บทที่ 14 โรงเรียนในหมู่บ้าน
ทุกคนบนเขาล้วนรู้ดีว่าซูจือจือไม่ใช่บุตรแท้ ๆ ของห่าวเหรินและอู่อิงเหนียง พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะปิดบังความจริงนี้จากเด็ก
มารดาผู้ให้กำเนิดซูจือจือได้รับาเ็ขณะตั้งครรภ์ และจากไปหลังคลอดบุตร
นางตั้งชื่อบุตรสาวว่า ซูจือ
หวังว่านางจะรู้จักจิตใจผู้คน แยกแยะดีชั่ว และไม่หวั่นเกรงต่อเมฆหมอกในโลกมนุษย์ที่บดบังสายตา
แต่ทุกคนต่างเรียกนางว่า "จือจือ" ด้วยความเอ็นดูจนติดปาก จึงเรียกนางว่าซูจือจือมาจนถึงทุกวันนี้
อู่อิงเหนียงมักพูดกับซูจือจือว่า
"มารดาของเ้าคอยคุ้มครองเ้าอยู่บน์ หากเ้ามีความสุขทุกวัน นางก็จะมีความสุขด้วย"
เมื่อเซวียเช่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนั้นจากซูจือจือ หัวใจของเขาราวกับถูกเจาะเป็รู มีสายลมเย็นพัดเข้ามาไม่หยุด
การสูญเสียมารดาั้แ่เยาว์วัยคือความเ็ปในใจของเขา แทบไม่มีใครกล้าพูดถึงเื่นี้ต่อหน้าเขา
เซวียเช่อรู้สึกเสียใจที่ไปแตะต้องความเ็ปของซูจือจือ แต่ใครจะคาดคิดว่าในถัดมา เด็กหญิงกลับพูดอย่างภาคภูมิใจว่า:
"มารดาของข้าบอกว่าข้าคือแก้วตาดวงใจของนางและท่านพ่อ"
"ข้ามีมารดาอยู่บน์หนึ่งคน และมีมารดาอยู่บนโลกอีกหนึ่งคน ยอดเยี่ยมใช่หรือไม่? นี่ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะมีได้นะ"
ซูจือจือเลิกคิ้วขึ้นด้วยความภาคภูมิใจที่ไม่ได้เสแสร้ง
เซวียเช่อรู้สึกราวกับมีดินมาอุดรูเล็ก ๆ ในใจ ทำให้ความรู้สึกขมขื่นทั้งหมดถูกปิดกั้นไว้
"ใช่… เ้าเก่งมาก"
ซูจือจือเชิดหน้าขึ้น
"เ้ามาเป็ลูกน้องข้าสิ เช่นนั้นเ้าก็จะเก่งเหมือนข้า"
"ไม่ดีกระมัง"
"เชอะ! งั้นพรุ่งนี้เ้าก็อย่ามาพบข้า"
เซวียเช่อกล่าวอย่างจริงจัง "พรุ่งนี้ข้าไม่มาแล้ว พวกเราต้องไปโรงเรียนกัน"
"ไม่ไป! ข้าไม่อยากไป!"
ซูจือจือยกมือเดียวกุมศีรษะ แหงนหน้าครวญครางสู่ท้องฟ้า~~~~~
วันรุ่งขึ้น
แม้ปากของซูจือจือจะบ่นว่าไม่อยากเรียนหนังสือ แต่นางก็ยังคงตื่นแต่เช้าตามปกติ จัดเตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้วออกเดินทางไปโรงเรียน
โรงเรียนตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของหมู่บ้านเหลียงหมิน เป็ห้องสี่เหลี่ยมมุมฉาก หันหน้าไปทางทิศใต้
ยามนี้เป็ฤดูใบไม้ผลิ นอกประตูมีดอกไม้ป่าบานสะพรั่งเป็วงกลม สีม่วงแดงสดใส มองแต่ไกลเหมือนบ้านที่จมอยู่ในกลุ่มดอกไม้
ปกติแล้วในโรงเรียนมีเพียงสามคน คือ ผู้เฒ่าฉิน ซูจือจือ และขงหวู่
แม้ขงหวู่จะอายุราวสิบห้าแล้ว แต่ในเื่การอ่านเขียนหนังสือนั้นกลับหัวช้าไปหน่อย
เขาพูดไม่ได้ เื่ง่าย ๆ ก็ใช้มือทำท่าทางสื่อสาร ส่วนเื่ซับซ้อนต้องเขียนหนังสือ
ผู้เฒ่าฉินเหมือนแพะูเาที่มีเคราสีขาวแซม ซูจือจือเหมือนกระต่ายน้อยที่ว่องไว ส่วนขงหวู่ดูเหมือนหมีดำตัวใหญ่
ทั้งสามคนนั่งอยู่ในโรงเรียน ดูแล้วทั้งน่าขบขันและกลมกลืนอย่างประหลาด
เนื่องจากวันนี้จะมีนักเรียนใหม่เพิ่ม ทั้งอาจารย์และศิษย์จึงมีท่าทีจริงจัง มาเร็วกว่าปกติ
ขงหวู่มาถึงเป็คนแรก กวาดโรงเรียนหนึ่งรอบ ตั้งใจเช็ดโต๊ะจนสะอาดไร้ฝุ่น
ผู้เฒ่าฉินมาเป็คนที่สอง วางพู่กัน หมึก และกระดาษสำหรับเซวียเช่อบนโต๊ะ
จากนั้น ซูจือจือก็เข้ามา "อาจารย์ฉิน สวัสดียามเช้าเ้าค่ะ!"
