หลังเลิกเรียนสองสามวันมานี้ ผมไม่ได้ไปที่อื่นเลยนอกจากหอพักนักกีฬาเพราะสีฝุ่นยังหยุดเรียนอยู่ แต่ตอนนี้อาการมันดีขึ้นมากแล้วและคิดว่าพรุ่งนี้คงจะไปเรียนไหว
“เอ้า...ทำไมมารวมกันอยู่ตรงนี้ล่ะ” ผมหยุดคุยกับแก๊งรักบี้ที่ยืนออกันอยู่หน้าห้องตัวเอง
“ก็ไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้หรอกฟ่า...แต่ไม่อยากเป็ก้างขวางคอคนป่วยว่ะ” ธีร์ตอบผมก่อนใครด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย พลางนั่งลงพิงประตูห้องของแบงก์
“ก้างขวางคอห่าอะไรล่ะ กูว่าอยู่เป็กรรมการห้ามมวยมากกว่า” เอ็มค้าน
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
“แฟนไอ้ฝุ่นมา” โจไขข้อสงสัยของผม
“อ๋อ...งั้นเหรอ” ผมคิดว่าตัวเองมาผิดจังหวะไปหน่อย ผมควรจะกลับเลยดีกว่า
“เออ เพราะไอ้เชี่ยแบงก์นี่แหละ ที่เ้ากี้เ้าการโทรไปเซ้าซี้เขาน่ะ”
“กูก็แค่หวังดี...มันงอนกันอยู่เผื่อจะได้ดีกันไง”
“ดีห่าอะไร กูว่าไอ้ฝุ่นจะอาการทรุดมากกว่าเดิมล่ะสิไม่ว่า” โจเอ็ดใส่แบงก์แบบจริงจังกว่าทุกที
“แฟนฝุ่นมาก็ดีแล้ว มันจะได้มีคนดูแล ฝุ่นก็คงดีใจด้วย”
“ดีใจเก้อน่ะสิไอ้ฟ่า...ทำท่าเหมือนว่าโดนพวกกูบังคับมาอย่างนั้นแหละ ไม่ค่อยคุยกับไอ้ฝุ่นด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะงอนห่าอะไรนักหนา คนป่วยอยู่แท้ ๆ ป่วยก็เพราะตัวเองนั่นแหละ!”
“มึงจะโมโหอะไรนักหนาฮะไอ้โจ มึงเป็แม่ไอ้ฝุ่นหรือไง...ทำตัวเป็แม่ผัวเกลียดลูกสะใภ้ไปได้”
แม้จากสีหน้าและอารมณ์ของทุกคนจะดูเคร่งเครียดมากกว่าปกติ แต่ผมก็อดขำคำด่าของแบงก์ไม่ได้
“เออ! ถ้ากูเป็แม่มันจริง ๆ กูจะบอกให้มันหาเมียใหม่เลย”
“ไอ้เชี่ย! พูดเบา ๆ หน่อย เดี๋ยวไอ้ฝุ่นก็ได้ยินหรอก” ไมค์หันมาจุ๊ปากใส่โจที่ท่าทางจะไม่พอใจวีมาก
“ให้มันได้ยินบ้างก็ดี”
“เออ กูก็ว่างั้น...ให้มันรู้ตัวบ้างก็ดีนะว่ามันหลงแฟนเกินไปแล้ว” ธีร์เห็นด้วย
“เฮ้อ...พูดไปก็เท่านั้นแหละ มันฟังใครที่ไหน ไม่เห็นเวลามันพูดถึงวีหรือไง...วีดีอย่างนั้น วีดีอย่างนี้ กูไม่อยากจะบอกเลยว่ามันนั่นแหละที่เรียกว่า ‘ดี’ ไม่ใช่แฟนมันหรอก” เอ็มเสริมอีกคน
“พอ ๆ พวกมึงมานั่งนินทาแฟนเพื่อนได้ไงวะ ตอนนี้ไอ้ฝุ่นมันคงสบายใจแล้วที่ได้คุยกับแฟน พวกมึงอย่าไปทำให้มันหนักใจเพิ่มเลย”
“โห! ไอ้แบงก์กูจะบอกให้นะว่าคนที่ทำให้ไอ้ฝุ่นสบายใจคือไอ้ฟ่าที่ยืนหัวโด่อยู่นี่ต่างหาก มันดูแลไอ้ฝุ่นดีกว่าพวกเราซะอีก ถ้าไม่ได้มันป่านนี้ไอ้ฝุ่นนอนป่วยตายอยู่ที่ห้องแล้วมั้ง”
“กูไม่ได้ทำอะไรขนาดนั้นหรอก” ผมรีบแย้งไมค์ เมื่อโดนเอาไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงในห้อง
“มึงทำอะไรตั้งเยอะ ไม่ต้องมาถ่อมตัวหรอก ตอนแรกกูคิดว่าไอ้ฝุ่นคงจะซึมหนักกว่าเดิมที่ป่วยแล้วแฟนไม่โผล่มาเยี่ยม ไม่ยอมรับสายมันด้วยซ้ำ แต่พอเห็นไอ้ฝุ่นอยู่กับมึงมันก็ดูปกติดี ถึงพวกมึงเพิ่งจะรู้จักกัน แต่พวกกูยอมรับเลยว่ามึงเป็เพื่อนที่ดีมากจริง ๆ ใครอยู่ด้วยก็คงรู้สึกโชคดีที่มีมึงเป็เพื่อนทั้งนั้นแหละ”
คำชมของโจทำให้ผมพูดไม่ออก...ไม่ใช่เพราะหลงกับคำชื่นชมของเพื่อนหรอกนะครับ ผมรู้ดีว่าตัวเองทำให้ฝุ่นรู้สึกดีขึ้นก็จริงแต่คงไม่ดีเท่าคนรักที่อยู่กับเขาตอนนี้หรอก ผมอาจจะเปลี่ยนจากแค่คนรู้จักกลายเป็เพื่อนรักได้ แต่ก็ไม่มีวันเปลี่ยนเป็อื่นได้อีกแล้ว...ไม่ว่าผมจะทำให้ฝุ่นรู้สึกดีขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม
“พวกมึงหยุดพูดได้แล้ว...พวกมึงจะทำให้ไอ้ฟ่าลำบากใจไปด้วยนะเว้ย จะให้มันเกลียดวีไปด้วยหรือไงวะ”
“กูไม่เกลียดใครง่าย ๆ หรอก ไม่ต้องห่วง” ผมบอกทุกคนให้สบายใจด้วยรอยยิ้มเหมือนว่าผมเป็ปกติดี
แอ๊ด~
เสียงประตูด้านหลังพวกเราเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวดูดีคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องของฝุ่น ทุกคนจับจ้องเธอเป็ตาเดียว เหมือนกับผมที่ยืนนิ่งไม่อยากเชื่อว่า ‘เธอ’ คือคนรักของฝุ่น...
