ข้าวเปลือกเริ่มหลุดออกมาจากรวงใหญ่โดยเป็ฝีมือของหลี่กุ้ยและหลี่จุน
เมล็ดข้าวพวกนั้นในตอนนี้ยังไม่สามารถนำไปประกอบอาหารได้จำเป็ต้องกะเทาะเปลือกออกเสียก่อน แต่ในยุคนี้ย่อมไร้ซึ่งเครื่องจักร มันเป็โลกเซียนดังนั้นจึงไม่มีเทคโนโลยีทันสมัย ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยพลังิญญา แต่หมู่บ้านกวนปิงนั้นไร้ซึ่งผู้บ่มเพาะ ดังนั้นวิธีง่ายๆ ในการกะเทาะข้าวเปลือกจึงเป็การบดเมล็ดตรงๆ ด้วยของแข็ง
เหม่ยอิงไม่ได้เป็คนเกียจคร้านสันหลังยาว นางใช้เวลานี้ตรวจสอบวิธีการต่างๆ ของลูกชายที่ใช้แรงกะเทาะเม็ดข้าว
“การทำไม่ยาก หลังจากที่ฉันอยู่ในอาณาเขตเซียนาก็แค่ใช้พลังที่อยู่ในอาณาเขต ทุกอย่างคงเป็ไปได้สวย…ละมั้งนะ” เหม่ยอิงเฝ้าวางแผนการง่ายๆ หลังจากนั้นไม่นานข้าวเปลือกก็ถูกกะเทาะออกจนหมดเผยให้เห็นเม็ดข้าวสีขาวโพลน
เหม่ยอิงหยิบหนึ่งในเม็ดข้าวขึ้นมาไว้ในมือ แรกมองนางก็รู้ได้ทันทีว่าข้าวเม็ดนี้แตกต่างจากข้าวธรรมดาของชาวบ้าน ทั้งสีและกลิ่นรวมถึงน้ำหนักที่อยู่ในมือ
“ท่านแม่ข้าวนี่แปลกจังเลย ข้าไม่เคยเห็นข้าวแบบนี้มาก่อน ท่านแม่ไปเอามาจากไหนหรือเ้าคะ” หลี่เหนียงเป็คนเข้าครัวดังนั้นจึงสังเกตได้ไม่ยากถึงความต่าง ผิดกับหลี่จุนและหลี่กุ้ยที่ไม่รู้เื่ราว
“ก็ข้าวที่แม่ปลูกนั่นแหละลูก การที่มันเป็แบบนี้คงเพราะแม่ดูแลใส่ใจมันกระมัง” เหม่ยอิงคิดหาคำตอบไร้สาระ หากการดูแลเอาใจใส่ทำให้ข้าวกลายพันธุ์ได้ปุ๋ยหรือวิธีการต่างๆ คงไม่จำเป็หรอก
“สมกับเป็ท่านแม่ ท่านแม่เก่งที่สุดเลย” หลี่เหนียงชื่นชมด้วยรอยยิ้ม ก็นั่นแหละเป็เด็กถึงหลอกง่าย หากหลอกคนที่มีประสบการณ์คงต้องถูกซักถามมากกว่านี้
หลังจากได้ข้าวสารแล้วก็ถึงเวลาหุง หน้าที่นี้ยังคงตกเป็ของลูกๆ ส่วนเหม่ยอิงก็เฝ้าดูอยู่ใกล้ๆ นางอยากหาหนังสือสักเล่มมาจดบันทึกวิธีการเหลือเกินแต่ช่างน่าเสียดาย บ้านหลี่โง่เขลาเบาปัญญาตัวหนังสือก็ยากที่จะอ่านออกเขียนได้ ดังนั้นจะมีหนังสือสักเล่มได้อย่างไร
ไฟถูกจุดเสร็จแล้วด้วยฝีมือของหลี่จุน จากนั้นเป็หน้าที่ของหลี่เหนียงลูกสาวคนสุดท้อง เนื่องจากเนื้อหมูเมื่อเช้านี้ถูกใช้ไปจนหมดแล้วเวลานี้หลี่เหนียงจึงทำได้เพียงข้าวต้มที่ใส่ผักเหมือนกับเมื่อวาน
แต่มันต่างจากเมื่อวานชัดเจน เหตุเพราะข้าวสาลีที่นำมาจาก(อาณาเขตเซียนา)