เมื่ออยู่นอกโรงเรียน นางเรียกเขาว่า ‘ท่านปู่ฉิน’ แต่เมื่ออยู่ในโรงเรียน นางต้องเรียกว่า ‘อาจารย์ฉิน’
มือขวาของนางถือดอกไม้ป่าสีม่วงและก้อนหินใสแวววาว
ดอกไม้ป่าถูกนำมาจัดใส่แจกันดินเผาเพื่อตกแต่ง ส่วนก้อนหินที่เก็บมานั้นใช้เป็ที่ทับกระดาษให้เซวียเช่อ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เซวียเช่อก็มาพอดี
เซวียเช่อเป็เด็กที่ขยันเรียนและมีระเบียบวินัยมาตลอด วันแรกที่มาโรงเรียนใหม่ก็มาแต่เช้าตรู่
แต่เมื่อมาถึงกลับพบว่าตนเองเป็คนมาช้าที่สุด
"อาจารย์ฉิน ขออภัยที่ศิษย์มาช้าขอรับ"
อาจารย์ฉินโบกมือพลางกลั้นหาวที่จวนจะหลุดออกมา
"ยังเช้าอยู่"
ซูจือจือชี้ไปที่โต๊ะว่างข้างตัวเอง
"อาเช่อ ที่นั่งเ้าอยู่ตรงนี้!"
โต๊ะของซูจือจือกับเซวียเช่ออยู่เรียงกัน คั่นด้วยทางเดินตรงกลาง
ขงหวู่นั่งอยู่ด้านหลังทั้งสอง เขาต้องใช้โต๊ะถึงสองตัว
เซวียเช่อเดินไปนั่งลง มองดูของที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วกล่าวขอบคุณอาจารย์ฉิน ซูจือจือ และขงหวู่ทีละคน
ในโรงเรียน
อาจารย์หูขาด ขงหวู่ไม่มีลิ้น และจือจือแขนหัก
เสื่อบนพื้นก็ขาดรุ่งริ่ง แม้แต่กลีบดอกไม้ในแจกันดินเผาข้างหน้าต่างก็ยังมีกลีบที่แหว่งไป
สายลมพัดโชยเข้ามา
กลีบดอกไม้ไหวเอน กระดาษส่งเสียงสวบสาบ
เซวียเช่อในฐานะสิ่งมีชีวิตเพียงผู้เดียวที่ยังคงสมบูรณ์ นั่งอยู่ท่ามกลางทุกสิ่ง กลับรู้สึกอึดอัดราวกับเป็คนนอก
หลายปีต่อมา เมื่อเขาหวนคิดถึงภาพนี้
ภายใต้ห้องเรียนแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดที่สมบูรณ์พร้อมเลยสักคน
...
ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาถึงชายคา
วันนี้เรียนตัวอักษรสองคำคือ ‘ชือโหยว (蚩尤)’ และ ‘เซวียนหยวน (轩辕)’
ขงหวู่เขียนมาครึ่งค่อนวัน ยังคงลืมขีดแนวนอนบ้าง ขาดขีดแนวตั้งบ้าง
มือขวาของเขาจับพู่กัน มือซ้ายเกาท้ายทอยไปด้วย
ผู้เฒ่าฉินไม่ได้เร่งรัดเขา ปล่อยให้เขาค่อย ๆ ฝึกฝนอย่างใจเย็น
ซูจือจือเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากฝึกไปหลายครั้ง ก็สามารถเขียนได้อย่างเรียบร้อยสวยงาม
ส่วนเซวียเช่อนั้น เคยเรียนอักษรเหล่านี้มาก่อนแล้ว การเขียนครั้งนี้จึงเป็เพียงการทบทวน
ผู้เฒ่าฉินเห็นซูจือจือและเซวียเช่อเข้าใจแล้ว จึงถามว่า
"พวกเ้ารู้จักจักรพรรดิหวงตี้เซวียนหยวน*[1]หรือไม่?"
