เมื่อทางกองบัญชาการแจ้งนามสกุลของนายอำนาจ ความลิงโลดก็ผุดขึ้นในใจที่เขาเดินมาถูกทางแล้ว แต่อีกใจก็ฉุกคิดขึ้นมามันจะง่ายขนาดนี้เลยได้ไง ถ้าง่ายแล้วทำไมผู้บังคับบัญชา ถึงต้องให้เป็ภารกิจลับขนาดต้องให้สูญหายด้วยหากทำพลาด มันจะต้องมีอะไรแอบแฝงมีลับลมคมในมากกว่านี้อย่างแน่นอน แต่ไหนๆก็ไหนๆยังไงเขาก็รับภารกิจนี้มาแล้ว หากพลาดแล้วต้องตายสูญหายไปก็ช่างหัวมัน และในชีวิตก็แทบไม่เหลืออะไรอีก คนที่รักหวังจะใช้ชีวิตร่วมกันก็มาล้มหายตายจาก หลวงตาก็อยู่ในร่มกาสาวพัตรไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง ป้าแก้วก็ยังมีลูกบุญธรรมที่แวะเวียนมาหาอยู่ตลอด คนรอบข้างไม่มีอะไรต้องให้เป็ห่วงอีกต่อไป หนุ่มเมียตายกับม่ายสาวพราวเสน่ห์กินข้าวเช้ากันเสร็จ ก็โทรตามรถรับจ้างบนเกาะให้มารับไปส่งที่ท่าเรือ เพื่อจะกลับกรุงเทพเพราะขุนเองก็ต้องไปเล่นดนตรีที่ร้านนายบรรจง
กองร้อยตำรวจตระเวณชายแดนใกล้บ้านโป่งไฮ หมวดชัยร่วมประชุมกับตำรวจตระเวณชายแดนอย่างเคร่งเครียด "สายรายงานมาว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดข้ามมาฝั่งไทยเรา แต่ไม่สามารถระบุพิกัดให้ชัดเจนได้ ในฐานะที่พวกคุณอยู่ที่นี่กันมานาน ลองชัวยกันคิดวิเคราะห์ดูให้รอบคอบสิว่า พวกมันจะลำเลียงยาพวกนั้นมาเส้นทางไหน จ่าสินคุณคิดว่าพวกนั้นจะใช้เส้นทางไหนลำเลียงยาเข้ามาในครั้งนี้" ชัยถามอย่างจงใจให้จ่าสินตอบ เพราะลองลงไปจากชัยก็คือจ่าสิน "ตามประสบการณ์ที่ผมเคยซุ่มดักพวกนั้นกับผู้กองเดชา พวกลำเลียงส่วนมาจะเป็ชาวเขาเก่งเส้นทางบนดอย แล้วแถวบริเวณนี้ก็มีดอยใหญ่เล็กมากมาย ผมคิดว่าพวกมันจะต้องขนมาทางป่าแล้วตัดเข้าผ่านทางดอยแม่คำ แต่คนของเรามีไม่มากที่จะปูพรมทั้งดอยแม่คำย่อมทำไม่ได้ จุดที่น่าสนใจที่สุดก็คือทางเกวียนเก่า ก่อนถึงศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนบ้านม้งแปดหลัง ครับผม" จ่าสินอธิบายอย่างเป็ไปได้และมีเหตุผล "คุณต้องใช้กำลังพลเท่าไหร่ในการปฏิบัติงานครั้งนี้" ชัยถามอย่างเป็งานเป็การ "รวมผมด้วยก็สิบแปดคนครับ" จ่าสินตอบ ชัยก็หันไปมองทีมทั้งหมดที่มีอยู่ในค่าย "โอเค ถ้าอย่างนั้นคุณก็นำทีมไปปฏิบัติงานครั้งนี้ และขอให้ทุกคนปฏิบัติงานกันอย่างไม่ประมาท ส่วนผมและคนที่เหลือจะรอฟังข่าวดีอยู่ที่นี่ ขอให้ทุกคนโชคดีมีชัยกลับมา" ชัยส้่งการเสร็จแล้วหันไปทางหมู่เด่น "หมู่เด่น คุณพาใครไปเป็เพื่อนคนหนึ่ง ออกไปรับผู้กองเดชากลับมาที่นี่ ไปเดี๋ยวนี้ปฏิบัติ" ... "ครับผม" หมู่เด่นรับคำพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งทันที แล้วชัยก็หันไปบอกผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคน ถ่ายทอดคำสั่งไปบอกให้ทุคนเฝ้าค่ายให้ดี ห้ามทุกคนประมาทและห้ามใช้โทรศัพท์ติดต่อภายนอกโดยเด็ดขาด ชัยเดินไปหยิบเป้สะพายหลังแล้วขึ้นขับรถมอเตอร์ไซค์วิบาก ขับออกไปจากค่ายเขาแวะร้านขนมซื้อขนมเด็กใส่เป้ แล้วขับเข้าไปในป่าตรงไปยังบ้านหลังหนึ่ง พงษ์กำลังเล่นอยู่กับลูกชายวัยหกขวบก็หันมายกมือไหว้ "สวัสดีครับหมวด" ชัยยกมือไหว้ตอบ มือก็หยิบขนมในเป้ออกส่งให้กับลูกชายของพงษ์ เด็กน้อยได้ขนมแล้วก็หอบวิ่งไปหาแม่ด้วยความดีใจ "ว่าไงวะ เื่ที่ให้ไปสืบ" ชัยถามพร้อมโยนบุหรี่ให้ชัยสามซอง "ทุกครั้งถ้าพวกมันลำเลียงของถ้ามันไม่เคลียร์พื้นที่และเส้นทาง มันก้จะขนของลำเลียงไปทางที่รกมากๆ จับทางไม่ได้ว่ามันจะไปทางไหนถ้ารอบนั้นมันไม่รีบ แต่ถ้ารีบมันก็จะมาติดต่อขอเคลียร์ทาง เพื่อจะได้ขนผ่านทางสบายๆทางใดมางหนึ่ง และมันจะรู้ว่าคนที่มันเคลียร์นำกำลังไปดักทางไหน มันก็จะขนของไปอีกทางครับหมวด" เป็คำตอบที่ชัยคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว "แล้วถ้าคนที่รับเคลียร์เส้นทาง ไปดักอยู่ทางบ้านม้งแปดหลังล่ะ" เขาถามอย่างกระชับที่สุด "พวกนั้นก็จะขนของลงไปทางคลองแม่คำครับ พอข้ามคลองมาได้ก็แทบจะพ้นแล้ว เพราะอีกฝั่งมีช่องทางให้เลือกไปหลายทาง" พงษ์ได้อย่างไม่ต้องคิดมาก เพราะเคยลัดเลาะไปทั่วทั้งแม่คำจนได้เมีย แล้วเคยไปรอรับของอีกฝั่งคลองแม่คำด้วย "นายรู้หรือเปล่าว่าค่าเคลียร์ทาง มันจ่ายกันครั้งละเท่าไหร่" เขาถามไปก็ไม่ได้หวังว่าพงษ์มันจะให้คำตอบได้ เพราะมันไม่เคยลำเลียงข้ามมา เคยแต่รอรับอยู่ฝั่งนี้ที่พ้นจากสายตาเ้าหน้าที่แล้ว "ผมก็ไม่แน่ใจครับหมวด เคยได้ยินไอ่ศักดิ์มันพูดว่าถ้าของน้อยก็สามแสน แต่ถ้ามากก็ห้าแสนต่อครั้งครับ" ชัยหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมา เขาหันไปมองทางเด็กน้อย ที่กำลังเอาขนมใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆอย่างเอร็ดอร่อย "ชั้นหาที่อยู่ให้แกกับลูกเมียแกแล้ว อยู่ตรงนี้มันไกลแล้วโดดเดี่ยวเกินไปว่ะ ชั้นกลัวลูกเมียนายจะไม่ปลอดภัยว่ะพงษ์" พงษ์มองหน้าเขาแล้วยิ้มออกมาด้วความดีใจ "เมื่อไหร่ครับ ั้แ่กลับมาผมนอนไม่ค่อยหลับเลย" มันรีบถาม "วันนี้เลย เดี๋ยวแกเก็บของที่จำเป็ใส่รถแล้วขับตามชั้นไป บ้านหลังนี้อยู่ใกล้ชุมชนเป็บ้านอดีตตำรวจตรัเวณชายแดน เขาปลดเกษียณไปแล้วชั้นก็เลยติดต่อขอเช่าไว้ เมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี่เอง" พูดจบเขาก็หยิบมือถือเปิดให้ไอ้พงษ์ดูรูป "นายรู้จักสองคนนี้หรือเปล่า" พงษ์ดูรูปแล้วพยักหน้า "ไอ้นี่ผมเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่ามันชื่ออะไร ส่วนไอ้คนนี้มันชื่อไอ้ปื๊ดมันชอบกินเหล้าแล้วชอบฉุดผู้หญิงบนดอยไปข่มขืน" ชัยเก็บมือถือแล้วสั่งให้พงษ์เก็บของโดยเร็ว นานร่วมๆชั่วโมงเขาก็นำทางพงษ์มาถึงบ้านที่เช่าไว้ เขาเอามอเตอร์ไซค์จอดไว้ให้พงษ์ใช้งาน แล้วก็เอารถของพงษ์ไปจอดไว้ที่ป่าใกล้ๆโรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดน ชัยควักเงินส่งให้พงษ์ห้าพันบาท "มีเงินน้อยแต่ได้อยู่กันพร้อมลูกเมีย ดีกว่าได้เงินมากแล้วต้องตายหรือนอนคุก หวังว่านายจะไม่หวนกับไปในเส้นทางนั้นอีกนะ" เขาไม่วายที่จะพูดเตือนมันอีก "ครับหมวด ขอบคุณมากครับ" เขาเอาปืนสั้นพร้อมลูกปืนอีกหนึ่งกล่องส่งให้พงษ์ "ชั้นเอามอเตอร์ไซค์ไปทำธุระแป๊บก่อน เดี๋ยวเอามาคืนให้" แล้วเขาก็ขับตรงไปยังค่ายทหารที่เขาเคยติดต่อไว้ เพื่อขอความช่วยเหลือในการถล่มพวกลำเลียงยา
เสียงข่าวภาคเที่ยงดังมาจากทีวีที่แขวนอยู่ในร้านอาหารตามสั่ง เนื้อหาของข่าวคือเ้าหน้าที่ตำรวจตระเวณชายแดน ได้ร่วมมือกับทหารซุ่มดักจับกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติด บริเวณคลองแม่คำอำเภอแม้ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย มีทหาราเ็สองนายอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว ส่วนกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติด เสียชีวิตห้าคนาเ็สามคนที่เหลือหลบหนีไปได้ เมื่อทำการตรวจสอบของที่ถูกลำเลียงมา กลับไม่ใช่ยาเสพติดแต่เป็วัตถุดิบที่ใช่ผลิตยาบ้า หากหลุดรอดเข้ามาได้ก็จะสามารถผลิตยาบ้าได้ไม่น้อยกว่าสิบล้านเม็ด ขุนนั่งกินข้าวอยู่ก็เงยหน้าดูข่าว "ทำไมนักข่าวมันไม่บอกมาเลยวะว่ามีอะไรบ้างที่เป็ส่วนผสม มันบอกแต่คำว่าวัตถุดิบแล้วกูจะรู้ได้ยังไงว่ามีอะไรบ้าง" เสียงนักเลงขี้ยาโต๊ะที่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่ขุนนั่ง เขาหันหน้าไปมองตามเสียงที่พูด ตาก็ไปประสานเข้ากับพวกมันพอดี "มองอะไรวะ เดี๋ยวไม่ได้แดกข้าวหรอกมึง" ขุนรีบโบกมือขอโทษขอโพยเพราะไม่อยากมีเื่ "เดี๋ยวได้แดกควันธูปแทนข้าวจนได้" มันะโขู่มาอีกแต่ขุนไม่สนใจที่จะฟัง แต่ทว่าต้องลงไม้ลงมือกันจริงๆละก็ พวกนักเลงขี้ยาพวกนี้คงไม่พอมือพอตีน คนที่เคยฝึกผ่านการเป็มนุษย์กบอย่างเขา