...ผู้หญิงฉาบฉวยในคืนนั้นที่คลับ...
แม้ว่าเธอจะไม่ได้แต่งแต้มใบหน้าจิ้มลิ้มด้วยสีสันจัดจ้าน การแต่งกายก็ไม่ได้เปรี้ยวจี๊ดเหมือนคืนนั้น แต่ผมก็จำเธอได้ติดตา...เธอคือผู้หญิงคนนั้นที่ผมกับไอ้เตี๋ยวนั่งดูความสัมพันธ์ฉาบฉวยของเธอกับชายหนุ่มอีกคน
“เรากลับก่อนนะ” เธอเดินเข้ามาบอกพวกผมด้วยหน้าตาเฉยชา ก่อนจะหันมาเห็นผมที่ยืนอยู่ในกลุ่มด้วย “แล้วนี่...” เธอหันไปถามแบงก์
“อ๋อ...นี่ยูฟ่าเพื่อนต่างคณะน่ะ คนที่ช่วยดูแลไอ้ฝุ่นนั่นแหละ”
“อ๋อ...ขอบคุณนะคะ ที่อุตส่าห์มาช่วยดูแลฝุ่น” เธอส่งยิ้มหวานให้ผม ถ้าผมไม่รู้ว่าเธอเป็ใครผมคงรู้สึกดีกว่านี้กับรอยยิ้มของเธอ
“ไม่เป็ไรครับ ผมเต็มใจเพราะมันไม่ได้หนักหนาอะไรเลย”
“ยังไงก็ต้องขอบคุณแหละ วีไม่ว่างมาดูแลฝุ่นเลย ยังไงก็ฝากยูฟ่าหน่อยนะคะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ฝุ่นมันมีเพื่อนดี ๆ ทั้งนั้น พวกนี้ดูแลไอ้ฝุ่นดีกว่าผมอีก” ผมรู้สึกว่าวีเองก็ดูไม่ค่อยพอใจเพื่อนของฝุ่นเหมือนกัน ผมก็เลยพูดเข้าข้างพวกมันซะเลย เพราะจากการกระทำที่ผมรู้เห็นมา เธอไม่ใช่คนที่ฝุ่นควรจะรักสักนิดเดียว
“เหรอคะ...งั้นวีขอตัวก่อนนะ พอดีมีธุระต้องไปทำน่ะ”
“ครับ ตามสบาย”
“ไปก่อนนะ” เธอลาทุกคนอีกครั้ง หันมายิ้มครั้งสุดท้ายให้ผมแล้วเดินจากไป
“กูไม่เห็นเขายิ้มแบบนั้นให้พวกกูมานานแล้วนะ” โจบอกกับผม
“มึงก็ช่างจิกกัด” แบงก์ที่มองโลกในแง่ดีสุดในกลุ่มยื่นมือไปผลักหัวโจ ส่วนผมก็เพียงแค่ส่งยิ้มให้เท่านั้น
“กูจะจิกจนกว่าไอ้ฝุ่นมันจะหาเมียใหม่สักทีนั่นแหละ กูยอมรับนะเว้ยว่าเมื่อก่อนวีอาจจะเป็คนดี แต่สองปีที่ผ่านมา...กูว่าเขาเริ่มเปลี่ยนไปว่ะ”
“ยังไงเหรอ” จากที่ไม่อยากรู้อยากเห็นแต่พอรู้ว่าเธอทำอะไรลับหลังฝุ่น ผมก็เลยอยากรู้ขึ้นมา
“ชอบชวนทะเลาะน่ะสิ อยากได้โน่นได้นี่จนไอ้ฝุ่นต้องพยายามหามาประเคนให้”
คำบอกเล่าของโจทำให้ผมนึกถึงคืนนั้นที่เธอยอมกินเหล้าหลายแก้ว เพื่อแบงก์พันที่ไอ้ผู้ชายคนนั้นยัดใส่เกาะอกของเธอ เทียบกับสีฝุ่นที่ทำงานมากมายเพื่อเอามาดูแลแฟนตัวเอง มันทำให้ผมรู้สึกเกลียดชังอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ผู้ชายที่พยายามทุ่มเทให้ผู้หญิงสักคนจนหมดทั้งชีวิต เพื่อ้าเพียงความซื่อสัตย์จากคนที่รัก แต่ดูเหมือนว่าความพยายามนั้นจะกลายเป็เพียงของตายที่เธอจะทิ้งขว้างยังไงก็ได้
“กูขอคุยธุระกับฝุ่นหน่อยได้ไหม” ผมตัดสินใจบอกกับทุกคน
“อ้าว...มึงมีธุระกับมันเหรอ แล้วก็ไม่บอกั้แ่แรก พวกกูจะได้ไม่ชวนคุยให้เสียเวลา”
“เออ...มึงเข้าไปคุยเหอะ เดี๋ยวพวกกูไปหาอะไรกินกันก่อนก็ได้”
“อืม”
พอทุกคนไปแล้วผมก็เดินเข้ามาในห้อง ทันเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของฝุ่นที่รีบปรับสีหน้าแววตาของตัวเองให้เป็ปกติเช่นเดิม ถ้าเป็ธรรมดาผมคงไม่ถามอะไรและคงปล่อยผ่านไป แม้จะเป็ห่วงแค่ไหนก็ตาม แต่ครั้งนี้ผมคิดว่าควรบอกสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นมาให้คนที่ผมแคร์ได้รู้บ้าง ในเมื่อเพื่อน ๆ ของมันก็อยากพูดเื่นี้มากพอ ๆ กับผม แต่คงไม่มีใครรู้เื่ที่วีนอกใจสีฝุ่นหรอก ไม่อย่างนั้นโจคงพูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นเื่นี้คงไม่มีใครพูดได้เท่าผมซึ่งเห็นมาเองกับตา
“มึงทะเลาะกับวีเหรอ”
“...ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“พวกนั้นบอกว่าเขาไม่คุยกับมึง...มึงโอเคหรือเปล่า”
“พอพวกมันออกไปเขาก็คุยแหละ”
“เื่?”
