ครบกำหนดสามวันตามที่กู้ซานนัดหมายเอาไว้ มู่อันหรานก็ถูกพากลับเข้าจวนเหวินอ๋องอีกครั้ง เรือนพักที่นางเคยอาศัยยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ทว่าบรรยากาศกลับดูแปลกตาไปเล็กน้อย
สายตาหลายคู่จ้องมองมาที่นางอย่างสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะกลุ่มสาวใช้หน้าใหม่วัยแรกรุ่นที่ดูจะเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ในขณะที่สตรีรุ่นพี่ที่เริ่มมีอายุกลับหายหน้าหายตาไปหลายคน ตามรสนิยมของเ้าของจวน ผู้ที่นิยมให้รอบกายห้อมล้อมไปด้วยหญิงสาวเยาว์วัยประดุจดอกไม้บานสะพรั่ง
“นั่นใครน่ะ? คนใหม่หรือ?” สาวใช้รูปร่างอวบอัดคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางเดินเข้ามาขวางทาง
“ไม่ใช่คนใหม่หรอก... นั่นมู่อันหราน สาวใช้ชั้นสองที่เคยดูแลอุทยานตะวันตกมิใช่หรือ!” เสียงของสาวใช้คนหนึ่งที่จำนางได้ดังแทรกขึ้น
“ข้าคิดว่าเ้าถูกขายออกไปแล้วเสียอีก หายหน้าไปตั้งสองปี กลับมาคราวนี้ดูดีขึ้นจนจำแทบไม่ได้เชียวนะ”
มู่อันหรานยืนนิ่งรับฟังคำถากถางด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางตระหนักได้ในทันทีว่าเื่ที่นางถูกลอบทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อสองปีก่อนถูกปิดข่าวจนมิดชิด
หากวันนั้นนางไม่ตัดสินใจรับข้อเสนอของกู้ซาน ป่านนี้นางคงกลายเป็เพียงิญญาเร่ร่อนที่ถูกลืมเลือนไป เช่นเดียวกับหลินฮุยสาวใช้ที่สาบสูญไปก่อนหน้านี้
สาวใช้กลุ่มนั้นเริ่มขยับเข้ามาล้อมกรอบ แววตาฉายความอิจฉาอย่างไม่ปิดบัง
มู่อันหรานในวัยสิบห้าปีมีใบหน้าที่งดงามหมดจด ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนัก บัดนี้กลับขาวนวลละเอียดประดุจหยกชั้นเลิศที่ได้รับการเจียระไน แม้แต่ร่างกายที่เคยผอมแห้งไม่ต่างจากเด็กชายตัวเล็กๆ บัดนี้กลับดูมีน้ำมีนวล ทรวงทรงเริ่มปรากฏส่วนโค้งเว้าขึ้นตามวัย
“ผิวขาวๆ ของเ้านี่ขัดตาข้าชะมัด!” หนึ่งในนั้นก้าวเข้ามาหาเื่
หญิงสาวไม่ได้ถอยหนี แต่กลับล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อช้าๆ นิ้วเรียวแตะเข้ากับััเย็นของขวดยาพิษที่นางปรุงขึ้นเองกับมือ... นางไม่ใช่มู่อันหรานคนเดิมที่ยอมให้ใครรังแกได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว หากพวกนางกล้าลงมือแม้เพียงนิด นางก็พร้อมจะสั่งสอนให้รู้ซึ้งถึงรสชาติของความเ็ปที่ไม่อาจหาคำอธิบาย
“หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเ้ามีงานการทำไม่มากพอใช่หรือไม่!”
