บทที่ 11 เมิ่งว่านถังทำอาหาร (รีไรต์)
หัวใจของเมิ่งว่านถังกระตุกวูบ หันกลับไปมองโกวเซิงที่ทำหน้าตาเอาจริงเอาจัง ดวงตาแดงก่ำ หัวใจก็อ่อนยวบลงทันที
“แค่เป็ไข้เท่านั้นเอง ไม่ตายหรอก อย่าคิดมากนะ ไม่เป็ไรหรอก” เมิ่งว่านถังรู้ว่าโกวเซิงก็ใมากเช่นกัน “โกวเซิง มาช่วยแม่หน่อยสิ น้องต้องวัดไข้ ลูกช่วยอุ้มน้องไว้ อย่าให้แขนข้างนี้ของน้องขยับนะ”
ความสนใจของโกวเซิงถูกเบี่ยงเบน เขาอุ้มน้องชายไว้ในอ้อมแขนอย่างคล่องแคล่ว “แบบนี้ใช่ไหมครับ?”
“ใช่แล้ว แบบนั้นแหละ โกวเซิงเก่งมาก รู้ใจแม่ที่สุดเลย” เมิ่งว่านถังไม่ค่อยเก่งเื่การปลอบเด็ก คำชมจึงดูแห้งแล้งไปมาก
ทว่าโกวเซิงกลับชอบใจ พลางเชิดคางขึ้นอย่างลำพองใจ
เมิ่งว่านถังถอนหายใจด้วยความโล่งอก เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาแขวนบนผนัง กระจกนาฬิกาแตกไปแล้ว เหลือแต่โครงเปล่า ๆ โชคดีที่นาฬิกายังใช้การได้
แค่ไม่สวยงามก็เท่านั้น
ตอนนี้มีอะไรสักอย่างที่ใช้ดูเวลาได้ก็พอแล้ว เธอไม่ได้เรียกร้องความสวยงาม
เมิ่งว่านถังไม่รู้ว่าลูกชายตัวร้อนมากเท่าไหร่ แต่คาดว่าคงไม่ต้องพาไปสถานีอนามัย เพียงแค่ต้องเช็ดตัวเพื่อลดไข้ไปพลาง ๆ ก่อน
เธอล้างหม้อแล้วเทน้ำร้อนลงไป หลังจากจุดไฟแล้วก็หันไปบอกโกวเซิงว่า “ลู่ซุ่ยเหอ แม่จะไปเด็ดอ้ายเฉ่า*[1]ข้างทางมาต้มน้ำอาบให้น้อง เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
“แม่ไปเถอะ ผมไม่กลัวแล้ว”
โกวเซิงพูดพลางกอดน้องชายแน่น ให้น้องช่วยเพิ่มความกล้าให้ตัวเอง
เมิ่งว่านถังถือไฟฉายเดินออกไปข้างนอก ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เธอต้องใช้ไฟฉายส่องทาง จะได้เด็ดอ้ายเฉ่ากลับมาได้เร็ว ๆ
ในชนบท่นี้ มีอ้ายเฉ่าเต็มไปหมดข้างทาง ไม่มีใครเห็นค่าของมันเลย
เธอยังเห็นต้นเจอเรเนียม และสมุนไพรจีนอื่น ๆ อีกมากมาย
ชนบทเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า แต่ทุกคนกลับมองว่าพวกมันเป็เพียงวัชพืช
ไม่ถึงหนึ่งนาที เธอก็เก็บสมุนไพรได้กำใหญ่ ขณะที่เธอถือสมุนไพรเตรียมจะเดินกลับ พอเลี้ยวผ่านหัวมุมถนน ก็เห็นผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาจากตรอก
ผู้ชายคนนั้นรูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อแขนสั้นติดกระดุมแค่เม็ดเดียว เผยให้เห็นแผงอกล่ำสัน
ผิวสีแทนเปล่งประกาย เห็นกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า ดูแข็งแรงบึกบึน ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าต้องแข็งแรงมากแน่ ๆ
สมกับเป็นิยายอีโรติกจริง ๆ ไม่ว่าจะมีผู้ชายคนไหนปรากฏตัวขึ้นมา ไม่ว่าจะหน้าตาเป็แบบไหน ล้วนไม่คำนึงถึงหน้าตา ทว่าร่างกายภายใต้ร่มผ้านั้นกลับยอดเยี่ยมเสมอ
แต่ร่างกายแบบนี้ก็ยังเทียบชั้นกับลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้
เมิ่งว่านถังเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ผู้ชายคนนั้นผมสั้นเกรียน มองเผิน ๆ จะเห็นหนังศีรษะสีเขียวอ่อน ใบหน้าคมคายชัดเจน ดุดันเล็กน้อย แถมยังดูโเี้นิด ๆ ถือว่าไม่เลวทีเดียว มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการแต่งกาย
แต่ก็ยังดูดีสู้ลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้
เธอรีบกลับบ้านไปต้มน้ำอาบน้ำให้เสี่ยวพ่างเพื่อช่วยลดไข้ เลยปรายตามองเพียงแค่แวบเดียว จากนั้นก็ละสายตากลับมา พลางก้าวขาเร่งผ่านผู้ชายคนนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่าร่างกายของผู้ชายคนนั้นเกร็งขึ้น ทั้งยังมองมาที่เธอด้วยสายตาระแวดระวัง
ฮั่วตงเซิงหันกลับไปมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เห็นว่าร่างนั้นเป็เมิ่งว่านถังจริง ๆ ก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
ตลอดครึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา เมิ่งว่านถังมักจะปรากฏตัวต่อหน้าเขาโดยบังเอิญบ้างและไม่บังเอิญบ้าง อีกทั้งสายตาก็ราวกับอยากจะกินเขาเข้าไปทั้งตัว
แต่วันนี้กลับเปลี่ยนท่าทีไปแล้ว?
ฮั่วตงเซิงนึกถึงภรรยาที่รออยู่ที่บ้าน หัวใจเขาร้อนรุ่ม รีบเดินกลับบ้านอย่างเร่งรีบ
ท้องฟ้ามืดสนิท
เมิ่งว่านถังล้างอ้ายเฉ่าในลานบ้านท่ามกลางความมืด จากนั้นก็โยนลงหม้อต้มทันที
เธอเข้าไปในบ้านก็พบว่าโกวเซิงไม่ได้เปิดไฟ จึงยื่นมือไปเปิดไฟ แล้วดูเวลา ผ่านไปแปดนาทีแล้ว
“มา แม่ขอดูปรอทวัดไข้หน่อย”
38.4 องศา ยังดีที่ไม่สูงมาก สามารถเช็ดตัวลดไข้ได้
เด็กคนนี้ตกลงไปในแม่น้ำ ส่วนโกวต้านก็ะโลงไปพร้อมกับโกวเซิงเพื่อช่วยกันดันน้องชายขึ้นมา ถ้าโกวต้านโชคไม่ดีถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดออกไป แถมยังดิ้นรนในน้ำนานขนาดนั้น เธอคิดว่าเด็กทั้งสองคนก็คงไม่ป่วยแบบนี้
โกวต้านตกน้ำ โกวเซิงที่อุ้มน้องชายก็ใจนทำตัวไม่ถูก จึงลืมถอดเสื้อผ้าให้เสี่ยวพ่าง
“แม่ เสี่ยวพ่างตัวร้อนมากไหม?” โกวเซิงถามอย่างกังวล
เมิ่งว่านถังส่ายหัว “ไม่สูงมาก ไม่ต้องไปฉีดยาที่อนามัย เดี๋ยวแม่จะพาน้องไปอาบน้ำ แล้วนอนพักสักหน่อยก็ไม่เป็ไรแล้ว”
เด็กมีไข้ ไม่ได้ง่ายอย่างที่เมิ่งว่านถังพูดเลย
ตอนนี้ไม่มียาลดไข้สำหรับเด็ก โดยทั่วไปแล้ว สถานีอนามัยจะจ่ายยาสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งเม็ด แล้วแบ่งออกเป็สี่ส่วน บดหนึ่งในสี่ส่วนเป็ผง แล้วป้อนให้เด็กกิน
เมิ่งว่านถังรู้ดีว่าถ้าเด็กตัวร้อนไม่เกิน 38.5 องศา ถ้าไม่จำเป็ต้องให้ยา ก็ให้พยายามหลีกเลี่ยงเื่นี้ให้ได้มากที่สุด
“แล้วพี่ล่ะครับ?”