“มึงเป็อะไรปะเนี่ย...ปกติกูไม่เห็นมึงจะสนใจเื่ของคนอื่นขนาดนี้เลย”
“แล้วกูสนใจได้หรือเปล่าล่ะ หรือถ้ามึงคิดว่ากูยุ่งวุ่นวายเกินไปก็ไม่ต้องตอบก็ได้”
“เฮ้ย...กูยังไม่ได้ว่าอะไรเลย กูก็แค่แปลกใจ กลัวว่าเล่าอะไรไปมาก ๆ มึงจะรำคาญเปล่า ๆ”
“ถ้ารำคาญกูก็ไม่ถามหรอก”
“อือ...คือกูกับวีทะเลาะกันนิดหน่อยว่ะ วันก่อนแข่งกูมีงานพิเศษเข้ามาพอดี แล้วมันก็เงินดีด้วย...กูก็เลยตกลงรับปากไปทำงาน แล้ว...กูก็ลืมว่ามันเป็วันครบรอบห้าปีของกูกับวี”
“เขาก็เลยโกรธมึงเหรอ”
“อือ...กูผิดเองแหละ คบมาตั้งห้าปียังเสือกลืมอีก”
“มึงลืมเพราะมัวแต่ทำงานหาเงินให้เขาใช้ไง” ผมพูดแบบไม่เกรงใจเหมือนอย่างเคยทำให้ฝุ่นจ้องมองผมด้วยความแปลกใจ
“พวกไอ้โจพูดอะไรให้มึงฟังหรือเปล่า...อะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับวีน่ะ มันไม่จริงหรอก พวกมันก็แค่เป็ห่วงกูเกินไปเท่านั้นเอง”
“อือ...พวกมันอาจจะพูดอะไรเพราะเป็ห่วงมึง แล้วมึงล่ะ...ไม่เป็ห่วงตัวเองบ้างหรือไง”
“ห่วงอะไรวะ”
“ก็การที่มึงพยายามทำทุกอย่างให้เขาจนไม่ห่วงตัวเองแบบนี้ไง มึงไปตามง้อเขาจนต้องป่วยแบบนี้ มันดีกับมึงแล้วเหรอฝุ่น...มันจะคุ้มเหรอวะ”
“ต่อให้มากกว่านี้มันก็คุ้มสำหรับกู...กูเป็ผู้ชายก็ต้องดูแลคนที่กูรัก มันก็เป็เื่ธรรมดานี่หว่าฟ่า พวกมึงอาจจะเห็นว่าวีร้องขออะไรกูมากมาย แต่ถ้าเทียบกับความลำบากและความช่วยเหลือที่กูได้รับจากเขาั้แ่ที่คบกันใหม่ ๆ กูบอกเลยว่าแค่นี้มันน้อยมากสำหรับกู”
“ถ้าอย่างนั้นทุกอย่างที่มึงทำก็เพื่อตอบแทนสิ่งที่เขาเคยทำให้มึงงั้นเหรอ”
“เปล่า...แต่กูรักเขา แล้วเขาก็รักกู มันเป็เื่ง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็เห็นกันอยู่แล้วรึเปล่าวะ ไม่งั้นกูจะคบกันมาถึงวันนี้เหรอ”
“งั้นก็หมายความว่าการแสดงออกของวี มันชัดเจนมากว่าเขารักมึงใช่ไหม”
“ใช่”
“แล้วถ้าเขาแสดงอะไรที่มันชัดเจนว่าไม่รักมึง...มึงจะเชื่อหรือเปล่าวะ”
“มึง...หมายความว่าไง”
จากที่พูดคุยกันแบบสบาย ๆ ตอนนี้ผมจับอารมณ์ในน้ำเสียงของฝุ่นได้ ว่ามันเริ่มไม่พอใจที่ผมพูดในแง่ลบเกี่ยวกับวี
“กูไม่ได้หมายความว่าอะไร แต่กูจะบอกว่ากูเห็นอะไรมากกว่า”
“มึงเห็นอะไร...”
“วันที่มึงไปง้อเขา มึงได้เจอเขาหรือเปล่า”
“กูไปตอนดึกแล้ว...เขาก็คงหลับไปแล้วนั่นแหละ”
“เขาหลับหรือเขาไม่อยากเจอมึง”
“เขาโกรธกูอยู่นี่หว่า...ก็ไม่แปลกที่เขาจะไม่ยอมเจอหน้ากู” ในที่สุดมันก็ยอมรับว่ามันไม่ได้เจอวี แม้จะดั้นด้นขี่รถตากฝนไปไกลขนาดนั้นก็ตาม
“เขาบังคับมึงให้ไปหาแต่พอไปถึงเขากลับไม่ยอมเจอหน้ามึงเนี่ยนะ กูว่าไม่ใช่เพราะเขาโกรธหรอก แต่เพราะเขาไม่อยู่ที่ห้องแล้วมากกว่า”
“มึงพูดอะไรเนี่ย”
“กูก็พูดเื่ที่เห็นมากับตาไง วันก่อนแข่งรักบี้ของมึง คืนนั้นกูอยู่กับเพื่อนที่คลับ เจอผู้หญิงคนนึงกินเหล้าเมามายอยู่กับผู้ชายฝูงใหญ่ ยอมกินเหล้ามากมายเพียงเพื่อแลกกับแบงก์พันไม่กี่ใบ ที่สำคัญ...ผู้หญิงคนนั้นยังนัวเนียกับผู้ชายในกลุ่มจนกูคิดว่าเขาคงเป็แฟนกัน หรือไม่ก็เป็พวกรักสนุกที่มักเจอบ่อย ๆ ตามที่อโคจรนั่นแหละ”
“...”
ฝุ่นนิ่งเงียบไม่แม้แต่จะถามอะไรสักคำเดียว ผมรู้ว่ามันเป็คนฉลาดพอที่จะรู้ว่าผู้หญิงที่ผมพูดถึงคือใคร
“มึงอยากรู้ไหมล่ะ ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร...ใครที่กูอาจจะรู้จักก็ได้”
“ถ้ามึง...มีแค่คำพูดเลื่อนลอย...กูว่ามึงไม่ควรเอาไปพูดกับใครแบบนี้นะ เพราะมันคงไม่ดีสำหรับมึงและคนที่เขาถูกพูดถึงด้วย” ฝุ่นพูดทุกคำออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ไม่เหมือนคนที่ผมรู้จักเลย
“มึงจะบอกว่า...มึงไม่เชื่อกูสินะ”
“กูไม่เชื่ออะไรที่ไม่มีหลักฐานต่างหาก...ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อมึง”
“หึ...แต่มึงก็เชื่อแฟนตัวเองมากกว่า ทั้งที่เขาไม่ซื่อสัตย์กับมึงเลยเนี่ยนะ”
“มึงไม่มีสิทธิ์มาตัดสินวีแบบนี้นะไอ้ฟ่า!” ดูเหมือนว่าผมจะข้ามเส้นเกินไปแล้ว ถึงทำให้สีฝุ่นลุกขึ้นนั่งและตะคอกใส่ผมแบบไม่ไว้หน้า
“กูไม่เคยตัดสินใครเพราะอคติหรือคิดไปเองหรอกนะ แต่เพราะกูเห็นในสิ่งที่มึงไม่เห็นต่างหาก และกูก็คิดว่ามึงเป็เพื่อนที่กูต้องบอก ไม่ว่ามึงจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม”
“ถ้ารู้ว่ากูจะไม่เชื่อ มึงจะบอกทำไมวะ!”