เสียงตวาดทรงพลังของเจิ้งหมัวมัวดังขึ้น ทำเอาสาวใช้ที่กำลังจะก่อเื่ถึงกับสะดุ้งสุดตัวและรีบถอยกรูดออกไปทันที เจิ้งหมัวมัวเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นางกวาดสายตามองสาวใช้กลุ่มนั้นอย่างคาดโทษ
“อย่าได้เหิมเกริมให้มากนัก กล้ารวมหัวกันรังแกผู้อื่นต่อหน้าข้าเชียวรึ? อยากไปสงบสติอารมณ์ที่เรือนสำนึกตนกันนักใช่หรือไม่!”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด สาวใช้เ่าั้รีบน้อมกายขอขมาและแยกย้ายกันไปราวกับหนูกลัวแมว ทิ้งให้เหลือเพียงกระแสความตึงเครียดที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
เมื่อเหลือเพียงสองคน เจิ้งหมัวมัวจึงหันมามองมู่อันหราน สายตาของนางหยุดอยู่ที่ปิ่นเงินบนศีรษะของหญิงสาวแววตาของนางไหววูบไปครู่หนึ่งก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็ปกติตามเดิม
“ท่านอ๋องเรียกหาเ้า... ตามข้ามา อย่าให้พระองค์ต้องรอนาน”
…
หญิงสาวเดินตามเจิ้งหมัวมัวผ่านโถงรับรองของตำหนักจิ่วเซียวเข้าสู่เขตเรือนชั้นใน ซึ่งเป็พื้นที่ส่วนตัวที่นางไม่เคยได้รับอนุญาตให้ก้าวล่วง เจิ้งหมัวมัวหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูไม้แกะสลักวิจิตรบานใหญ่ ก่อนจะส่งสัญญาณให้นางเข้าไปเพียงลำพังแล้วปิดประตูลง
ความเงียบรอบกายสร้างบรรยากาศเยือกเย็นขึ้นจนน่าขนลุก มู่อันหรานยืนคว้างอยู่ท่ามกลางกลิ่นกำยานหอมจางๆ ที่ลอยวนประดุจหมอกควันลวงตา
นางรู้สึกได้ถึงจังหวะของหัวใจที่เต้นรัวกระแทกอกจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง ในหัวพาลนึกไปถึงข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับความเสเพลวิปริตของเหวินอ๋อง ภาพสาวใช้ในชุดบางเบาที่คอยปรนนิบัติแนบชิดประหนึ่งของเล่นบำเรอกามปรากฏซ้อนทับขึ้นมาอย่างไม่อาจสลัดพ้น
หากเดินผ่านฉากกั้นตรงหน้านั้นไป แล้วเขามุ่งตรงเข้ามาข่มเหงย่ำยีนางเล่า
นิ้วเรียวสั่นระริกขณะลอบแตะขวดยาพิษที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ความเย็นเฉียบของมันย้ำเตือนถึงทางเลือกสุดท้ายที่โหดร้ายที่สุด หากนางต้องทำจริงๆ ชีวิตนางคงจบสิ้นที่นี่ แต่นางจะยอมให้ศักดิ์ศรีของนางถูกเหยียบย่ำได้หรือ?
หญิงสาวขบกรามแน่นจนร้าวไปถึงขมับ สองจิตสองใจระหว่างชีวิตกับศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ลมหายใจที่หอบถี่เริ่มติดขัดเมื่อฝีเท้าของนางขยับเข้าใกล้ฉากกั้นไม้ฉลุเข้าไปทุกที ทุกโสตประสาทตึงเขม็งประดุจสายธนูที่พร้อมจะขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ!