กลิ่นข้าวต้มหอมเป็อย่างยิ่ง เพียงได้กลิ่นเหม่ยอิงก็รู้สึกสดชื่นจนน่าประหลาด
“นี่เหรอคือของวิเศษจากดินแดนเซียน เพียงแค่ได้กลิ่นก็ไม่ต่างจากยาอายุวัฒนะ และหากระดับของข้าวสาลีสามารถเพิ่มได้ล่ะ ถึงตอนนั้นกินแล้วจะเกิดอะไรขึ้นนะ?” เหม่ยอิงนั่งเท้าคาง คาดหวังผลผลิตอันแสนวิเศษในที่นาหนึ่งหมู่ของตน
“เหนียงเหนียงวันนี้เ้าใส่อะไรเข้าไป ทำไมข้าวต้มในหม้อถึงได้หอมเช่นนี้ ดูสิเนี่ยเพียงได้กลิ่นข้าก็แทบทนไม่ไหว น้ำลายไหลเลอะเสื้อหมดแล้ว” หลี่กุ้ยเลียริมฝีปาก ดวงตาเคล้าด้วยความปรารถนาในอาหารที่กำลังปรุงอยู่ในครัว
“แต่ข้าว่าวิธีการปรุงเหมือนกับเมื่อวานนะ แต่ส่วนไหนที่ต่างก็ยากที่จะพูด กลิ่นนี้มันช่างประหลาด ทำเอาข้าเองก็เริ่มทนไม่ไหวแล้ว” หลี่จุนกินไม่เยอะเท่าน้องรองแต่สภาพของเขาตอนนี้ก็แทบดูไม่ได้ นั่นคือหิวจนไส้กิ่ว
“ข้าปรุงเองกับมือย่อมรู้ดีถึงวัตถุดิบ และที่มันมีกลิ่นหอมเช่นนี้ก็คงเพราะข้าวสาลีของท่านแม่ที่ปลูกด้วยความรัก จากการวิเคราะห์ของข้า หากข้าสามารถมอบความรักให้กับอาหารได้รสชาติก็คงจะอร่อยเช่นเดียวกับข้าวสาลีในผืนนาของท่านแม่” หลี่เหนียงเด็กสาวตัวเล็กคิดเป็ตุเป็ตะ นางมีจินตนาการเป็เลิศ ดูสิเนี่ยแค่คิดก็เตลิดไปไกลแล้ว
ไม่นานข้าวก็ถูกปรุงสุก กลิ่นหอมโชยคลุ้งไปทั่วบ้าน
เหม่ยอิงไม่ใช่คนแรกที่กินแต่เป็หลี่กุ้ยที่ทนไม่ไหวและหลี่จุน นางไม่ได้ตำหนิลูกชายเพราะตัวเองก็เริ่มทนไม่ไหวเหมือนกัน
“อาหารของเซียนที่ถูกปรุงโดยคนธรรมดา มันจะมีรสชาติยังไงกันนะ” เหม่ยอิงไม่รอช้ารีบตักข้าวเข้าปาก ทันใดนั้นดวงตานางถึงกับเบิกโพลง คล้ายกับเม็ดข้าวที่อยู่ในปากได้ะเิความอุดมสมบูรณ์ออกมา พริบตานั้นนางเพียงรู้สึกว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนจานข้าวร้อนๆ มันช่างอุ่นสบาย ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นทุ่งข้าวขาวโพลน
“อะไรกันความรู้สึกนี้ นอกจากรสชาติแล้วร่างกายยังรู้สึกสบายขึ้นมาก ข้าวสาลีที่ถูกปรับปรุงด้วยอาณาเขตเป็ของจริง มันเป็ของเซียนวิเศษและไม่ต่างจากยารักษาร่างกาย!” เหม่ยอิงวิเคราะห์หลังทานไปเพียงหนึ่งคำ
“ดีล่ะในเมื่อเป็แบบนี้ฉันเองก็ต้องกินเยอะๆ เพื่อบำรุงร่างกายจะได้แข็งแรง จะมาเป็สาวขี้โรคไม่ได้เด็ดขาด!” เหม่ยอิงเริ่มมองเห็นแสงสว่างหลังเกิดใหม่แล้ว ด้วยอาณาเขตที่เป็ความลับอยู่ในมือนางเชื่อว่าตนสามารถเปลี่ยนชีวิตที่แสนสิ้นหวังได้