“เพราะอย่างน้อยกูก็คิดว่ามันน่าจะทำให้มึงมีสติยั้งคิดกว่านี้ไง ไม่ใช่ว่าทุ่มเทให้เขาจนไม่ห่วงตัวเองขนาดนี้!”
“กูจะห่วงไม่ห่วงตัวเองมันเกี่ยวอะไรกับมึงวะ!”
“ก็เพราะมึงเป็เพื่อนกูไง!”
“ถ้ามึงเป็เพื่อนกูจริง มึงไม่มาพูดอะไรพล่อย ๆ แบบนี้หรอก!”
“ถ้ากูรู้ว่าเขาเป็แฟนมึง กูคงจะถ่ายทั้งรูปทั้งคลิปมาให้มึงดูเป็หลักฐานแล้ว แต่เพราะกูคิดว่ามึงเห็นกูเป็เพื่อน...เพื่อนที่มึงจะเชื่อคำพูดของกูบ้าง”
“กูเพิ่งรู้จักกับมึงไม่กี่เดือน จะให้กูเชื่อมึงทุกอย่างเลยหรือไง!”
“ไม่กี่เดือนที่กูไม่เคยโกหกมึง กับห้าปีที่เขาโกหกมึงมาตลอด มึงคิดว่าคนไหนที่หวังดีกับมึงวะ!”
“กูไม่รู้หรอกว่ามึงหวังดีหรือหวังเหี้ยอะไร แต่ที่แน่ ๆ กูว่ากูรู้จักวีมากกว่าที่รู้จักมึงไอ้ฟ่า!”
“มึง...มึงคิดว่ากูจะได้เหี้ยอะไรจากมึงเพราะเื่นี้วะ” ผมถามอย่างไม่อยากเชื่อว่ามันจะคิดอะไรแบบนี้
“กูจะไปรู้เหรอ...กูไม่เข้าใจความหวังดีของไอ้พวกเพียบพร้อมอย่างมึงหรอกนะ มึงอาจจะไม่เคยต้องลำบากหรือผ่านเวลาที่เลวร้ายอย่างกู มึงก็เลยไม่เข้าใจว่าการที่มีใครสักคนคอยเข้าใจและยืนอยู่เคียงข้าง มันสำคัญขนาดไหน...และคนที่ยืนอยู่ข้างกูมาตลอดห้าปีก็คือวี ไม่ใช่มึงที่กูเพิ่งรู้จัก!”
คำพูดของคนซื่อพุ่งเข้าบาดลึกลงไปในความรู้สึกของผม แบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีคำพูดของใครทำร้ายผมได้มากขนาดนี้
ใช่...ฝุ่นพูดถูก...ผมไม่รู้ว่ามันผ่านอะไรเลวร้ายในชีวิตมาบ้าง แต่มันก็น่าจะรู้ดีกว่าใครว่าผมไม่เคยหวังร้ายกับมัน
คำพูดขอบคุณและเกรงอกเกรงใจมากมายที่มันเคยพูดมาตลอดทุกครั้งที่ผมหยิบยื่นน้ำใจให้ ดูไร้ความหมายในทันทีเพราะคำพูดเมื่อครู่นี้ ผมคงคิดไปเอง...คิดไปเองว่าผมจะมีความสำคัญพอที่จะพูดเื่นี้กับมันได้ แต่เปล่าเลย...ผมไม่ได้สำคัญไปกว่าคนที่มันรักหรอก แม้ว่าคนคนนั้นจะหลอกลวงและเลวร้ายขนาดไหน มันก็ไม่ทำให้ผมดูเป็คนสำคัญขึ้นมาได้เลย
“กู...ขอโทษแล้วกัน...ที่รู้จักมึงช้าไปหน่อย แต่มึงควรรู้ไว้ว่าเขาไม่ได้รักมึงแล้ว”
แม้สุดท้ายแล้วฝุ่นอาจจะเกลียดผม และความเป็เพื่อนของเราจะต้องจบลง แต่ผมก็ยังยืนยันที่จะพูดแบบนี้ อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ปล่อยเื่นี้ให้มันผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย ผมคงทนเห็นสีฝุ่นโดนหลอกต่อไปไม่ได้...เหมือนกับผมที่เคยเ็ปและพ่ายแพ้เพราะคำรักที่หลอกลวงมาก่อน
“รักหรือไม่รัก...กูจะััมันด้วยความรู้สึก ไม่ใช่คำพูดของคนอื่น และตอนนี้มึงก็เป็ ‘คนอื่น’ ที่ก้าวก่ายเื่ของกูมากเกินไปด้วย”
“มันดูก้าวก่ายเพราะมึงไม่อยากจะรับฟังมากกว่า ทั้งที่มึงก็น่าจะรู้ดีว่ากูและทุกคนหวังดีกับมึง”
“ถ้ามึงคิดว่าหวังดีกับกูจริง ๆ ก็หยุดพูดเื่นี้ แล้วกลับไปเหอะ” ฝุ่นพูดโดยไม่มองหน้าผมเลย มันเป็การแสดงออกที่ชัดเจนว่าผมไม่ควรจะอยู่ตรงนี้...ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม
ผมตัดสินใจหันหลังเดินออกมาจากห้องโดยไม่ได้เอ่ยลาอะไรอีก เพราะมันคงจบลงแค่ตรงนี้...ทั้งความเป็เพื่อนและความรู้สึกที่ผมมีให้ฝุ่นก็เหมือนกัน แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยที่ได้บอกสิ่งที่ควรบอกออกไป แม้ว่าสุดท้ายแล้วผมจะไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็ตาม...ไม่ได้แม้แต่ความเป็เพื่อน
ผมปล่อยความคิดให้ลอยไปตามเสียงเพลงในคลับร้านเดิมที่เคยมาคราวก่อน แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวซึ่งอยู่ในชุดเดรสสั้นรัดรูปสีแดง คนที่ทำให้ผมต้องเสียเพื่อนดี ๆ ไปอีกคน เพียงเพราะว่ามันรักเธอมากกว่าที่จะเชื่อคำพูดของผม และการที่มันเชื่อแบบนั้นยิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่ชอบเธอมากขึ้นไปอีก ทั้งที่ผมตั้งใจว่าจะปล่อยเื่นี้ไปแล้ว แต่ความคิดของผมก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเื่นี้...เื่ที่ไม่ใช่เื่ของตัวเองเลย