"ไม่ต้องทนหรอกลุง" เขาจ่ายค่าแท็กซี่แล้วเดินเข้าไปในร้านอาหาร "ทำไมมาเร็วจังคะ ร้านเปิดทุ่มครึ่งนี่ยังไม่ห้าโมงเลยค่ะ" พนักงานเสิร์ฟสาวตามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาดูนาฬิกายังไม่ห้าโมงจริงๆอย่างที่เธอว่า เขาเดินตรงไปทางหลังร้านแล้วนั่งลงตรงโต๊ะที่เขามานั่งคุยกับนายบรรจงวันแรก "เฮ้ย ตรงนั้นที่นั่งเฉพาะคุณบรรจง ไปนั่งที่อื่น" เสียงะโมาจากประตูรั้วด้านหลัง เขาก็ลุกเดินออกมาจากตรงนั้น จะใจร้อนไม่ได้เพราะอาจจะทำให้เสียงานเปล่าๆ ตื๊ดดดด ตื๊ดดดด มือถือในกระเป๋ากางเกงเขาสั่นมีคนโทรเข้ามา "ครับคุณจุ๋ม" เขารับสาย "ค่ะ ตอนนี้จุ๋มจอดรถอยุ่ตรงลานจอด คุณออกมาหาจุ๋มหน่อยค่ะ" วางหูแล้วเขาก็เดินออกมาที่ลานจอดรถตามที่เธอบอก เธอกวักมือเรียกอยู่ในรถเขาก็เดินเข้าไปหา "ขึ้นรถก่อนค่ะ" เธอบอกแล้วเขาก็เดินอ้อมไปเปิดประตูอีกข้างขึ้นไปนั่งข้างๆ เธอก็ขับรถออกไปจากลานจอดรถแห่งนั้น "จะพาผมไปไหนครับ" ขุนถาม "จุ๋มเข้าคอนโดไม่ได้ค่ะ เหมือนมีคนมาดักรออยู่ นี่จุ๋มยืมรถเพื่อนมาส่วนรถจุ๋มจอดล้างไว้ที่คาร์แคร์" เธอบอกด้วยสีหน้ากังวล "อ่อ คุณจะให้ผมเข้าไปเอารถที่คาร์แคร์แล้วขับกลับให้" เขาเดา "เปล่าค่ะ จุ๋มโทรบอกเ้าของคาร์แคร์แล้วว่าฝากรถไว้ก่อนสองสามวัน ที่ต้องฝากรถไว้ที่นั่นเพราะจุ๋มสังเกตุเห็นคนสี่ห้าคน เดินวนเวียนแถวนั้นแล้วบางทีก็ยืนมองไปที่รถ จุ๋มกลัวค่ะ" ฟังจากน้ำเสียงแล้วรู้สึกว่าเธอจะกลัวจริงๆ "คุณจะทำยังไงต่อครับ เื่รถเื่คอนโด" เธอส่ายหน้าและพูดออกมา "ทีแรกจะไปขอพักกับเพื่อนที่อยู่ในกรุงเทพฯ แต่จุ๋มก็กลัวเพื่อนจะเดือดร้อนไปด้วย จุ๋มเลยนึกถึงคุณกะว่าจะให้คุณหารถเช่าไปส่งจุ๋มที่อยุธยา จุ๋มจะไปขอนอนพักบ้านเพื่อนที่นั่นค่ะ" ขุนนั่งนิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง "เอางี้ดีกว่าครับ คุณช่วยขับรถไปส่งผมที่บางกะปิหน่อยได้ไหมครับ" ... "ได้ค่ะ" เธอตอบกลับโดยไม่ลังเลอะไร เธอขับรถไปส่งเขาที่บางกะปิดจนถึงที่หมายในซอยที่เขาบอกทาง รถก็จอดนิ่งสนิทที่หน้าตึกแถวสามคูหา เขาลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในตึกนั้นสักพัก ก็ขับรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ออกมา แล้วบอกให้เธอขับรถนำทางเพื่อเอารถไปคืนเพื่อนเธอ พอคืนรถให้เพื่อนเรียบร้อยแล้วเธอก็เดินมาหาเขา เขาส่งหมวกกันน็อคให้เธอสวมแล้วเธอก็ขึ้นซ้อนท้าย บิ๊กไบค์คันนั้นก็วิ่งออกไปสู่ถนนใหญ่ เบาะท้ายค่อนข้างสูงผสมกับที่เธอไม่เคยซ้อนมาก่อน เธอก็มีอาการกลัวๆเกร็งๆเธอจึงจำเป็ที่จะต้อง เอนตัวไปกอดเอวคนขับแน่นหน้าอกหน้าใจแนบสนิทกับแผ่นหลังเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนขับก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วบิดทะยานไปอย่างเร็ว โยกซ้ายโยกขวาแซงรถตลอดทางเธอก็กอดเอวหลับตาปี๋ ถึงห้าแยกวัชรพลเขาก็เลี้ยวเข้าสุขาภิบาลห้า แล้วขับซ่อกแซ่กไปตามแยกตามซอยต่างๆ ผ่านตลาดออเงินสักพักแล้วก็มาจอดอยู่ที่ หน้าบ้านกลางเก่ากลางใหม่หลังหนึ่งติดคลองออเงิน ทั้งคู่ลงจากรถแล้วขุนก็เดินไปเปิดประตูรั้วเข็นรถเข้าบ้าน เธอก็เดินตามเข้าไปโดยที่ไม่ยอมถอดหมวกกันน็อค ขุนเปิดประตูบ้านเข้าไปเปิดไฟในบ้าน เธอตามเข้าเข้าไปแล้วถอดหมวกกันน็อคออก "ผมรู้สึกว่ามีคนขับรถตามมาจริงๆ ก็เลยตัดสินใจขับมาอย่างเร็วแล้วพาคุณมาที่นี่ครับ" เขาบอกเธอแต่เธอก็ยังไม่พูดอะไร หน้าเธอยังแดงเพราะรู้สึกอายๆที่เอานมแนบหลังเขามาตลอดทาง "ไม่ต้องกลัวนะครับ พวกนั้นตามผมไม่ทันหรอก มันใช้รถยนต์ผมใช้มอเตอร์ไซค์คล่องตัวกว่ากันเยอะ เออแต่ว่าเื่มันก้ชักจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าผมอยากจะถามอะไรคุณสักอย่าง คุณจะกล้าตอบผมหรือไม่ครับ" เขาถามเธอโดยใช้คำว่าจะกล้าตอบหรือไม่ มันเป็คำถามเหมือนคนกำลังจับโกหกคนที่จะตอบ "ถ้าเป็คำถามที่ตอบได้จุ๋มก็จะตอบค่ะ แล้วคุณล่ะคะถ้าจุ๋มถามคุณบ้างคุณจะกล้าตอบหรือไม่" เธอถามสวนกลับอย่างมีข้อแม้ "เช่นกันครับ ถ้าตอบได้ผมจะไม่บิดพลิ้วแม้แต่คำเดียว" เขาตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ "แล้วคุณจะถามอะไรจุ๋มหรือคะ" เขายิ้มมุมปากนิดๆก้อนที่จะถามว่า "คือผมอยากรู้ว่าธุรกิจของคุณอยุ่ที่ระยอง แล้วทำไมคุณถึงต้องไปทำธุระอะไรให้นายอำนาจที่เชียงรายด้วย ทั้งที่ระบบสื่อสรทุกวันนี้มันรวดเร็วกว่าการเดินทางมาก แม้จะคุยแบบเห็นหน้ากันก็ทำได้นานแล้ว ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็ไรนะครับ ผมแค่สงสัยเล่นๆเท่านั้น" เขายิงคำถามที่อยากรู้ออกไปตรงๆ "ทีแรกจุ๋มก็ไม่รู้อะไรหรอกค่ะ มารู้ทีหลังจากกำนันโนชย์คนที่จุ๋มถือเงินไปให้นั่นแหละค่ะ ว่าจะเอาเงินไปเคลียร์เส้นทางอะไรสักอย่าง แล้วกำนันโนชย์ก็เอาเงินไปเคลียร์ บอกว่าเคลียร์เฉพาะตำรวจตระเวณชายแดน แถวนั้นไม่มีทหารก็ไม่ต้องเคลียร์ จุ๋มก็แกล้งถามว่าทำไมต้องเคลียร์ด้วย กำนันโนชย์ก็เลยบอกมาค่ะว่า เพื่อให้การลำเลียงสะดวกจึงจำเป็ต้องเคลียร์ เขาบอกอีกด้วยว่าเคลียร์ครั้งละสองล้าน" ขุนพยักหน้าทำเหมือนไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่สองก็ได้เมมชื่อกำนันโนชย์ไว้แล้ว "แล้วคุณไปรู้จักกำนั่นคนนั้นได้ยังไงล่ะครับ" เขาถามแบบคำถามทั่วไปเหมือนคนสองคนคุยกันธรรมดา "ก็กำนันโนชย์ขึ้นมากรุงเทพฯบ่อยๆ คุณอำนาจก็เลยแนะนำให้รู้จัก ว่าเขาคือกำนันโนชย์กำนันคนดังแห่งแม่ฟ้าหลวง ส่วนเื่เงินจุ๋มเคยถามนะคะว่าทำไมไม่โอน เขาบอกว่าไม่อยากเปิดเส้นทางการเงินหลายสาย จุ๋มก็รู้แค่นี้แหละค่ะ" คำที่เธอบอกมีประโยชน์กับเพื่อนรักของเขามาก เขากำลังจะอ้าปากถามต่อ ตื๊ดดดด ตื๊ดดดดด "สวัสดีครับ" เขารับสาย "คืนแรกคุณก็เบี้ยวงานเลย คืนต่อไปก็ไม่ต้องมาแล้วนะ" ตึ๊ด ตึ๊ด ตึ๊ด ต้นสายที่โทรมาโวยใส่จบก็วางหูทันที ขุนหันหน้ามาเบ้ปากให้จุ๋ม "ตกงานแย้ว" เธอหัวเราะคิกๆขำในท่าทางของเขา "คุณตอบคำถามจุ๋มบ้างนะคะ" เขาพยักหน้ารับ "เื่ที่แฟนคุณโดนลูกหลงจนเสียชีวิตในร้านทอง คืนนั้นที่มีนักข่าวเดินตามสัมภาษณ์คนๆหนึ่ง แล้วคนๆนั้นก็พูดแดกดันกับนักข่าวสาวที่ถาม คนๆนั้นใช่คุณหรือเปล่าคะ" เขาพยักหน้าอีกครั้ง "คุณถามเื่นี้ทำไมหรือครับ" เธอยิ้ม "ไม่มีอะไรหรอค่ะ นักข่าวสาวสวยคนนั้นเป็เพื่อนสนิทของจุ๋มเอง เขาโมโหมากเลยนะคะเห็นบอกว่าถ้าเจอตัวนอกเวลางานเมื่อไหร่ จะต่อยให้ฟันร่วงเลยปากดีนัก" พูดจบเธอก็หัวเราะ "ความจริงผมก็ไม่อยากที่จะแดกดันออกไปแบบนั้นหรอกครับ ผมรู้ว่าถ้าผมไม่ยินยอมเขาก็ไม่สามารถที่จะเอาออกสื่อได้ แต่ผมกำลังเสียใจและแค้นใจมากก็เลยพูดออกไปแบบนั้น เธอท้องได้สี่เดือนและเราสองคนกำลังจะแต่งงานกัน แต่ไอ้พวกสารเลวพวกนั้นมันก็มาพรากเธอไปจากผม ผมสัญญากับตัวเองว่าถ้าเจอไอ้คนยิงเมื่อไหร่ ผมจะไม่มีวันส่งมันให้ตำรวจผมจะพิพากษามันด้วยมือของผมเอง" สีหน้าและน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม "จุ๋มขอโทษค่ะ ไม่น่าถามคุณเื่นี้เลย แต่จุ๋มจำนายรินได้คลับคล้ายคลับคราว่า เคยเห็นเขาอยู่ที่เรือสำราญของคุณอำนาจที่พัทยาค่ะ แต่จุ๋มไม่รู้จักชื่อใครสักคนเลย" ขุนเงยหน้ามองเธอ "หมายความว่าพวกมันจะอยู่ที่เรือสำราญนั่นประจำใช่ไหมครับ" ... "ค่ะ" ... "แล้วเรือสำราญที่ว่านี้ เป็เรือส่วนตัวหรือให้เช่าครับ" เขาถามเร็วปรื๋อ "เท่าที่ผ่านมาเห็นเขาเอาไว้จัดงานค่ะไม่ได้ให้ใครเช่า งานที่ว่านี้ใช้ชื่อว่าตกปลาสำราญค่ะ แต่จริงๆแล้วเป็การเปิดบ่อนลอยน้ำ จัดครั้งหนึ่งก็จะมีนักธุรกิจ นักการเมืองนายตำรวจนายทหารยศใหญ่ๆ รวมๆแล้วประมาณเจ็ดถึงแปดร้อยคน ขึ้นไปพักบนเรือที่ลอยอยุ่กลางทะเลเจ็ดถึงสิบวัน รอบหนึ่งก็มีเงินสะพัดหลายพันล้านบนเรื่อค่ะ คนที่จะขึ้นเรือได้ต้องมีบัตรวีไอพีที่เขาทำแจก ส่วนลุกเรือที่คอยดูแลความปลดภัยมีแปดสิบคนเห็นจะได้ค่ะ" เธอบอกรายละเอียดอย่างเข้าใจได้ไม่ยาก "แล้วคุณเคยเห็นคนในรูปนี้บ้างหรือเปล่าครับ" เขาพูดพร้อมส่งมือถือให้เธอดู "เคยค่ะ สองคนนี้จะคอยเดินตามคุณอำนวย และเคยเห็นบนเรือด้วยค่ะ" เธอตอบตามที่เธอเคยเห็นมา "ผมว่าพวกมันที่ตามคุณ มันคงจะไม่ปล่อยคุณไว้แน่" เขาพูดแล้วหยุดไว้แค่นั้น "แล้วจุ๋มจะทำยังไงดีคะ" เธอมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด "ผมว่าคุณไปอาบน้ำก่อนดีกว่าครับ เดี่ยวผมจะออกไปซื้อข้าวแถวปากซอย คุณไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ที่นี่พวกนั้นมันไม่รู้จักหรอก" เขาพาเธอเข้าไปในห้องนอนแล้วบอกให้เธอนอนในห้องนี้ ส่วนเขาจะนอนอีกห้องหลังจากกินข้าวแล้ว เธอก็ล็อคก่อนประตูห้องแล้วเข้าไปอาบน้ำ ขุนเดินออกมายืนที่ระเบียงริมคลอง "สวัสดีครับท่าน ภารกิจติดตามเฝ้ามองเสร็จสิ้นแล้วครับ ขอบคุณมากครับ" คนที่ติดตามเฝ้ามองจุ๋มที่แท้เป็คนของทางการ ที่ขุนขอให้ทางผู้บังคับบัญชาช่วยติดตามคุ้มครองเธอชั่วคราว แต่กลับทำให้เธอคิดว่าโดนติดตามเพื่อทำร้าย ขุนจึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่กระทันหัน เพื่อให้เชื่อมโยงกันอย่างแเี วางหูแล้วเขาก็ขับบิ๊กไบค์ออกไปซื้อข้าวกล่อง
เช้าวันใหม่ขุนตื่นั้แ่ตีสี่เป็ประจำด้วยความเคยชิน เขาออกไปซื้ออาหารเข้ามาเตรียมไว้แล้ว รอแค่จุ๋มตื่นขึ้นมาก็กินกันได้เลย หลังจากที่กินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว จุ๋มก็เข้าไปในห้องนอนหายเงียบไปเลย ส่วนขุนก็นอนเล่นที่เปลตรงระเบียงติดคลอง ฝนเพิ่งหยุดตกแดดก็ไม่มีอากาศก็เย็นสบาย ขุนหลับตาคิดเื่ราวต่างๆ โดยเฉพาะเื่ของจุ๋มเขาไม่ได้คิดว่าจะให้เธอ เข้ามาอยู่ในแผนการต่างๆของเขาเลยแม้แต่น้อย คิดไปเรื่อยเปื่อยจนเคลิ้มหลับไปเพราะบรรยากาศมันก็น่านอนด้วย ลืมตามาอีกทีก็เห็นจุ๋มนั่งน้ำตาไหลเป็ทางอาบสองแก้ม "คุณจุ๋ม คุณร้องไห้ทำไมครับ" เขาถามทำหน้างงๆ "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีคิดถึงเื่ครั้งที่จุ๋มแท้งลูกตอนนั้นก็ท้องได้สี่เดือน คุณพจน์ก็เสียใจมากเหมือนกันค่ะ" เธอเอ่ยถึงเื่เก่าในความหลังของเธอ "เป็ธรรมดาของคนที่กำลังจะเป็พ่อคนครับ" เขาบอกกับเธอด้วยเสียงเบาหวิว แต่เธอส่ายหน้านัยตาก็เศร้าพอสมควร "เด็กในท้องไม่ใช่ลูกของคุณพจน์ค่ะ แต่เป็ลูกของใครคนหนึ่งซึ่งเคยรักกันมาก แต่เราทะเราะกันเพราะความเข้าใจผิด คุณพจน์ก็รู้เหตุการณ์มาโดยตลอด คุณพจน์ก็คอยให้กำลังใจจุ๋มมาโดยตลอด จุ๋มอยู่กับคุณพจน์โดยที่ไม่เคยมีอะไรกันเลย เพราะคุณพจน์เคยประสบอุบัติเหตุต้องตัดส่วนนั้นออกไป แต่เขาก็ทำหน้าที่เหมือนสามีคนหนึ่งที่คอยดูแลเอาใจใส่จุ๋มทุกอย่าง" เธอพูดจบเพียงเท่านั้นแล้วก็นั่งนิ่งเงียบไป ขุนก็ไม่กล้าถามอะไรต่อไปอีก เสียงเรียกเข้าของเธอก็ดังขึ้น "สวัสดีค่ะ คุณอำนาจ" เธอรับสาย "คุณอยู่ที่ไหนครับ ไม่เห็นเข้าไปที่ร้านประจำคุณเลยสองสามวันมานี่" เสียงต้นสายพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เอ่อ ไม่รู้ว่าคนพวกไหนค่ะตามล่าจุ๋ม