยตามคำพูดแสนเย่อหยิ่งนั่น...เดี๋ยวเจ้าชิวหรงก็หันมาเล่นงานข้าผ่านเจ้าอยู่ดี...”เมื่อครายังเด็กกันทั้งสามพระองค์ องค์ชายชิวหรงถือว่าเป็นองค์ชายที่ถูกผู้คนลือเลื่องว่ามีนิสัยก้าวร้าว มักมีนิสัยอยากเอาชนะ ชอบการแข่งขันต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจองค์ชายซือเฉิงใยจะไม่รู้ว่าชิวหรงผู้นี้คิดจะกลั่นแกล้งให้ซือเฉิงตกเป็นลิ่วล้อในภายภาคหน้าหากเจ้าชิวหรงผู้นั้นได้กลายเป็นฮ่องเต้ขึ้นมาจริงๆ วังหลวงแห่งนี้คงวุ่นวายไม่น้อย จวิ้นอ๋องลู่เฟยเดินตามองค์ชายซือเฉิง และขันชิงฮวามาภายหลัง ก็พบว่าทั้งสองกำลังพูดคุยกันบรรยากาศดูตึงเครียดไม่น้อย “เหตุใดไม่เข้าตำหนักข้าเสียที...มีเรื่องอันใดก็เข้าไปคุยกันด้านในก่อนเถอะ...ข้าให้องครักษ์เตรียมชามาไว้แล้ว” องค์ชายลู่เฟยเดินนำทั้งคู่เข้าไปยังตำหนักอี้หลัน สององค์ชายนั่งอยู่บนโต๊ะหยกขาวภายในตำอี้หลันในห้องดูกว้างขวางมิน้อยไปกว่าตำหนักเสิ่นจีขององค์ชายซือเฉิงเลย หากแต่ตำหนักอี้หลันนี้มีต้นไม้ตามทางเดิน มีหินขาววางประดับตกแต่งอยู่ด้านหน้าภายในตำหนักก็มีโต๊ะหยกขาวพร้อมที่นั่งสามตั่ง บนโต๊ะเล็กมีเตากำยานตั้งวางโชยกลิ่นหอมของดอกเหลียนฮวา (กุหลาบ) ชวนให้ผ่อนคลายมิน้อยชิงฮวาขอตัวออกไปรอองค์ชายด้านนอกในทันทีองค์ชายซือเฉิงรับชาจากท่านพี่ลูเฟยขึ้นมาจิบจวิ้นอ๋องลู่เฟยเอ่ย “ขันทีของเจ้า ดูเหนื่อยใจกับเจ้าทุกคราเมื่อข้าได้พบหน้า...เหตุใดเจ้าดื้อกับขันทีนักก่อนหน้าข้าเห็นเจ้าเอาอกเอาใจขันทีชิงฮวาผู้นั้นเสมอมา บัดนี้กลับดูคล้ายผัวเมียทะเลาะกันทุกวัน”องค์ชายซือเฉิงยกชาขึ้นจิบจนหมดจอก กล่าวตอบเสียงเรียบเรื่อย “เดิมทีข้าก็เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเมื่อใดข้าก็ยังปฏิบัติต่อชิงฮวาเช่นเดิม คนที่เปลี่ยนมิใช่ข้าเสียหน่อย...”องค์ชายลู่เฟยยิ้มกริ่ม “เอาน่า ไยเจ้าต้องครุ่นคิดให้มากความ ยามนี้เจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่นานคงถูกท่านพ่อหาคู่ครองให้...หากเจ้าเหนื่อยจะทะเลาะกับขันทีของเจ้า ก็รีบเข้าพิธีมงคลคู่เสีย”นับเป็นคำพูดที่คล้ายจะหวังดี แต่หากองค์ชายซือเฉิงได้ยินแล้วกลับรู้สึกระคายหูชอบกล ให้รีบเข้าพิธีมงคลคู่หรือ หากเป็นเช่นนั้นซือเฉิงยอมอยู่กับขันทีชิงฮวาไปตลอดมิดีกว่าหรืออย่างไรองค์ชายซือเฉิงกล่าวถามลู่เฟยขณะเติมชาลงจอกอยู่ว่า “ข้ามิอยากนึกถึงชีวิตคู่...ท่านพี่ยังไม่ได้แต่งเหตุใดข้าจะแต่ง...หากท่านพ่อหาคู่มาให้ข้าจริง ข้าขอออกรบ เป็นแม่ทัพเช่นท่านมิดีกว่าหรือ”จวิ้นอ๋องลู่เฟยหัวเราะขำขันกับคำกล่าวจากองค์ชายผู้น้อง “เจ้านี่ช่างวาจาทันคนยิ่งนัก...เป็นแม่ทัพเช่นข้าก็ไม่ง่าย หากแต่มิต้องรับรู้เรื่องราวในวังหลวงแห่งนี้ ก็สุขใจแล้ว” ลู่เฟยยกชาขึ้นดื่มนั่งพูดคุยปรับทุกข์กับซือเฉิงอยู่นาน เติมชาไปจอกก็ยังพูดคุยเรื่องมากมายมิมีเบื่อ โถงประจิมในวังหลวงบัดนี้มากมายไปด้วยเหล่าขุนนาง รวมถึงอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวาของฮ่องเต้ องค์ชายชิวหรงนั่งอยู่บนที่ประทับด้านหน้าบัลลังก์ของฮ่องเต้ในยามนี้หลายฝ่ายได้เข้าประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับกำหนดราชพิธีแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่ หรือเรียกพิธีนี้ว่า ส่งมอบตรามังกรทองคำ ให้กับฮ่องเต้คนปัจจุบัน... “ข้าธิดาพยากรณ์แห่งเมื่องกู่เมิง...