ผมตอบรับคำชวนของเพื่อนเก่าเพื่อมาสังสรรค์ที่คลับแห่งนี้ ก็เพราะอยากจะยืนยันคำพูดของตัวเองว่าวีไม่ได้รักสีฝุ่น ซึ่งมันก็เป็ไปตามที่ผมคิดและแม้ว่าผมอยากจะเข้าไปฉีกหน้าเธอแค่ไหน แต่คำพูดของฝุ่นก็ยังคงชัดเจนอยู่ในหัวว่าผมเป็แค่คนอื่น...คนที่ยังไงมันก็คงไม่เชื่อ
“เฮ้ยฟ่า! มาด้วยเหรอเนี่ย” คำทักทายจากซี้เก่าทำให้ผมยอมละสายตาไปจากวี
“ไงแนน...ไม่เจอกันตั้งนานแน่ะ”
“เออดิ คิดถึงว่ะ” แนนกอดผมอย่างคนคุ้นเคย
“โห่...กอดไอ้ฟ่าคนเดียวเลยโว้ย”
“เพราะฟ่ามันปลอดภัยกว่าพวกแกไงล่ะ” คำตอบของแนนเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงของทุกคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน แต่ดูเหมือนว่าความสนิทของพวกเราก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
“เป็ไงบ้างฟ่า สบายดีใช่ไหม”
“อือ...แล้วแนนล่ะ”
“ก็เหมือนเดิมแหละ...สวยเหมือนเดิม”
“ฮ่า ๆ อันนี้ไม่เถียงหรอก” ผมเลือกที่จะหันมาคุยกับแนนและปล่อยให้คนอื่นในโต๊ะสนุกสนานกันต่อ
“คิดไงมากับไอ้พวกนี้เนี่ย มันชวนกันมากี่ทีแกก็ไม่เคยมาเลย”
“่นั้นมันไม่ว่างด้วยแหละ แต่ก็อยากมาตั้งนานแล้ว เออ...แล้วทำไมครั้งนี้ถึงเลือกมาร้านนี้กันล่ะ ทุกทีจะไปอีกร้านไม่ใช่เหรอ”
“อือ...ส่วนใหญ่จะเป็แถวมอไอ้บาสกับแก้ว สองคนนี้มันเ้าพ่อเ้าแม่ปาร์ตี้ไง ทุกคนก็เลยต้องตามใจสถานที่ที่พวกมันเลือกตลอด แต่่นี้ยัยแก้วมันมาปิ๊งรักดีเจที่ร้านนี้น่ะสิ คืนนี้หวยก็เลยมาออกที่นี่”
ผมหัวเราะกับเหตุผลของเพื่อนสาวอีกคนที่เป็ตัวตั้งตัวตีชวนปาร์ตี้คืนนี้ และมันก็ช่างพอดิบพอดีให้ผมได้มาเห็นอะไรที่ชัดเจนอีกครั้ง
“ดีเจคนนั้นเหรอ” ผมมองไปยังโซนเวทีที่มีดีเจเปิดเพลงอยู่
“ไม่ใช่หรอก พี่เขามาทำ่ดึกกว่านี้”
“อ๋อ...” จากที่มองดีเจ ผมก็เลื่อนสายตาไปมองกลุ่มของวีอีกครั้งซึ่งอยู่ใกล้กับเวทีมากที่สุด และดูเหมือนเธอกำลังสนุกสุดเหวี่ยงกับการทำตัวฉาบฉวยของตัวเอง
“มองอะไรฟ่า...ชอบแบบนั้นเหรอ”
“หืม...หมายถึงอะไร”
“ก็กลุ่มนั้นไง...เราเห็นแกมองอยู่ั้แ่ตอนเรามาแล้วเนี่ย”
“ฮ่า ๆ แนนก็รู้ว่าเราชอบแบบไหน”
“แหม...แต่เมื่อก่อนแกก็เคยคบผู้หญิงมาตั้งสองคนนะ”
“แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยวเข็ดฟันอย่างนั้นหรอก”
“ฮ่า ๆ ก็จริงของแก แต่ก็ดีแล้วแหละที่แกไม่ชอบผู้หญิงแบบนั้น ยัยนั่นน่ะแสบจะตาย”
“แนนรู้จักเหรอ”
“อือ...เรียนที่เดียวกับเราเองแต่คนละคณะ เรารู้จักเพราะปีก่อนยัยนั่นเคยคั่วอยู่กับเพื่อนเราพักนึง จนเพื่อนเราเกือบต้องเลิกกับแฟนเลยแหละ”
“แอบกิ๊กกับเพื่อนแนนเหรอ”
“ไม่ได้กิ๊กแต่เป็ชู้เลยเหอะ...เพื่อนเรามันเคยแอบชอบยัยนั่นตอนปีหนึ่ง แต่เห็นว่ามีแฟนแล้วก็เลยไม่ยุ่ง”
“แล้วทำไมถึงมาคบกันได้ล่ะ” พอเป็เื่ที่เกี่ยวกับใครบางคน ผมก็อดที่จะอยากรู้ไม่ได้
“ยัยนั่นดันไปคบกับพวกสาวแสบน่ะสิก็เลยกลายเป็แบบนี้ กลุ่มนี้ขึ้นชื่อเื่บ้าเงินบ้าผู้ชายจะตาย ส่วนยัยนั่นก็เป็เด็กต่างจังหวัด...คงจะหัวอ่อนง่ายล่ะมั้ง ขนาดเพื่อนเรายังไม่อยากเชื่อเลย ตอนที่คุณเธอกลับมาตามจีบน่ะ”
“จีบเหรอ”
“ใช่น่ะสิ...เลิกคุยกันไปั้แ่ปีหนึ่งแล้วแหละ แต่อยู่ดี ๆ เธอก็มาคุยกับเพื่อนเราอีกเฉยเลย ทั้งที่ตอนนั้นเพื่อนเรามีแฟนแล้วนะ แถมเธอก็ยังไม่ได้เลิกกับแฟนตัวเองด้วย ยิ่งไปกว่านั้นนะ...ตอนที่แฟนเพื่อนเราจับได้ ยัยนั่นก็ยอมเลิกเพราะว่าอะไรรู้ไหม”
“อะไรเหรอ”