“พี่ชายก็ไม่เป็ไรแล้ว เขาโตแล้ว ไปฉีดยาแค่เข็มเดียว คืนนี้ก็กลับมาได้แล้ว” การที่เมิ่งว่านถังพูดแบบนี้ก็เพื่อปลอบโกวเซิง แต่ความจริงแล้ว โกวต้านน่าจะต้องอยู่ที่สถานีอนามัยหนึ่งคืน
ในกรณีที่ฤทธิ์ยาหมดแล้วเกิดมีไข้อีกในตอนเช้า ก็ต้องไปอีกรอบ
โกวเซิงโล่งใจแล้ว
เสี่ยวพ่างมีไข้ เมิ่งว่านถังจึงถอดเสื้อผ้าของลูกชายออก แต่ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้ ปล่อยให้เ้าตัวน้อยนั่งเล่นบนเตียงด้วยก้นเปลือยเปล่า
เมิ่งว่านถังเอื้อมมือลูบหัวของโกวเซิงอีกครั้ง โกวเซิงพูดอย่างอึดอัด “ผมไม่เป็ไร”
“ถ้าไม่ไหวก็บอกแม่ เข้าใจไหม?”
เมิ่งว่านถังพบว่าเด็กคนนี้เฉลียวฉลาด รู้ความ แถมยังอ่อนไหวเป็พิเศษ และขาดความอบอุ่นเป็อย่างมาก
“ผมดูน้องเอง แม่ไปทำอย่างอื่นเถอะ” โกวเซิงพูดด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าเด็กคนนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
เมิ่งว่านถังยิ้มบาง ๆ หันหลังเดินเข้าไปในครัว ตักข้าวฟ่างออกมาชามเล็ก ๆ ซาวน้ำแล้ววางพักไว้
ข้างนอกมีเตาเล็ก ๆ อีกเตาหนึ่ง เป็เตาเย็นเช่นกัน
มันคือเตาที่ใช้ทำอาหารใน่ฤดูร้อน
บ้านของพวกเขาเป็บ้านชั้นเดียวสองห้อง ทั้งเล็กและทรุดโทรม ทั้งยังระบายความร้อนได้ไม่ดีอีกด้วย
ถ้าก่อไฟเพิ่มอีก ห้องนี้คงอยู่ไม่ได้แน่ ๆ
เมิ่งว่านถังกำลังต้มโจ๊กบนเตาข้างนอก
เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปในบ้าน ชงน้ำตาลแดงหนึ่งกาใหญ่ พักไว้ข้างนอกให้เย็น จากนั้นก็ยกกะละมังเหล็กใบใหญ่ที่ใช้ซักผ้าเข้าไปในบ้าน ตักน้ำในหม้อออกมา ผสมน้ำเย็นให้เข้าเล็กน้อย แล้วอาบน้ำให้เสี่ยวพ่าง
เสี่ยวพ่างแช่น้ำประมาณยี่สิบนาที ก่อนที่เมิ่งว่านถังจะอุ้มเขาเข้าไปในบ้าน
ไม่รู้ว่าเป็เพราะตอนที่เขาเกิดแรก ๆ ถูกเ้าของร่างเดิมทอดทิ้ง หรือเป็เพราะตอนเด็ก ๆ เขาเป็ไข้แต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เสี่ยวพ่างจึงคล้ายเด็กไม่ปกติที่ติดคนมาก เชื่อฟังเป็พิเศษ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยพูด
คนข้างนอกต่างพากันเรียกเด็กคนนี้ว่าเด็กใบ้
เมิ่งว่านถังรินน้ำตาลแดงใส่ถ้วยเล็ก ๆ สองใบ แล้ววางไว้ตรงหน้าโกวเซิงหนึ่งชาม
โกวเซิงถึงกับอึ้ง ไม่อยากเชื่อว่าจะมีส่วนของตัวเองด้วย