ทว่าเมื่อนางเดินผ่านฉากกั้นไม้ฉลุเข้าไป ภาพที่เห็นกลับไม่เป็อย่างที่คิด
โจวเหยียนประทับอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสูง อาภรณ์สีเข้มของเขาสวมใส่ไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ท่าทางเคร่งขรึมนั้นทำให้หัวใจที่แขวนไว้สูงของนางพลันลดต่ำลงมาอยู่ที่เดิม ความหวาดระแวงในตอนแรกจางหายไปแทนที่ด้วยความโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก เมื่อพบว่าภายในห้องมิได้มีเพียงนางกับเขาตามลำพัง
ในตอนแรกมู่อันหรานนึกยินดีที่มีผู้อื่นอยู่ด้วย ทว่าเมื่อเพ่งมองให้ชัดเจนขึ้น คิ้วเรียวก็เริ่มขมวดมุ่นเข้าหากัน
สาวใช้ผู้นั้นมิได้กำลังนั่งปรนนิบัติรับใช้ แต่กลับหมอบนิ่งในท่าที่ดูฝืนธรรมชาติ ร่างทั้งร่างสั่นเทาประดุจใบไม้ต้องลม กลิ่นอายความสิ้นหวังโชยคลุ้งออกมาจากตัวนางจนมู่อันหรานััได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
โจวเหยียนมองมู่อันหรานด้วยสายตาพึงพอใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ที่หมอบอยู่กับพื้น
“เงยหน้าขึ้น”
มู่อันหรานถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเจน นั่นคือซ่งจี้หลิน! สาวใช้คนสนิทที่เคยกวาดสายตามองนางอย่างดูแคลนเมื่อสองปีก่อน ทว่าบัดนี้ความงามสง่างามและหยิ่งทะนงกลับมลายหายไปสิ้น ร่างกายของนางผอมโซ และอยู่ในสภาพที่บอบช้ำจนแทบจะจำไม่ได้
“นางคือคนที่เอางูพิษไปโยนใส่ห้องเ้าในคืนนั้น”
คำบอกเล่าของโจวเหยียนทำให้มู่อันหรานกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในอกอย่างไม่อาจหักห้าม นางไม่เคยล่วงเกินสตรีผู้นี้แม้เพียงครึ่งคำ แต่เหตุใดซ่งจี้หลินกลับอำมหิตถึงขั้นคิดจะเอาชีวิตนาง!
“ทำไม...” มู่อันหรานเค้นเสียงถาม ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความอัดอั้น
“ข้าไปทำอะไรให้เ้าแค้นเคือง!”
ซ่งจี้หลินไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับมา นางเพียงแต่แหงนหน้าขึ้นจ้องมองมู่อันหรานด้วยดวงตาที่แดงก่ำ แววตาที่เคยงดงามบัดนี้ฉายชัดถึงความอาฆาตมาดร้ายอย่างรุนแรงประดุจจะฉีกทึ้งร่างของหญิงสาวตรงหน้าให้เป็ชิ้นๆ แม้จะอยู่ในสภาพลูกไก่ในกำมือ แต่นางก็หาได้มีความสำนึกผิดแม้แต่น้อย
“ถามไปก็เสียเวลาเปล่า” โจวเหยียนวางถ้วยชาลง สายตาเย็นเยียบกวาดมองร่างที่หมอบอยู่แทบเท้าด้วยความสมเพช
“ในเมื่อนางเป็คนเริ่มเื่ราวทั้งหมด... เ้าก็จงเป็คนจบมันเสีย สังหารนางทิ้งซะ”
มู่อันหรานเบิกตากว้าง ความสับสนถาโถมเข้ามาจนมึนงง “สังหารนาง?”
ซ่งจี้หลินที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันอ้าปากกรีดร้องออกมาสุดเสียง ทว่าเสียงที่เล็ดลอดออกมากลับมิใช่เสียงะโด่าทออย่างที่ควรจะเป็ แต่มันคือเสียงลมที่พุ่งผ่านลำคออย่างแหบพร่า มู่อันหรานผงะถอยหลังด้วยความใสุดขีดเมื่อมองเข้าไปในช่องปากที่ว่างเปล่าของสตรีผู้นั้น
“ลิ้นของนาง...”
“ข้าสั่งให้คนตัดทิ้งเอง” โจวเหยียนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดเื่ลมฟ้าอากาศ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเข้ามาใกล้หญิงสาวทีละนิด
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของหญิงสาว
“หากเ้าไม่สังหารนาง ข้าก็จะให้นางเป็คนสังหารเ้า... ข้าให้โอกาสเ้าเลือกเดี๋ยวนี้ มู่อันหราน เ้าจะปลิดชีพศัตรู หรือจะยอมให้ศัตรูเป็คนปลิดชีพเ้าแทน?”