ทั้งมาดักเฝ้าที่คอนโดด้วย" เธอบอกไปตามความที่เธอเข้าใจ เพราะเหตุการณ์มันพาให้คิดแบบนั้น "ใครตามคุณ ผมว่าคุณคิดมากไปนะ คุณไม่เคยไปทำอะไรใครที่ไหนให้เดือดร้อน แล้วใครจะตามคุณเพื่ออะไร" เสียงต้นสายถามด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ "จริงค่ะ เหมือนว่าจะตามมาั้แ่ที่มีคนไปดักยิงจุ๋มในรีสอร์ทที่เกาะเสม็ดแล้วค่ะ" เธอใช้น้ำเสียงเหมือนจะมีอารมณ์เพราะคิดว่านายอำนาจอาจจะมีส่วนรู้เห็นด้วย "อะไรนะ คุณถูกยิงที่เกาะเสม็ด แล้วทำไมไม่เห็นมีใครบอกผมเลย" นายอำนาจพูดจบก็วางหูทันที ทำให้ขุนกับเธองงที่ทำไมนายอำนาจวางหูไปดื้อๆ สักพักนายอำนาจก็โทรมาอีกเธอก็รับสาย "เมื่อกี้ผมโทรไปถามที่รีสอร์ทมา เขาบอกว่าไอ้บุญเกิดคนที่อำนวยพาไปทำงานเป็คนยิงคุณ ยิงเข้าไปที่เตียงนอนในห้องที่คุณนอนด้วย แล้วคนที่ตามยิงไอ้บุญเกิดเป็การ์ดของคุณถูกต้องไหมครับข้อมูลนี้" ที่นายอำนาจวางหูไปเพราะโทรเช็คไปทางรีสอร์ทของเธอ "ใช่ค่ะ เพื่อนจุ๋มเองค่ะที่เป็การ์ดให้จุ๋ม และเขาก้พาจุ๋มหนีพ้นจากพวกที่ตามจุ๋มมาถึงคอนโดด้วยค่ะ" เธอตอบนายอำนาจไปตามที่จะคิดคำตอบได้ "แล้วคุณสงสัยใครบ้างครับ" นายอำนาจถาม "บุญเกิดเป็คนของใครล่ะคะ" เธอตามกลับเหมือนคำตอบว่ารู้ใครเป็คนบงการ "เดี๋ยวผมจะเช็คดูให้ ถ้าเป็อำนวยมันจะทำไปเพื่ออะไรกัน แล้วผมจะโทรหาใหม่นะครับ" ... "ค่ะ สวัสดีค่ะ" นายอำนวยวางหูไปแต่ในใจของเธอก็ยังสงสัยนายอำนาจด้วย "คุฯคิดว่าคุณอำนาจมีส่วนด้วยหรือเปล่าคะ" เธอหันไปถามเขา "ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจครับ สักวันก็คงจะรู้ว่าใครที่้าเก็บคุณ ผมว่าคุณทำใจให้สบายเถอะครับ ถ้าผมยังอยู่คุณต้องปลอดภัย" เขาพูดทิ้งท้ายก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้าไปในห้องเปิดแอร์แล้วนอนพักสายตา ส่วนขุนก็แชทถามเพื่อนถึงเื่ถล่มพวกขนยา ตามที่ข่าวออกเมื่อวันก่อน คำตอบคือไอ้ปื๊ดกับไอ้ไดำไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ลำเลียงวัตถุดิบส่วนผสมยาบ้า
เสียงจักจั่นเรไรร้องประสานเสียงกันดังระงมไปทั้งป่า กลุ่มชายฉกรรจ์ร่วมๆสามสิบคน กำลังพากันเดินมุ่งหน้าไปทางค่ายตำรวจตระเวณชายแดนชั่วคราว ทุกคนมีอาวุธกันครบมือทั้งอาก้าและM16 ทั้งหมดหยุดเดินแล้วย่อตัวนั่งลงเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง หัวหน้ากลุ่มที่นำมาเป็คนไทยพวกที่ติดตามเป็ทหารกระเหรี่ยง สักพักก็เห็นเงาตะคุ่มสองร่างวิ่งมาทางที่คนกลุ่มนั้นนั่งอยู่ "อ้ายดำ เหมือนพวกมันจะรู้ตัวว่าพวกเรามา" กระเหรี่ยงพูดไทยชัดถ้อยชัดคำรายงานไอ้ดำหัวหน้านำทีมในครั้งนี้ "เป็ไหได้ยังไงวะ หรือไอ้จ่าสินมันหักหลังพวกเรา" ไอ้ดำพูดออกมาเชิงขอความเห็นจากไอ้ปื๊ดเพื่อนมัน "ถ้าไอ้จ่าสินมันหักหลัง แล้วมันจะนำกำลังออกไปลาดตระเวณที่อื่นทำไมวะตั้งยี่สิบคน ในค่ายนี้ก็เหลือแค่สิบคนรวมทั้งไอ้ผู้กองที่นอนเจ็บอีกคนด้วย" ขณะที่พวกมันกำลังการือกันอยู่นั่นเอง ปัง ๆๆๆๆๆๆ เสียงปืนแผดดังกังวานก้องะุM16ตัดยอดไม้เล็กๆขาดสะบั้น พวกที่บุกรุกเข้ามานอนหมอบอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกมันโงหัวขึ้นมาเตรียมจะยิงสู้แต่ทว่า ปรอดดด ๆๆๆๆๆๆ เสียงอาก้าก็ดังมีถี่ยิบจากอีกด้าน ทำให้พวกมันต้องหมอบลงไปนอนราบอีกครั้ง ปัง ๆๆๆๆๆๆๆ เสียงM16ก็สาดมาทางค่ายชั่วคราวของตำรวจตระเวณชายแดนอีกระรอก "เผ่นก่อนโว้ย" เสียงไอ้ดำะโบอกพวกกระเหรี่ยงที่ติดตามมา พวกมันก็รียตะเกียกตะกายลุกขึ้น วิ่งหนีกลับไปทางเดิมอย่างไม่คิดชีวิต พวกนั้นวิ่งหนีไปไกลแล้วเสียงปืนก็เงียบลง ชัยกับตำรวจตระเวณชายแดนอีกสองคนก็ยืนขึ้น ทางด้านซ้ายที่เปิดฉากยิงก่อนนำด้วยจ่าแช่มกับตำรวจตระเวณชายแดนอีกสองคนก็ยืนตาม ทางฝั่งขวามนำโดยหมู่เด่นกับตำรวจตระเวณชายแดนอีกสองคน ก็พากันเดินเข้าไปสมทบกับชัย ทั้งหมดเดินกลับค่ายซึ่งมีผู้กองเดชานอนอยู่บนเดียงมือกำปืน 11 มม.