“ยัยนั่นบอกว่าคบเพื่อนเราไปก็ได้ไม่คุ้มเสีย ร้ายไหมล่ะผู้หญิงแบบนี้น่ะ คบไปทั่วแค่เพราะเงินเนี่ยนะ...ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่ก็อย่างว่าแหละ กลุ่มนั้นทั้งกลุ่มก็มีแต่พวกหัวสูงทั้งนั้น ถ้าอยากอยู่ก็คงต้องถีบตัวเองขึ้นไป ถึงแม้จะเลือกวิธีผิด ๆ ก็เหอะ”
ผมนิ่งฟังเื่ราวเลวร้ายยิ่งกว่าภาพที่เห็น ความคิดร้ายกาจแบบที่ไม่ได้วางแผนมาก่อนล่วงหน้าผุดขึ้นมาในหัว แต่เพราะความรู้สึกอยากปกป้องใครบางคน แม้ว่าผมจะต้องเสียมันไปแล้วก็ตามแต่ผมก็ไม่อยากให้เื่เลวร้ายนี้ดำเนินต่อไปในชีวิตเขา
“เพื่อนเราเป็แฟนผู้หญิงคนนั้นเองแหละ...คนที่ชื่อวีน่ะ”
“ฮะ! จริงดิ...เฮ้ย...เราขอโทษ เราพูดไปตั้งเยอะ”
“ไม่เป็ไร...ที่จริงแล้วเราก็เคยรู้เื่ที่วีทำตัวแบบนี้มาก่อนแล้วเหมือนกัน”
“อ้าว...งั้นเพื่อนแกก็รู้แล้วสิ”
“เราเป็คนบอกมันเองแหละ”
“จริงเหรอ! แล้วยัยวีมันไม่ทะเลาะกับเพื่อนฟ่าตายเลยเหรอ”
“ไม่หรอก...มันไม่เชื่อเราน่ะ”
“เอ๊า! โง่ปะเนี่ย เพื่อนบอกขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่เชื่อล่ะ!”
“มันไม่ได้เป็คนโง่หรอก...แต่มันแค่เป็คนรักที่แสนดีแล้วก็ซื่อสัตย์เกินไปหน่อย มันรักผู้หญิงคนนั้นมากนะ ถ้าเทียบกับเราที่เพิ่งรู้จักกันมันก็ต้องไม่เชื่ออยู่แล้ว อีกอย่างเราก็ไม่มีหลักฐานอะไรไปยืนยันด้วย แต่ถึงเราจะเอาไปยืนยันได้ เราก็ไม่คิดว่ามันจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้นได้ง่าย ๆ หรอก”
“โอ้โฮ! เพื่อนแกจะดีอะไรขนาดนั้น...ถ้าเป็คนดีขนาดนี้ ทำไมยัยนั่นยังทำตัวอย่างนี้ได้ล่ะเนี่ย”
“เพราะมันชอบทำตัวเป็ของตายไง...เขาก็มองไม่เห็นค่าอยู่แล้ว”
ผมพูดด้วยประสบการณ์ของคนที่เคยถูกหลอกมาก่อน เพียงเพราะความซื่อสัตย์ที่มากมายของผมจึงทำให้ใครอีกคนใช้มันเป็เครื่องมือได้ง่าย ๆ และสุดท้ายผมก็กลายเป็แค่ของตายที่เขาจะคบหรือจะทิ้งเมื่อไรก็ได้ ผมถึงได้เกลียดคนแบบนี้นักและยิ่งไม่ชอบมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่ามีคนแบบนั้นมาอยู่ใกล้คนที่ผมชอบ ในเมื่อเขาเป็คนที่แสนดีเหลือเกิน...แสนดีเกินไปแม้แต่สำหรับตัวผมเอง
“เฮ้อ...แกยังไม่ลืมเื่นั้นใช่ไหม”
“เราไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วแหละ...แต่ก็ไม่ได้ลืม”
“อืม...แล้วอย่างนี้แกไม่ทะเลาะกับเพื่อนเหรอ ในเมื่อเขาไม่เชื่อที่แกบอกน่ะ”
“ก็ไม่เชิง...แต่ตอนนี้ไม่ได้คุยกันแล้ว”
“เฮ้ย! ไม่ยุติธรรมเลยอะ แกไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ถ้าเป็เพื่อนเรา เราก็บอกเหมือนกันแหละ”
“มันไม่คิดอย่างนั้นน่ะสิ...แต่เราก็ปล่อยให้มันเป็แบบนี้ไม่ได้จริง ๆ ว่ะแนน”
“เออ...เราเข้าใจ เป็เราก็ไม่อยากเสียเพื่อนไปเพราะคนอย่างยัยนั่นหรอก”
“เราก็คิดแบบนั้นแหละ แต่เราก็ไม่แน่ใจหรอกว่ามันถูกหรือเปล่า...ถ้าเราใช้วิธีที่มันไม่ดีนัก”
“วิธีอาจจะผิด แต่ถ้าทำเพราะความหวังดี มันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะฟ่า อย่างน้อยถ้าแกต้องเสียเพื่อนจริง ๆ เราว่ายอมเสียไปเพราะตัวเราเองดีกว่า”
“ก็จริง...งั้น...แนนช่วยเราหน่อยได้ไหม”
ผมจ้องมองเพื่อนอย่างคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกทำในสิ่งที่ผมไม่เคยคิดที่จะทำ เพราะมันเป็การหลอกลวงและอาจจะทำให้คนอื่นเ็ป แต่ถ้าคนที่ผมหลอกลวงเป็คนที่ทำร้ายใครอีกคนอยู่...ผมก็จะทำ
เสียงเชียร์ดังกระหึ่มไปทั่วสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ซึ่งมีแข่งกีฬาประจำปีเหมือนกับหลาย ๆ ที่ใน่นี้ แต่วันนี้ผมเลือกมาดูแข่งที่นี่แทน ไม่ใช่เพราะการแข่งน่าสนใจหรอกครับ แต่เป็เพราะแผนการที่ผมเริ่มไว้ั้แ่อาทิตย์ก่อนต่างหาก
“ฟ่า ๆ ยัยนั่นมาจริงด้วยว่ะแก” แนนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผมบนอัฒจันทร์รีบหันมากระซิบบอกว่าเป้าหมายของเราสองคนมาจริง ๆ อย่างที่คิด