ครอบครัวหลี่กินโดยไม่พูดไม่จา เนื่องจากข้าวสาลีรสชาติดีมากและมีคุณประโยชน์อันมหาศาล เพียงกินไม่กี่คำใบหน้าของเหม่ยอิงที่ขาวซีดดุจศพมีชีวิตก็กลับมามีเืฝาด ดุจสาวแรกแย้มที่ยังไม่แต่งงาน
แต่นางแย้มยิ้มได้ไม่ทันไรก็ต้องขมวดคิ้วเพราะเสียงะโหน้าบ้าน
“มาแล้วสินะ หลี่อี้ผู้หญิงสารเลว” แทนที่จะหวาดกลัวหรือไร้หนทางสู้เหม่ยอิงกลับลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางสบายๆ
หลี่จุนสามคนที่เพิ่งอิ่มวิ่งออกไปดูด้วยความเป็ห่วง
หลี่อี้ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตู ดวงตาของนางมองอีกฝ่ายไม่ต่างจากขอทานที่มาอาศัยอยู่
“หลี่หานบอกข้าว่าเขาซื้อหมูมาเมื่อวาน เ้าเองก็คงเข้าครัวทำอาหารให้แล้วใช่หรือไม่ รีบๆ ไปนำมันออกมาสิ ข้าหิวจนไส้จะขาดแล้วเนี่ย!”
“หลี่อี้หมูเมื่อวานข้านำมาทำอาหารแล้ว แต่เสียใจด้วยที่ข้าให้เ้าไม่ได้”
“หมายความว่าอย่างไรเหม่ยอิง!”
“ง่ายมาก แทนที่จะให้เ้าได้กินอิ่มข้าก็เอามากินเองดีกว่า อีกอย่างนั่นเป็หมูที่หลี่หานนำมา ข้าเองก็มีสิทธิ์ใช่หรือไม่?”
“นี่เ้า!”
“เ้าอะไร มีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ ตะวันจ้าเสียขนาดนี้ข้ารู้สึกร้อนชะมัดหากยืนตากแดดนานเข้าเดี๋ยวผิวไหม้กันพอดี แต่เ้าคงไม่กลัวผิวไหม้หรอกใช่ไหม เพราะจากที่ข้าดูิัของเ้าหนามาก จนข้าอดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วที่เ้าอ้วนเหมือนหมูแบบนี้เพราะไม่ทำงานดีแต่กินหรือเปล่า”
“มันจะมากไปแล้วนะเหม่ยอิง! ถึงเ้าจะเป็น้องสะใภ้ใช่ว่าจะดูถูกข้าได้ วันนี้แหละข้าจะสั่งสอนเ้าเอง!” หลี่อี้โดนดูถูกซึ่งหน้าทนไม่ไหวแล้ว นางอ้ามือตบฉาดบนใบหน้าเล็กๆ ของเหม่ยอิง สำหรับเหม่ยอิงที่ถูกโจมตีโดยไม่บอกกล่าวค่อนข้างตระหนก แต่กระนั้นก็ตอบสนองได้เร็ว นางเบี่ยงศีรษะไปทางด้านขวาเล็กน้อยแล้วยื่นเท้าขวาออกไปสะกัดขาหลี่อี้ ทำให้พี่สาวหลี่จะกละล้มหน้าคะมำ หลี่จุนสามคนอดไม่ได้ต้องหัวเราะเยาะ
“ร่างกายนี้มันไม่เพียงแต่ฟื้นฟูเพราะข้าวสาลี แต่ยังตอบสนองได้ดีอีกด้วย” เหม่ยอิงเก็บปลายเท้ากลับมา มองฝ่ามือของตัวเองแล้วกำแน่นๆ
หลี่อี้ลุกขึ้นมาด้วยความยากลำบาก นางชี้หน้าพร้อมก่นด่า “เหม่ยอิงนางชาติชั่ว ข้าเป็ถึงพี่สาวเ้านะแต่ทำไมเ้าถึงทำกับข้าเช่นนี้!”