แน่น "ภารกิจปกป้องฐานสำเร็จลุล่วงไปห้วยดีครับผู้กอง" ชัยรายงานผู้กองเดชา "เยี่ยมมากหมวด ใช้แผนคนน้อยชนะคนมากได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด" ผู้กองเดชาเอ่ยปากชมพร้อมยกนิ้วโป้งให้ชัย แต่ชัยก็โยนความดีความชอบไปให้อีกคน "ต้องขอบใจหมู่ดอนน้องหมู่เด่นครับ ที่ทิ้งกระดาษข้อความทิ้งไว้ก่อนออกไปกับจ่าสิน" ชัยกล่าวถึงผู็ใต้บังคับบัญชาผู็หลงผิดแต่กลับใจได้ทัน "ทำไมหมู่ดอนถึงกลับใจมาช่วยพวกเราได้ล่ะ" ผู้กองเดชาถาม "หลังจากที่ถล่มพวกลำเลียงแถวคลองแม่คำแล้ว ผมก็หาจังหวะคุยกับหมู่ดอนเวลาที่จ่าสินไม่อยู่ ผมขอร้องให้หมู่ดอนเลิกหลงผิดจากที่เคยทำ แต่คำตอบคือ หมู่ดอนบอกว่าไม่เคยคิดหลงผิดแต่มีเหตุผลส่วนตัวบางอย่างที่ต้องทำ และรับรองว่าเพื่อนพี่น้องตำรวจตระเวณชายแดนในค่ายทุกคน จะไม่มีทางได้รับอันตรายใดๆในการกระทำของหมู่ดอนเด็ดขาด แต่หมู่ดอนไม่ยอมบอกถึงเหตุผลดังกล่าว กลับขอร้องว่าขอทำสิ่งที่ติดตามมาให้สำเร็จก่อน แล้วจะขอรับผิดในสิ่งที่ทำทั้งหมดครับ" ชับรายงานให้ผู้กองเดชาทราบ "แล้วหมู่เด่นพอจะรู้ถึงเหตุผลส่วนตัวของหมู่ดอนหรือไม่" ผู้กองเดชาหันไปถามหมู่เด่น "ผมก็ไม่แน่ใจหรอกครับ แต่ผมรับรองได้ว่าน้องชายผมไม่มีทางทรยศหักหลังแผ่นดินตัวเองอย่างแน่นอน" หมู่เด่นตอบอย่างฉะฉานเพราะรู้ใจน้องชายของตัวเองดี ชัยเดินไปตบไหล่หมู่เด่น "ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ก็คอยดูกันไปเมื่อถึงเวลาก็คงรู็กันเองว่าเหตุผลที่ว่านั้นคืออะไร ตอนนี้ก็คงต้องปล่อยไปก่อนเื่ลงโทษตามวินัย แล้วค่อยว่ากันดีไหมครับผู้กอง" ชัยบอกกับหมู่เด่นแล้วหันมาขอความคิดเห็นจากผู้กองเดชา "อืม ก็ดีเหมือนกันขืนลงโทษตอนนี้จ่าสินคงดิ้นหลุดแน่ ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา" ผู้กองเดชาก็สั่งให้ทุกคนแยกย้าย และอย่าได้ประมาทเฝ้าเวรยามกันดีๆ
ทางด้านไอ้ดำก็วิ่งหนีตามกันไปเข้าในป่าใหญ่ ทุกคนไม่มีใครตายและได้รับบาดเข็บจากะุปืน จะมีแต่โดนหนามเกี่ยวแขนเกี่ยวขาเท่านั้น เพราะวิ่งกันอย่างอุตลุดไม่ได้เดินตามแนวที่เดินกันมาแต่ครั้งแรก ทุกคนหยุดพักนั่งหอบ แฮ่ก ๆ ๆ แทบขาดใจจนหุบปากไม่ลง "ไอ้จ่าสินมันพากเดินไปตั้งไกลแล้วนี่หว่า จะว่ามันย้อนกลับมาช่วยไอ้หมวดนั่นคงไม่ใช่แน่" ไอ้ดำบ่น "ถ้าเป็ไอ้สินกลับมาช่วย มันก้ต้องเดินมาทางที่เราเข้าไปสิวะ เพราะเราสวนกับมันก่อนเดินเข้าไป กูว่าต้องเป็พวกทหารที่เคยร่วมกับมันถล่มเราตรงคลองแม่คำนั่นแน่ๆ" ไอ้ปื๊ดเพื่อซี้ของไอ้ดำออกความเห็น "เออ...อาจเป็ไปได้ว่ะ ถ้าลำพังพวกในค่ายที่มีไม่กี่คน มันจะต้องกลัวจนคุกเข่าอ้อนวอนร้องขอชีวิตไปแล้ว แต่นี่มีกองกำลังมาโอบขนาบตีเราได้ถึงสามด้าน พวกทหารมันคงจะมากันหลายอยู่ ดีที่พวกเราหนีมากันได้โดยไม่มีใครตายไม่มีใครเจ็บ" ไอ้ดำเห็นด้วยกับไอ้ปื๊ด และยังคาดคะเนกำลังของฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย "กูก็คิดว่ามันคงจะตีชนาบมาด้านละไม่น้อยกว่าสามสิบ โชคดีที่พวกมันยังอ่อนหัดและพวกเราประสบการณ์ดีกว่าพวกมัน ไม่งั้นพวกเราคงรอดยากว่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ" พวกมันพักจนหายเหนื่อยแล้วก็เดินเข้าป่า กลับไปยังที่พักของพวกมันอย่างระโหยโรยแรง