ซูจือจือยกมือ "ข้ารู้จัก อาจารย์เคยสอนมาก่อน คือผู้ที่ปราบชือโหยว*[2]นั่นเอง"
เซวียเช่อลุกขึ้นยืนตอบ "พระองค์คือจอมกษัตริย์แห่งยุคโบราณ ทรงปกครองใต้หล้าด้วยการปล่อยชายฉลองพระองค์ขอรับ"
ผู้เฒ่าฉินมองไปที่เซวียเช่อลูบเคราพลางยิ้ม
"เช่นนั้นเ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดหวงตี้จึงสามารถปกครองใต้หล้าด้วยการปล่อยชายฉลองพระองค์ได้?"
เซวียเช่อนึกถึงความรู้ที่อาจารย์เคยสอนในฉางอัน
"หวงตี้ทรงเป็ผู้มีพระปรีชาญาณมาแต่กำเนิด เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ก็สามารถพูดจาได้ มีความเป็ระเบียบ เมื่อเติบใหญ่ก็ทรงขยันขันแข็ง เมื่อเจริญวัยก็ทรงปราดเปรื่อง ทรงปกครองด้วยความไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว จึงเป็ที่เทิดทูนของผู้คนทั่วหล้า"
ซูจือจือฟังราวกับเป็เื่เล่าอันน่าพิศวง "วิเศษถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
ผู้เฒ่าฉินไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เดินไปที่ชั้นวางตำราท้ายห้องเรียนแล้วดึงตำราเล่มหนึ่งออกมา
"พวกเ้าทั้งสองลองอ่านเองเถิด"
เซวียเช่อรับตำรามา ตกตะลึงเมื่อพบว่าเป็คัมภีร์หวงตี้ซื่อจิง*[3] ที่สาบสูญไปแล้ว
"ไม่ใช่ว่าคัมภีร์เล่มนี้สาบสูญไปนานแล้วหรือ?"
ซูจือจือขยิบตาให้เขา "ข้าเคยบอกเ้าแล้วไม่ใช่หรือ หมู่บ้านของพวกเรามีตำรามากมาย"
เซวียเช่อถือมันราวกับของล้ำค่า "แต่คัมภีร์นี้สาบสูญไปแล้ว จะได้ตำราที่สาบสูญมาจากผู้ใดกัน?"
ซูจือจือกระซิบเบา ๆ
"บรรพบุรุษของอาจารย์ฉินเคยเป็นายทหารผู้ชำนาญการขุดหลุมศพ รู้เื่มากมาย อาจารย์ฉินพาทุกคนไปขโมยไม่ใช่จากคนเป็ แต่ขุดจากใต้ดิน..."
ผู้เฒ่าฉินยกมือห้าม "อะแฮ่ม อย่าพูดถึงเื่ในอดีตเลย ทั้งหมดล้วนเป็เื่ของวาสนา"
เซวียเช่อเข้าใจความหมาย ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าคัมภีร์ในมือร้อนผ่าว
นี่คือของที่ขโมยมาจากหลุมศพผู้อื่นอย่างนั้นหรือ?
ซูจือจือตบไหล่เซวียเช่อ "นี่เป็ฉบับที่บิดาข้าคัดลอกไว้ เ้าถือไว้อ่านได้อย่างสบายใจ ต้นฉบับที่เขียนบนผ้าไหมนั้น บิดาข้าเก็บซ่อนไว้อย่างดีแล้ว"
สีหน้าของเซวียเช่อผ่อนคลายลงเล็กน้อย
นิ้วมือที่เหี่ยวย่นของผู้เฒ่าฉินเปิดคัมภีร์ออกพลางชี้ไปที่หน้าหนึ่ง "เซวียเช่อ เ้าอ่านตรงนี้ซิ"
เซวียเช่ออ่านหนังสือด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ
"จักรพรรดิหวงตี้เผชิญหน้ากับชือโหยว จึงจับตัวไว้ได้ ถลกหนังของเขามาทำเป็เป้าธนู ให้ผู้คนมายิง ผู้ใดยิงถูกมากก็จะได้รางวัล ตัดเส้นผมแล้วแขวนไว้บนฟ้า เรียกว่าธงของชือโหยว เอากระเพาะมาทำเป็ลูกบอล ให้ผู้คนถือไว้ ผู้ใดเตะโดนมากที่สุดก็จะได้รางวัล เนื้อและกระดูกที่เน่าเปื่อย นำไปใส่ในน้ำจิ้ม ให้ทั่วหล้าได้ลิ้มรส..."
