บทที่ 2
ฉือเยียน
ฉือเยียน นั่นคือนามของนาง
แผ่นดินใต้หล้า ต่างขนานนาม “ฉือเยียน” ว่า...สตรีชุดแดง
เมื่อหลายสิบปีก่อนนามของฉือเยียนนี้คือประมุขพรรคมารผู้ควบรวมเหล่าผู้ฝึกยุทธ์มารทั่วใต้หล้าให้สยบยอม
นางคือหนึ่งใน สี่สุดยอดปารมาจารย์ หรือที่ผู้คนเรียกว่าสี่ปราชญ์์
นั้นคือตำแหน่งที่เอาไว้เรียกขาน คนที่แข็งแกร่งที่สุดสี่คน
นางก่อตั้ง พรรคอัคคีโลหิต ปกครองทางแดนใต้ของราชวงศ์เหยียน
ในฐานะสตรีชุดแดง นางมารอันดับหนึ่ง
ผู้คนมากมายสยบแทบเท้าของนาง แม้แต่เหล่าผู้คนที่ถูกเรียกขานว่ามารร้ายในยุทธภพพวกนั้นไม่กล้าแม้แต่หายใจต่อหน้าของนาง
ชีวิตนี้ ฉือเยียน นางรับศิษย์เพียงสามคนถ่ายทอดทุกสิ่งที่นางมีให้หมด
ศิษย์คนโต ยิ่งใหญ่ในเชิงวรยุทธ์ ราวอาวุธมีชีวิต ศิษย์คนรองเชี่ยวชาญค่ายกล พิษ และอาคม ศิษย์คนเล็ก ใกล้ชิดกับนางที่สุด ราวกับลูกสาวแท้ๆ
ทว่า…
เมื่อสิบปีก่อน
พรรคอัคคีโลหิตล้มสลาย แล้วจอมมารฉือเยียนก็ตายลง
ในราตรีนั้นท้องนภาทาบทับด้วยสีดำสนิทแต่เป็ค่ำคืนที่สว่างไสวที่สุดในพรรคอัคคีโลหิตทว่ามันเป็แสงสว่างจากเปลวไฟที่ลุกไหม้ แผดเผาสิ่งก่อสร้างภายในพรรค
แล้วก็เป็ค่ำคือนั้นที่ ฉือเยียน ถูกศิษย์ทั้งสามคนหักหลัง
ศิษย์คนโต ฟันนางจากด้านหลังด้วยกระบี่นาม ‘สังหารใต้หล้า’เป็หนึ่งในกระบี่ชั้นยอดของใต้หล้าที่นางมอบให้เองกับมือ
ศิษย์คนรอง วางค่ายกลสังหารทั่วทั้งยอดเขาสังหารคนในพรรคเหมือนกับมดแมลง เสียงกรีดร้องดังกังวาลไปทั่วขุนเขา
ส่วนศิษย์คนเล็ก มือที่เคยกุมมือเรียกนางว่า "ท่านอาจารย์แม่"บัดนี้แทงมีดนาม ‘สะบั้นใจ’ เข้าอกนางด้วยดวงตาที่เ็า
"อาจารย์... ท่านผิดเองที่คิดจะต่อต้านฟ้าดิน"
ฉือเยียนในชุดแดงเพลิง ที่มีหนึ่งกระบี่นาม ‘สังหารใต้หล้า’แทงจากด้านหลัง และมีหนึ่งมีดนาม ‘สะบั้นใจ’เข้าทรวงอก นางคลี่ยิ้มเ็า
"ต่อต้านฟ้าดิน... ข้าหรือต่อต้านฟ้าดินหรือเพียงแค่เ้าเข้าร่วมกับพวกหนอนแมลงที่ดีแต่หลบในเงาพวกนั้นเ้าก็คิดว่าพวกมันเป็ฟ้าดินงั้นหรือ?"