เพล้งงงง .. เสียงแก้วไวน์แตกกระจายพื้นหินอ่อน "ฉิบหายหมดแล้ว ของที่ลำเลียงโดนกวาดไม่เหลือ คุ้มที่แม่ฟ้าหลวงก็โดนเผาจนไม่เหลืออะไรเลย ผู้ใหญ่ก็ตำหนิมาอย่างรุนแรง ครั้งต่อไปทางผู้ใหญ่เขาจะส่งคนของเขามาคุมเองและก็คุมพวกแกด้วย แล้วพวกแกจะทำหน้ายังไงกันวะ" นายอำนาจสบถดังลั่น "ผมคิดว่ายังไงก็ยากครับพี่ เพราะตอนนี้ตามที่ไอ้จ่าสินมันรายงานมาว่า มีผู้หมวดคนใหม่เข้าไปคุมแทนผู้กองหัวหน้ามันที่กำลังเจ็บอยู่ ไอ้จ่าสินมันบอกว่าทั้งฉลาดทั้งเก่งขนาดมันหลอกให้พวก ตชด.ในค่ายตามมันไปทางอื่นเกือบหมดค่าย ไอ้หมวดคนนั้นก็ยังหาทางดักและถล่มพวกลำเลียงจนได้" นายอำนวยรายงานนายอำนาจผู้เป็พี่ชาย "งั้นแกลงให้ใครไปสืบดูซิว่าไอ้หมวดนั่นมันเป็คนของใครมาจากสายไหน ถ้ามันเก่งนักก็ให้มันเข้าไปเป็เสมียนในสำนักงานตำรวจซะ" นายอำนวยยิ้มแล้วบอกว่าพี่ชายว่า "เท่าที่สืบมานะครับ มันไม่ได้เป็เด็กใครโดยตรง เรียนจบมาก็ถูกส่งเข้าป่าโดยบังเอิญ มันชื่อ ร.ต.ต.วันชัย เหนือเมฆา จะว่ามันเป็ญาติของผู็การตำรวจภาค6 ก็ไม่น่าใช่เพราะถ้าเป็มันต้องไปตกที่ดีๆ แต่นี่มันดันไปตกในป่าเหมือนพวกที่ไม่มีเส้นทั้งหลายนั่นแหละ" นายอำนวยคาดเดาไปตามเหตุผล "โอเค สงสัยต้องสร้างปาฏิหาริย์ให้มันดูหน่อยแล้ว มันจะได้รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร" ปาฏิหาริย์ที่นายอำนาจพูดถึง คงไม่พ้นการโยกย้ายอย่างฟ้าแล่บ เพื่อส่งไปให้พ้นเส้นทางธุณกิจสีดำที่ทำอยู่
บ่ายกว่าๆขุนกลับจากที่พาจุ๋มไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ในตลาด จุ๋มลงจากบิ๊กไบค์แล้วเดินเอาของเข้าไปเก็บในห้องพักของตน ขุนก็นั่งรับลมอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านติดคลองออเงิน เขาะโเรียกรถขายผลไม้ดองที่กำลังวิ่งเข้ามาในซอย ลุงคนขายผลไม้ก็รีบบึ่งเข้าไปหาขุนที่กวักมือเรียก แต่มีเสียงของผู็หญิงที่อยู่บ้านตรงข้ามะโออกมาเสียงดัง "มาขายให้หนูก่อน หนูเรียกก่อนนะลุง" ขุนหันไปมองตามเสียงนั้น เฮ้ย นั่นมันยัยนักข่าวปากเสียคนนั้นนี่หว่า เขาคิดในใจลุงคนขายผลไม้ก็มองหน้าเขาเชิงถาม เขาก็พยักหน้าให้ไปขายให้นักข่าวสาวคนนั้นก่อน "ะโเรียกใครคะคุณ" ม่ายสาวพราวเสน่ห์เดินออกมาจากบ้านแล้วถามขุน "จุ๋ม แกมาอยู่ที่นี่ได้ไง" นักข่าวสาวถามเสียงดัง "อ้าวกระแต แกมมาทำอะไรที่นี่" จุ๋มไม่ได้ตอบแต่ถามกลับ "ก็นี่บ้านชั้น กว่าแต่แกเหอะมาทำอะไรที่นี่ อย่าบอกนะว่า" พูดแล้วกรอกตาไปทางชายหนุ่มที่กำลังยืนซื้อผลไม้ดองอยู่ "บ้า..ไม่ใช่ เื่มันยาวแล้วจะเล่าให้ฟัง" จุ๋มรีบเบรคความคิดของเพื่อน "เข้าไปนั่งคุยในบ้านชั้นดีกว่า" กระแตดึงมือจุ๋มให้เดินตามเข้าไปในบ้าน จุ๋มหันไปมองทางขุน เขาก็พยักหน้าแบบไม่ขัดข้องอะไร
ผู้กองเดชาอาการดีขึ้นมากแล้วะโเรียกชัย "ผู้กองมีอะไรด่วนหรือเปล่าครับ" คำถามของชัยทำให้ผู้กองเดชาถอนหายใจยาวกว่าที่เคย "มีอะไรหรือครับ ทำไมมองหน้าผมแบบนั้น" ชัยถาม "มีคำสั่งย้ายคุณด่วน ซึ่งผมก็พยายามคัดค้านและให้เหตุผลต่างๆนาๆแล้ว แต่ไม่เป็ผล" ผู้กองเดชาบอกด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยจะพอใจกับคำสั่งของพวกผู้ใหญ่นัก "เขาสั่งย้ายผมด้วยเหตุผลอะไรครับ" ชัยเองก็ไม่ชอบใจในการกระทำที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนขอให้ได้เงินเข้ากระเป๋า ต่อให้ชาติต้องฉิบหายพวกนั้นมันก็ไม่สน "เรากวาดล้างทุกๆการลำเลียง รวมทั้งไปเผายาที่พวกมันผลิตอีกด้วย มันอาจจะโยนหมูก้อนใหญ่เข้าปากหมา แล้วพวกหมาก็หันมารุมทึ้งพวกเรา มันก็เป็แบบนี้แหละบ้านเราเมืองเรา อีกกี่ร้อยชาติถึงจะเจอคนที่รักศักดิ์ศรีจริงๆคงไม่มี" ผู้กองเดชาพูดอย่างอ่อนใจและส่งหนังสือสั่งย้ายให้กับชัย ชัยก็รับมาเปิดอ่านดูจนจบและเขาก็ต้องอ่านวนช้าๆอีกรอบ ชัยก็ยิ้มออกมาได้แย่างเต็มปากหลังอ่านจบ "แบบนี้ก็..มันส์..สิ พะย่ะค่ะ"
กรุณาอ่านตอนต่อไป ( ตอนที่ 7 )
.