ขอคำนับฮ่องเต้เพคะ...” เสียงของธิดาพยากรณ์ก้มหน้าลงคำนับฮ่องเต้หน้าผากจรดพื้นเสียงดังฮ่องเต้พยักหน้าหนึ่งทีก่อนจะกล่าวถาม “ดี...ฤกษ์พิธีมงคลสมรสขององค์ชายสามที่ข้าให้หัวหน้ากองราชพิธีแจ้งไป...ได้ความว่าอย่างไร รายงานมาให้ข้าได้ฟังซิ ธิดาพยากรณ์”ธิดาพยากรณ์เงยหน้าขึ้นก้มมองพื้นไม่สบตาฮ่องเต้ สองมือคำนับก่อนกล่าวว่า “ฤกษ์ที่เหมาะในการหาคู่สมรสขององค์ชายซือเฉิง เป็นยามซื่อในวันที่เก้าเดือนเก้า ว่ากันว่าเป็นเทศกาลฉงหยาง[2] หญิงสาวนิยมชมดอกไม้ในยามนี้ คาดว่าการจัดหาสาวพรหมจรรย์ในวัยเท่ากับองค์ชายซือเฉิงยามนี้จักเป็นยามที่เหมาะสมยิ่งนักเพคะ...ฝ่าบาท”เมื่อฮ่องเต้ได้ฟังเช่นนั้นสายตาก็กวาดมองหาองค์ชาบซือเฉิง บัดนี้ยังไม่เข้าประชุมอยู่อีก“ดี...หัวหน้ากองราชพิธีก็เตรียมการตามที่ธิดาพยากรณ์ผู้นั้นได้รายงาน...หากแต่ยามนี้ เหตุใดองค์ชายซือเฉิงยังไม่มาร่วมหารือในงานพิธีมงคลของตน...”เมื่อชิวหรงได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า “ยามนี้น้องซือเฉิงได้ดื่มชาอยู่ที่ตำหนักอี้หลันกับน้องลู่เฟย...เป็นความผิดชิวหรงที่ลืมแจ้งวาระครั้งสำคัญเช่นนี้...ฮ่องเต้ทรงกล่าวประเด็นอื่นก่อนเถิด...ข้าได้ให้องครักษ์ไปตามองค์ชายซือเฉิงแล้ว ประเดี๋ยวคงมาแน่” ชิวหรงคำนับฮ่องเต้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะนั่งลงด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์  เสียงผีผาส่งเสียงดังมาถึงด้านนอกของสำนักโคมเขียว บริเวณด้านหน้าหอคณิกายามนี้มีเหล่าทหารและองครักษ์นับสิบยืนยิ้มกริ่มดีใจ เชยชมบรรดาคณิกาที่ยืนคอยอยู่หน้าบริเวณจวิ้นอ๋องลู่เฟยกล่าว “ถึงแล้วที่ที่ร่ำสุรา พร้อมเสียงเพลงอันไพเราะ...หญิงงามกับเสียงเพลงยามอยู่ด้วยกันแล้วช่างทำให้เพลินมิรู้ลืมเสียจริง...”องค์ชายซือเฉิงกระตุกยิ้ม “ดีงั้นก็เข้าไปกันเถิดท่านพี่ อย่าได้มัวยืนให้เสียเวลาเลย” องค์ชายนำทีมเข้าสำนักโคมเขียว แน่นอนว่ามีขันทีชิงฮวาเดินตามหลังองค์ชายเข้ามาด้วยเช่นกันหากแต่มีนางคณิกาผู้หนึ่งเดินเข้ามาขวางร่างของชิงฮวาเอาไว้ “สำนักของข้า มิอนุญาตให้ขันทีเข้า...”ชิงฮวามิเอ่ยคำใดองค์ชายซือเฉิงผินตัวกลับมามองก็พบว่าขันทีของตนนั้นถูกผู้หญิงนางนั้นยืนขวางทางอยู่จึงเดินเข้าไปหา“เหตุใดเจ้ายืนนิ่งเช่นนั้น...แม่นางชายผู้นี้ถึงแม้จะเป็นขันทีก็จริง..แต่เขามิได้ตัดอวัยวะเพศออก...ถ้าเจ้ารู้เช่นนั้นแล้วเจ้าจะปล่อยตัวให้ขันทีของข้าตามข้าเข้ามาได้หรือไม่? ...มาวันนี้ข้าเป็นเจ้ามือ หากเจ้าไม่ยอมข้าจะได้พาทหารพวกนั้นกลับไปด้วย”องค์ชายซือเฉิงยกถุงเงินขึ้นมา หญิงคณิกาผู้นั้นจ้องถุงเงินจากองค์ชายตาไม่กะพริบ ชั่งดูจากตาสองคู่แล้วคงหนักมิใช่น้อยแม่นางผู้นั้นกล่าวพร้อมพยักหน้าส่งยิ้มย่องตอบองค์ชาย “ขออภัยหากข้าเข้าใจผิดไป...เชิญองค์ชายและขันทีผู้นี้เถิด ต้องการสิ่งใดแม่นางเหล่านั้นจะดูแลพวกท่านเอง”      เทศกาลฉงหยาง [2 ] : เทศกาลชมดอกไม้ จัดในวันที่ 9 เดือน 9 มีประเพณีไต่เขาชมดอกเก๊กฮวย หรือดอกไม้ นิยมดื่มเหล้าเก๊กฮวยเพื่อเพิ่มความมงคล  ใครพอมองตัวร้ายในเรื่องนี้ออกบ้างคะ 555+ติดตามบทที่ 1-3 ในตอนหน้าค่า>3< บท 1 ไรท์จะอัพ 3 พาท นะคะเช่น บทที่ 1-1 , 1-2 , 1-3