ถ้าให้ย้อนเหตุการณ์ทั้งหมด...มันก็คงเริ่มั้แ่คืนนั้น...คืนที่ผมตัดสินใจจะใช้แผนการบางอย่างโดยมีแนนเพื่อนสาวเป็คนช่วย แผนการที่ผมยอมรับว่ามันเลวร้ายพอตัวแต่ผมก็เลือกที่จะทำ ดังนั้นผมจึงเริ่มแผนการโดยการควงกับเพื่อนของตัวเองอย่างออกหน้าออกตา
ผมโผล่มาหาแนนเกือบทุกวันเพื่อให้ได้เจอกับกลุ่มของวี ซึ่งก็เป็ไปตามที่คิดเพราะรอยยิ้มหว่านเสน่ห์ที่เธอเคยให้ผมในครั้งแรกที่เจอกัน ทำให้ผมคิดว่าเธออาจจะสนใจผู้ชายทุกคนที่หน้าตาดีและฐานะดีด้วย แน่นอนว่าผมมีพร้อมทุกอย่างที่เธอ้า ขาดก็เพียงโอกาสที่ผมตั้งใจจะเปิดทางให้เธอโดยเฉพาะ
ผมมาหาแนนบ่อยเท่าที่จะทำได้จนวีเจอผมบ่อยขึ้น เธอจึงเข้ามาทักทายและดูดีใจไม่น้อยที่ผมจำเธอได้แม่นยำ ผมยังแนะนำกับใคร ๆ ว่าเธอเป็เพื่อนผมอีกต่างหาก หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดูง่ายไปหมด เธอเข้ามาตีสนิทกับแนนอย่างเห็นได้ชัดและแนนก็รับมุกได้ดีเหลือเกิน
กระทั่งเมื่อวันก่อน ผมกับแนนตั้งใจโรยเหยื่อตัวโตไว้ว่าผมจะมาดูแข่งกีฬาที่นี่ และแนนอยากให้วีช่วยมาดูแลผมแทนเธอหน่อย แม้จะไม่แน่ใจว่าวีจะงับเหยื่ออย่างที่คิดไหม แต่ผมก็มีแผนอื่นสำรองไว้เหมือนกัน แต่ตอนนี้คงไม่ต้องใช้แล้วเพราะเธอปรากฏตัวขึ้นตามที่พวกเราคาดคิดไว้
“เอาไง...ให้เรียกมานั่งด้วยกันตอนนี้เลยไหม”
“อือ...เอาดิ” ผมพยักหน้าให้แนนทำตามแผน
รอไม่กี่นาที แนนก็พาวีมานั่งกับพวกเรา
“หวัดดีค่ะยูฟ่า” เสียงใส ๆ ไร้พิษภัยของวีเอ่ยทักขึ้น ผมจึงลุกขึ้นยืนเพื่อสละที่นั่งให้เธอแทน
“หวัดดีครับ มาดูเหมือนกันเหรอ...เห็นแนนบอกว่าวันนี้คณะของวีไม่ได้แข่งนี่ครับ” ผมแสร้งถาม ทั้งที่รู้ดีถึงจุดประสงค์ของเธออยู่แล้ว
“เอ่อ...ค่ะ...แต่เราไม่อยากไปเที่ยวกับเพื่อนน่ะ ก็เลยขอปลีกตัวมาดูแข่งแทนดีกว่า”
“อ๋อ...งั้นนั่งกับพวกเราก่อนก็ได้ วันนี้คนเยอะกว่าทุกทีนะ หาที่นั่งยากหน่อย”
“ขอบคุณนะคะ” เธอยิ้มหวานให้ผมและนั่งลงข้าง ๆ แนน
“อยากทานน้ำอะไรกันไหม เดี๋ยวฟ่าไปซื้อให้”
“ไม่ต้องหรอกฟ่า เดี๋ยวเราต้องไปช่วยงานเพื่อนตรงโน้นแล้ว”
“อ้าว...งั้นเหรอ ให้เราไปช่วยด้วยก็ได้นะ”
“เฮ้ย...ไม่เป็ไร งานมันไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากหรอก ฟ่าอยู่ที่นี่แหละ...วีช่วยอยู่เป็เพื่อนฟ่าหน่อยนะ เราไปไม่นานหรอก”
“ได้สิ”
“ไม่ให้ไปด้วยจริง ๆ เหรอ” ผมแกล้งลังเลใจที่จะอยู่กับวีเพียงลำพัง
“อือ...อยู่ที่นี่แหละ เราไปแป๊บเดียว”
“อืม”
ผมมองตามแนนเดินลงไปจากอัฒจันทร์ จากนั้นจึงนั่งลงข้างวีซึ่งผมรู้ว่าเธอจับจ้องผมอยู่ตลอดเวลาที่ผมมองแนน
“ถ้าเป็ห่วง...ฟ่าตามแนนไปก็ได้นะ...วีดูคนเดียวก็ได้”
“อ๋อ...ไม่เป็ไรครับ แนนไม่ชอบให้ใครตามน่ะ เดี๋ยวแนนจะรำคาญอีก” ผมแกล้งทำเป็พูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยลงอีกหน่อย
“รำคาญ? ฟ่าดีขนาดนี้ แนนจะรำคาญได้ไง”
“เราไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก...คือฟ่ากับแนนเป็เพื่อนกันมาั้แ่สมัยมอปลายแล้ว แนนรู้ดีว่าฟ่าไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้นแต่เขาก็ยังให้โอกาส เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่อยากตามแนนมากจนทำให้เขาต้องอึดอัดใจ”
“เอ่อ...ถ้าฟ่าไม่สบายใจอะไรก็เล่าให้เราฟังได้นะ”
“ได้เหรอ...แต่เราเกรงใจนะ เพิ่งรู้จักกันแท้ ๆ”
“อย่าไปคิดแบบนั้นสิ...ยังไงฟ่าก็เป็เพื่อนฝุ่น ช่วยเหลือฝุ่นไว้ก็ตั้งเยอะ ฉะนั้นฟ่าก็เหมือนเพื่อนเรานั่นแหละ อย่าคิดมากเลย” วีโปรยยิ้มแสนดีให้ผม แต่เพราะผมรู้ดีว่ารอยยิ้มนี้แท้จริงแล้วมันร้ายกาจขนาดไหน แถมยังกล้าเอาเื่ของฝุ่นมาอ้างอีก มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกแล้วที่เริ่มแผนการนี้
“อือ...ที่จริงแล้ว...เราเคยคบผู้ชายน่ะ”
“ฮะ!”