เซวียเช่ออ่านไปเรื่อย ๆ จนอ่านไม่ไหวอีกต่อไป
เขาสงสัยว่าตนเองกำลังอ่านคัมภีร์ปลอมอยู่หรือไม่
"อา อา" ขงหวู่ฟังไม่เข้าใจว่าเซวียเช่อกำลังอ่านอะไร จึงใช้พู่กันแตะหลังซูจือจือเบา ๆ
ซูจือจืออธิบายให้ขงหวู่ฟังด้วยสีหน้าเกินจริง
"ก็คือจักรพรรดิหวงตี้จับชือโหยวได้ เอาหนังของเขามาทำเป็เป้าธนู ให้ผู้คนมายิง ใครยิงเข้าเป้ามากที่สุดก็ได้รางวัล แล้วยังตัดผมของชือโหยว เอาไปแขวนบนธงพร้อมกับหนังศีรษะ จากนั้นก็เอากระเพาะมาทำเป็ลูกบอลให้ทุกคนเตะเล่น"
"สุดท้ายก็เอาเนื้อของชือโหยวมาสับละเอียด ผสมในน้ำจิ้มแจกจ่ายให้ทุกคนกิน"
เมื่อซูจือจือพูดถึงประเด็นสุดท้าย นางรู้สึกว่าจักรพรรดิเซวียนหยวนช่างเป็อัจฉริยะจริง ๆ
ศัตรูคนเดียวแบ่งใช้ได้หลายส่วน ทั้งทำเป็เป้าธนู ทำธง ทำลูกบอลและน้ำจิ้ม
ซูจือจือชอบกินน้ำจิ้ม แต่พอนึกว่าถ้ามีเนื้อคนสับละเอียดผสมอยู่ด้วย รสชาติคงจะประหลาดมาก
นางพยักหน้าน้อย ๆ พลางกล่าวอย่างรู้สึกทึ่ง
"เขาช่างไม่ทำอะไรสูญเปล่าเลยจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่สามารถปกครองใต้หล้าได้ด้วยการสวมฉลองพระองค์ปล่อยชาย ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ไม่สวมฉลองพระองค์เลยก็ยังปกครองได้!"
เซวียเช่อยังคงอยู่ในความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวง
แต่ก่อนนั้น สิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาล้วนเป็คำสอนของปราชญ์ หลักแห่งความเมตตาและคุณธรรม
แต่ในการเรียนครั้งแรกที่เขาเฮยเฝ่ยกลับทำให้เขาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
ผู้เฒ่าฉินตบบ่าเซวียเช่อ
"การปกครองที่ดีและการสังหารที่เด็ดขาดนั้น ต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน"
ซูจือจือที่อยู่ข้าง ๆ พยักหน้าพลางเอ่ยตาม
"เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู อย่าได้ใจอ่อน และอย่าทำให้สิ่งใดสูญเปล่า"
[1] จักรพรรดิหวงตี้เซวียนหยวน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘จักรพรรดิเหลือง’ คือบุคคลในตำนานที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงสุดในวัฒนธรรมจีน พระองค์ทรงเป็สัญลักษณ์ของ บิดาแห่งอารยธรรมจีน และถือเป็ บรรพบุรุษร่วมกันของชาวฮั่นทุกคน
[2] ชือโหยว คือหนึ่งในผู้นำชนเผ่าที่ทรงพลังและน่าเกรงขามที่สุดในตำนานจีนโบราณ พระองค์เป็ที่รู้จักกันดีในฐานะ ศัตรูตัวฉกาจของจักรพรรดิหวงตี้
[3] คัมภีร์หวงตี้ซื่อจิง คือชุดตำราปรัชญาการปกครองของจีนโบราณที่เคยเชื่อกันว่า "สูญหายไป" นานกว่า 2,000 ปี ก่อนที่จะถูกค้นพบอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ในปี ค.ศ. 1973