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงของฉือเยียนหัวเราะดังลั่นแต่ภายในเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเ็าและแค้นเคือง
“บัดนี้ข้ารู้แล้ว.. ว่าพวกเ้าเข้าร่วมกับพวกมัน”
“เช่นนั้นข้าก็รู้แล้วว่าพวกเ้า้าอันใด” นางยิ้มเ็า
ก่อนที่จะมีตำราไม้ม้วนหนึ่งเคลื่อนออกมาจากแขนเสื้อมาอยู่ที่มือของนาง
“พวกเ้าต้องผิดหวังแล้ว” ฉือเยียนแสยะยิ้ม
ศิษย์คนโตและศิษย์คนเล็ก ที่หนึ่งอยู่ด้านหน้าหนึ่งอยู่ด้านหลังดวงตาเบิกกว้าง เหมือนจะรู้เจตนาของอาจารย์ตนเอง
“ไม่!!!” เสียงร้องของทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน
ทว่าไม่สายเกินไปแล้ว…
ปราณอันแข็งแกร่งปะทุขึ้นในฝ่ามือของฉือเยียน
มันบดขยี้ม้วนตำราไม้นั้นจนแหลกละเอียดกลายเป็ผงพัดปลิวไปตามสายลม
สองศิษย์โกรธจนแทบเป็บ้า เป้าหมายของพวกเขาทั้งหมดหายไปเช่นนั้น
เสียงหัวเราะของฉือเยียนดังขึ้นอย่างสะใจ
ก่อนที่นางจะใช้โอกาสที่ศิษย์ทั้งสอง กำลังโกรธจนสติหลุดในการตอบโต้
อาภรณ์แดงของนางสยายออก ปราณภายในร่างกายะเิออกคล้ายูเาไฟปะทุ
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดันขึ้นไปทั่วยอดเขา “เปรี้ยง!!” เป็เสียงของปราณที่ะเิออกมาจากล่างฉือเยียน
ทำให้ร่างของศิษย์ชั่วทั้งสองกระเด็นออกไปพวกเขากระเด็นออกไปหลายร้อยจั้ง ก่อนจะกระอักเืออกมาเพราะได้รับาเ็
ส่วนฉือเยียน นางพุ่งหนีออกไปจากยอดเขาแล้ว
ค่ายกลที่ศิษย์คนรองวางเอาไว้ทั่วยอดเขาอยู่ตรงหน้านางมันกับโดนฉีกขาดง่ายราวกระดาษ
เงาร่างสีแดงพุ่งผ่านความมืดอย่างราตรี ทว่าเมื่อพุ่งออกมาจากยอดเขาที่ตั้งพรรคอัคคีโลหิต
ร่างเงาหลายสิบร่างปรากฏกายขึ้นราวกับว่าพวกมันคาดการณ์ว่านางจะหนีออกมาได้อยู่แล้ว
ฉือเยียนกวาดสายตามองอย่างเ็า
“จอมยุทธ์ระดับ์สามสิบคน” เสียงของนางแ่เบาเฉยชา
ร่างเงาหลายสิบร่างที่ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน พวกมันทั้งหมดไม่พูดจาอันใดพุ่งทะยานเข้าใส่ฉือเยียนที่าเ็สาหัส
ร่างแดงฉานของฉือเยียนที่เคลื่อนไหวอยู่กลางอากาศตวาดลั่น “ไสหัวไป!!”