เขาเลียริมฝีปาก ส่ายหน้าพูดว่า “ผมไม่ดื่มหรอก เก็บไว้ให้น้องกินเถอะ”
“มีทั้งคู่นั่นแหละ! นี่เป็น้ำตาลทรายแดง ไม่ใช่ยานะ” เมิ่งว่านถังก้มหน้าป้อนน้ำตาลทรายแดงให้เสี่ยวพ่างดื่ม แต่หางตากลับมองโกวเซิง “รีบดื่มเร็วสิ ถ้าเกิดมันเย็นชืดขึ้นมาแม่ก็เสียแรงเปล่าสิ”
โกวเซิงโตมาขนาดนี้ กลับไม่เคยดื่มน้ำตาลทรายแดงมาก่อน จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติเป็อย่างไร
เขาถือชามไว้ ดื่มไปเพียงคำเล็ก ๆ แล้วอมไว้ในปาก ไม่ยอมกลืนลงคอไปสักที
เมิ่งว่านถังมองภาพตรงหน้าอย่างะเืใจ
โจ๊กใกล้จะสุกได้ที่แล้ว
เมิ่งว่านถังลุกขึ้น พลางตักโจ๊กใส่ชาม แล้ววางไว้ในอ่างเพื่อให้เย็นลง จากนั้นก็ตักโจ๊กแยกออกมาสองชามสำหรับเด็กทั้งสอง หยิบผักดองเค็มสีแดงออกมาหนึ่งชิ้น หั่นเป็ชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในชามเล็ก แล้วถือเข้ามาในห้อง
“โกวเซิง กินโจ๊กสักหน่อยนะ พอกินเสร็จก็รีบนอนซะ” เธอไม่มีเวลาทำอาหารอย่างอื่นแล้ว
โกวเซิงยังดื่มน้ำตาลทรายแดงไม่หมด เด็กน้อยมองดูโจ๊กข้าวฟ่างที่เหนียวนุ่มและส่งกลิ่นหอมฟุ้ง รู้สึกว่าชีวิตนี้ราวกับความฝัน
“เสี่ยวพ่าง กินโจ๊กเสร็จแล้วนอนนะลูก”
เ้าตัวน้อยช่างว่านอนสอนง่าย
นั่งอยู่ตรงนั้นท้ังยังกินข้าวด้วยตัวเอง เขากินคำหนึ่ง เมิ่งว่านถังก็ให้รางวัลเป็ผักดองเค็มหนึ่งชิ้น เ้าตัวน้อยกินโจ๊กไปครึ่งชาม ไม่นานก็หลับไป
เมิ่งว่านถังกล่อมเสี่ยวพ่างจนหลับ แล้ววัดอุณหภูมิร่างกายสักครู่
โชคดีที่ไข้ลดลงแล้ว
ในหม้อยังมีน้ำร้อนอยู่ เธอจึงตักน้ำทั้งหมดออกมาให้โกวเซิงอาบ
โกวเซิงเขินอาย ไม่ยอมให้เธอช่วย
เมิ่งว่านถังจึงหยิบเสื้อผ้าของเด็ก ออกไปที่ลานบ้านเพื่อจะซักมัน
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงคนะโมาจากหน้าบ้าน “แม่โกวต้าน อยู่บ้านไหม?”
“อยู่จ้า!”
เมิ่งว่านถังลุกขึ้นเดินออกไป
ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งถือไฟฉายอยู่ในมือ ไม่รู้ว่าเธอส่องยังไง แสงไฟถึงส่องจากล่างขึ้นบน ดูแล้วขนลุก แถมยังร้องไห้เสียงสั่นเครือว่า “แม่โกวต้าน ฉันเอง...”
[1] อ้ายเฉ่า (艾草) หรืออ้ายเย่ (艾叶) เป็พืชในตระกูลดาวเรือง สามารถชำรุงร่างกายเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรคและป้องกันโรคได้ เช่น โรคไข้หวัดหรือโรคระบาดต่าง ๆ ได้อีกด้วย