ผมแกล้งยิ้มอ่อนโยนให้กับความใของวี
“ใใช่ไหมล่ะ...แต่เราก็เคยคบผู้หญิงนะ และตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเราชอบแบบไหน”
“แล้วกับแนน...”
“อ๋อ แนนก็รู้แหละเพราะว่าแนนกับเราเป็เพื่อนกันมาก่อน แนนรับรู้ั้แ่ตอนที่เราคบผู้หญิงแล้ว แต่พอคบกับผู้ชายก็...โดนหลอก...จนเราเข็ดกับความรักมาหลายปีเลย พอได้กลับมาเจอแนนอีก เราก็รู้สึกดี...เพราะว่าแนนไม่รังเกียจเราเหมือนหลาย ๆ คนที่รู้เื่นี้น่ะ”
“ไม่เห็นจะน่ารังเกียจตรงไหนเลย อดีตก็คืออดีตนะฟ่า” วีพูดปลอบใจพลางส่งมือมาแตะหลังมือของผมแ่เบา
“จริงเหรอ...ไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงคนอื่นคิดแบบนี้อีกนอกจากแนน”
“ก็เรานี่ไง...เราไม่ใจแคบเื่แบบนั้นหรอก ความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้หรอกนะฟ่า ถ้าเรารู้สึกดีกับใครสักคนไม่ว่าจะหญิงจะชายมันก็ไม่ใช่เื่ที่ผิดนี่นา”
ผมเกือบชื่นชมความคิดของผู้หญิงอ่อนหวานตรงหน้าแล้ว ถ้าไม่รู้มาก่อนว่ามันเป็หน้ากากที่เธอสร้างขึ้นมา ผมจึงส่งรอยยิ้มเสแสร้งว่าซึ้งใจซะเต็มประดาไปให้เธอบ้าง
“ขอบคุณนะครับ ที่จริงแล้ว...ฟ่าไม่ได้ลำบากใจเื่แนนหรอก แต่ลำบากใจคนรอบข้างแนนที่คงไม่เข้าใจเื่นี้เหมือนอย่างที่แนนกับวีเข้าใจ ฟ่าก็เลย...ลังเลเหมือนกันที่จะขยับสถานะไปเป็มากกว่าเพื่อน”
“งั้น...ตอนนี้ฟ่ากับแนนก็ยังไม่ได้คบกันเหรอคะ”
“ยังหรอกครับ แค่คุย ๆ กันเท่านั้นเอง...ถ้าพูดให้ถูกน่าจะเป็ฟ่ามากกว่าที่อยากคุย เพราะถึงแนนจะไม่ได้รังเกียจแต่ก็ไม่ได้ชอบเรามากขนาดที่จะคบกันในตอนนี้หรอก”
“แล้ว...ทำไมฟ่าไม่ลองมองคนอื่นบ้างล่ะ”
ผมอึ้งไปนิดหน่อยเพราะไม่คาดคิดว่าวีจะรุกเร็วขนาดนี้ ผมคิดเพียงว่าการวางเหยื่อวันนี้จะทำให้เธอเข้าใกล้ผมมากขึ้นก็เท่านั้นเอง ไม่คิดเลยว่าเธอจะวิ่งเข้าชนผมเลยต่างหาก ผมจึงพยายามส่งยิ้มเป็ทัพหน้า เพื่อสรรหาถ้อยคำที่จะเล็งให้ตรงเป้าหมายที่เธอ้า
“เรา...จะมองใครดีล่ะ มันไม่ได้หาง่ายขนาดนั้นหรอก สำหรับคนที่เคยมีอดีตอย่างเราน่ะ”
“ก็...คนที่ไม่รังเกียจฟ่า และก็พร้อมจะรับทุกอย่างที่ฟ่าเป็ได้ไง”
“นอกจากแนนแล้ว...ก็มีแต่วีนี่แหละที่บอกว่ารับเราได้”
“แล้ว...ฟ่าจะมองหรือเปล่าล่ะ...ถ้าเป็เรา”
“แต่วีกับฝุ่น...” ผมแกล้งทำเป็ใกับคำถามของเธอ
“ก็อย่างที่วีพูดนั่นแหละ บางครั้ง...ความรู้สึกมันก็ห้ามกันไม่ได้นะ...”
ผมจ้องมองผู้หญิงที่ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ราวกับว่าเธอเพิ่งพูดเื่ราวที่สุดแสนจะธรรมดา เหมือนไม่ได้กำลังทำร้ายผู้ชายแสนดีอย่างสีฝุ่น แม้ว่าใจจริงผมอยากจะโต้ตอบกลับไปด้วยถ้อยคำที่แสนเจ็บแสบ แต่เพราะผมรู้ว่าตัวเองทำแบบนี้เพื่ออะไร...ผมมานั่งอยู่ตรงนี้เพื่อใคร...ผมจึงส่งยิ้มกลับไปให้เธอ
“นั่นสินะ...” ผมเอื้อมมือไปแตะหลังมือของวีที่ยังจับมือผมไว้ ััแสนแ่เบาของผมส่งผลให้เธอส่งยิ้มกว้างตอบกลับมา ผมปล่อยให้เธอจัดการหว่านเสน่ห์ให้ผมอย่างเต็มที่ เพราะนับจากนี้ผมจะกระโจนลงไปในหลุมที่เธอขุดไว้อย่างเต็มใจ
ไม่ใช่เพื่อแย่งชิงหรือ คนที่ไม่อาจจะเป็ของผมได้...
เพราะไม่ว่าจะมีผู้หญิงคนนี้ในชีวิตของฝุ่นหรือไม่ ผมก็จะทำทั้งหมดนี้เพียงเพื่อ...ปกป้องหัวใจของคนที่ผมรัก...
ผมแน่ใจแล้วในวินาทีนี้ว่าทั้งหมดที่ผมทำให้สีฝุ่นมันคือ...ความรัก...
ผมรัก...ในความจริงใจของสีฝุ่น
ผมรัก...ในความซื่อสัตย์ของสีฝุ่น
ผมรัก...ในความเสียสละของสีฝุ่น
ผมรัก...ในความมั่นคงของสีฝุ่น
และ...
ผมรัก...ทั้งหมดที่เป็สีฝุ่น...คนที่ไม่มีวันจะมอบความรักให้ผมกลับคืนมา