ปราณทั่วร่างกายะเิออกมาด้วยความโกรธและแค้นเคืองร่างอาภรณ์แดงของนางปรากฏเส้นด้ายสีแดงสดที่เกิดขึ้นจากการถักทอของพลังปราณขึ้นมาหลายพันเส้น
พวกมันพุ่งจู่โจมเข้าใส่พวกที่ล้อมสังหารนาง
แล้วในครั้งนี้ก็เป็การต่อสู้ที่ใหญ่โตที่สุดในใต้หล้าครั้งนึง…
จอมยุทธ์ระดับ์ห้าสิบคน ล้อมสังหารประมุขพรรคมารหนึ่งในสี่ปราชญ์์
…
เงาราตรีปกคลุมป่าลึก เสียงลมหนาวพัดผ่านยอดไม้จนใบไม้ส่งเสียงกรอบแกรบคล้ายเสียงกระซิบของิญญาที่ไร้ที่ไป
ร่างหนึ่งพุ่งทะยานจากเงามืดฝีเท้าแม้เร่งรีบแต่กลับอ่อนแรงทุกย่างก้าว
เืสดหยดลงบนผืนดินเวิ้งว้างทิ้งรอยคราบแดงเข้มเป็ทางยาวสุดลูกหูลูกตา
ร่างนั้นคือ ฉือเยียน ในชุดแดงฉาน เปรอะเปื้อนไปด้วยเืทั้งของตนเองและของผู้ติดตามที่ตายไปในค่ำคืนนี้
ปลายผ้าคลุมขาดวิ่น ดั่งเปลวไฟที่ถูกเผาผลาญ
ฝ่ามือที่ครั้งหนึ่งเคยขาวสะอาด บัดนี้เต็มไปด้วยาแและเื
ลมหายใจที่หลุดรอดจากริมฝีปากซีดเซียวนั้นหนักหน่วงราวกับทุกเฮือกคือการเดิมพันกับชีวิต
นางฝืนร่างกายที่เ็ป ก้าวพาตัวเองไปให้ไกลจากเขาอัคคีโลหิต...
ไกลจากภาพศิษย์ทั้งสามคนที่ยืนเรียงหน้าท่ามกลางทะเลเพลิง
"อาจารย์... ถึงคราวท่านจบสิ้นแล้ว" เสียงะโที่ยังหลอกหลอนในหู
ในที่สุด ขาของนางก็ไม่อาจแบกรับร่างกายอีกต่อไป
ฉือเยียนทรุดตัวลงข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
แผ่นหลังพิงกับลำต้นหยาบกร้านรู้สึกถึงเปลือกไม้แข็งกระด้างที่กรีดทับาแเดิมจนเืไหลซึมอีกครา
แต่ความเ็ปทางกายกลับไม่เทียบเท่ากับความเย็นเยียบที่เกาะกินหัวใจของนาง
นางยกมือขึ้นช้า ๆ มองปลายนิ้วที่สั่นไหว
เืหยดจากปลายนิ้วนั้นลงบนพื้นหญ้า กลืนไปกับเงาแห่งรัตติกาล
ริมฝีปากแห้งผากของนางขยับเอ่ยเสียงเบา...
เสียงที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน นอกจากลมเย็นในค่ำคืนนี้
“เหตุใด...”
คำถามที่ไร้คำตอบราวกับล่องลอยไปพร้อมกลิ่นอายคาวเืที่โชยแตะปลายจมูกจนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดศิษย์ทั้งสามจึงเลือกทรยศแล้วไปเข้าร่วมกับคนพวกนั้น
นางไม่ดีกับพวกเขาหรือ? แน่นอนว่าไม่!นางหาสมบัติล้ำค่าของใต้หล้ามาให้พวกเขา สอนวิชาที่ที่ดีสุดของพวกเขาไม่เคยดุด่าว่าเลยแม้แต่ครั้ง
แล้วนางจะผิดต่อพวกเขาได้อย่างไร
ร่างกายของนางเย็นเฉียบ
เืไหลไม่หยุด
แต่เปลวไฟเล็ก ๆ ในใจของฉือเยียน ยังไม่ดับสิ้น
นางกำฝ่ามือแน่น กระชากเสื้อคลุมสีแดงที่เปรอะเปื้อนเืไหลย้อยหยดลงสู่พื้นดิน
"ตราบใดที่ข้ายังหายใจ..." นางเอ่ยเสียงพร่า
"...พวกเ้าทั้งสาม จะต้องชดใช้"
ดวงตาแดงฉานลืมขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องทะลุพุ่มไม้ลงมาเพียงริบหรี่
เงาใต้ต้นไม้ใหญ่เงียบงัน แต่หัวใจของนางในยามนี้ดุจอัคคีเพลิงที่เผาผลาญทุกสิ่งในความมืด