“ขยะเช่นเ้าเนี่ยนะเรียกตัวเองว่าพี่สาวข้า จริงอยู่ที่เ้าเป็พี่สาวสามีแต่แล้วอย่างไร หากเ้ามีปัญหาอะไรก็เข้ามา ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าเ้าจะทำอะไรข้าได้”
มองดูอีกฝ่ายที่เปลี่ยนจากกระต่ายเป็เสือร้ายหลี่อี้ก็ยิ่งกังวล นางลดมือที่กำลังชี้อยู่ลงแล้วกล่าวว่า “ดีล่ะในเมื่อเ้าว่าเช่นนั้นก็เตรียมตัวได้เลย สกุลหลี่ของข้าใช่ว่าจะรังแกได้ง่ายๆ ฮึ่ม!”
หลี่อี้เดินจากไปหลังกล่าวทิ้งท้าย เหม่ยอิงมีสีหน้ามืดครึ้ม ดูเหมือนปัญหาสกุลหลี่จะไม่จบง่ายๆ และก็จริงดังว่า ตกเย็นเมื่อหลี่หานกลับมาถึงบ้านก็เริ่มบันดาลโทสะ
“เหม่ยอิงเมื่อวานข้าพูดอย่างไร แต่ทำไมวันนี้เ้าถึงทำกับพี่สาวข้าเช่นนั้น!”
เหม่ยอิงนั่งอยู่บนฟูกเก่า สายตามองดวงตะวันข้างนอกที่ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้าก่อนจะผินหน้ามองสามีด้วยสายตาเ็า
“ะโโวยวายเสียงดังใส่ข้า เ้าคิดว่าเป็สามีที่ดีเช่นนั้นหรือหลี่หาน ถึงได้กล้าพูดจาเช่นนี้กับข้า”
“หึหึ ข้าไม่ดีแล้วใครเล่าจะดี หากไม่มีข้าเ้าจะมีบ้านซุกหัวนอนได้เช่นไร นี่คือบ้านของข้าและเ้าก็มีเพียงที่นาหนึ่งหมู่เท่านั้น เ้าอย่าลืมส่วนนี้สิเหม่ยอิง ดังนั้นเ้าต้องทำดีกับครอบครัวหลี่ข้าให้มาก!”
“ก็จริงอยู่ที่ข้าอาศัยบ้านเ้า คิดว่าข้าไม่ลำบากใจงั้นหรือ แต่ใช่ว่าเ้าถือหางสกุลหลี่แล้วทำอย่างไรกับข้าก็ได้ การทำแบบนี้ไม่ใช่ลูกผู้ชาย จากที่ที่ข้าเกิดเขาเรียกคนเช่นเ้าว่าหน้าตัวเมีย”
“อะไรนะ นี่เ้ากล้าด่าข้างั้นหรือ! นางภรรยาชาติชั่วเลวทราม เป็อย่างที่พี่สาวข้าพูดไม่มีผิดเ้ามันเป็แค่ผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าไม่คู่ควรกับข้าแม้แต่นิด!” หลี่หานโกรธจนขาดสติ ด้วยความโมโหเขาจึงเริ่มใช้กำลังกับภรรยาที่ทำดีกับตัวเองมาโดยตลอด