เจ็ดปีก่อน ฟางเสวี่ยเฟยเป็กงจื่อน้อย ผู้หล่อเหลาอย่างยิ่งมันเป็บุรุษในฝันของดรุณีน้อยใหญ่ หากด้วยสารรูปของมันในวันนี้ ต้องไม่มีดรุณีใดชำเลืองมองมันอย่างแน่นอน
เนื่องเพราะหลายปีนี้ มันปล่อยเนื้อปล่อยตัวเกินไปทั้งยังดื่มสุราจัดอย่างยิ่ง ร่างกายภายนอก ถึงกับท้วมขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยใบหน้าซึ่งเคยหล่อเหลาคมสัน แดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา หมดสง่าราศี ดวงตาไร้ประกายมีแต่แววขุ่นมัวเมามาย
บรรพบุรุษตระกูลฟาง เป็อดีตขุนนางตำแหน่งสำคัญ ติดต่อกันหลายชั่วคนแต่ทายาทรุ่นหลัง ๆ ล้วนมุ่งสร้างชื่อในยุทธจักรกระทั่งในที่สุดไม่มีผู้ใดสนใจรับราชการอีก
เนื่องจากเป็ตระกูลขุนนาง ตำแหน่งสำคัญหลายชั่วคนสมบัติพัสถานซึ่งสะสมต่อเนื่องกันมา นับว่ามีมากมายยิ่งโดยเฉพาะที่ดินยิ่งมีไม่น้อย ทั้งเป็ย่านค้าขายสำคัญในหลายเมืองใหญ่แต่ละปีแค่เก็บค่าเช่าที่ดิน ก็เพียงพออย่างเหลือเฟือกับการใช้สอยแล้ว
ั์ตาหรี่ปรือ พยายามเบิ่งมองกระดานหมาก พลางโยกศีรษะ ด้วยความเคยชิน
“พี่ฝูหรง...จากกันเจ็ดปี...ดูเหมือนมีเพียงท่าน ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงหากคิดได้ชัย...มีเพียงหมากนี้จริง ๆ ที่สามารถวางได้”
“นั่นเพราะเ้ายังคงเป็ ฟางเสวี่ยเฟยเหมือนเมื่อเจ็ดปีก่อนไม่เช่นนั้น...มีหรือคนตาบอดอย่างเรา จะสามารถคิดถึงหมากตานี้ได้”ติงฝูหรงถอนหายใจ ราวกับตนเอง ได้ทำเื่ผิดพลาดใหญ่หลวง
“ความจริงเรา สมควรเสาะหาเ้าพบ ั้แ่เมื่อวาน”
“หลายวันนี้หิมะตกหนัก การเดินทางย่อมล่าช้าไปบ้าง”
“เรามิได้มาหาเ้า ั้แ่เมื่อคืนเพราะ บังเอิญพบบัณฑิตไร้ร่องรอย...”
ฟางเสวี่ยเฟยแกล้งทำเสียงประหลาดใจดังลั่น
“โอ...พี่หยางมีความสามารถจริง ๆ กลับรั้งตัวท่านไว้ได้”มันยังคงไม่ทราบว่า เื่ซึ่งอีกฝ่ายพูด ถือเป็จริงเป็จังทั้งแสร้งยั่วโทสะนางอีก
นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ด้วยเคยชินเสียแล้ว กับนิสัยยียวนของน้องชายผู้นี้ซ้ำยังนึกตำหนิตัวเอง ปกติไม่ว่าในสถานการณ์เช่นไร นางเองมักไม่ยึดถือเป็อารมณ์หน้าตาจึงแจ่มใสสดชื่น ปรากฏรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า ยามนี้เมื่อคิดจะพูดจาจริงจังผู้อื่นกลับไม่นำพาเสียนี่
“...จนเมื่อคืน ได้ยินเสียงขลุ่ยของเ้า มิได้ผิดแผกไปจาก...จากวันนั้นเราจึงได้คิด...เราควรมาพบเ้าั้แ่เมื่อคืนจริง ๆ ...” ถ้อยคำเหล่านี้เปี่ยมด้วยความห่วงใยอย่างยิ่ง
“อ้อ...” ฟางเสวี่ยเฟย เริ่มสำเหนียกความผิดปกติ ในน้ำเสียงของนางแล้ว
ติงฝูหรงนิ่งไปครู่ใหญ่ จึงตัดสินใจ กล่าวประโยคนี้ออกมา
“...เราไปสถานที่นั้นมาเช่นกัน...”
“อ้อ...พี่ฝูหรงคลับคล้ายพี่หยางขึ้นทุกวัน...”
“เราไม่ได้สะกดรอยเ้า เมื่อได้รับเทียบเชิญจากท่านผู้เฒ่าเราไปหาเ้าที่บ้านคิดชักชวน ไปงานคัดเลือกประมุขหมู่ตึกพันอักษรด้วยกันแต่เด็กรับใช้กลับบอกว่า เ้าเดินทางล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว”
ใบหน้าซึ่งปกติ มีรอยยิ้มอ่อนโยน ถึงกับสลดลง เมื่อกล่าวประโยคถัดไป
“เราย่อมคาดเดาได้ เมื่อเ้ายินยอมออกจากบ้านเ้าคิดไปสถานที่ใดเป็แห่งแรก แต่เราคาดไม่ถึงว่า เ้าจะเจอพวกนางพี่น้องที่นั่น”
“ไฉนท่านจึงทราบว่า ข้าพเ้าพบพวกนางที่นั่น?”
“หากเ้ากับพวกนางไม่พบกัน เสียงขลุ่ยของเ้าคงไม่เป็เช่นเมื่อคืนหรอก...”
ผู้ซึ่งอยู่ในหมู่ตึกพันอักษร เมื่อเจ็ดปีก่อน ล้วนจดจำเสียงขลุ่ยโหยหวนนี้ได้ไม่มีลืมเลือน...
แม้ทุกคนจะได้ยิน กระแสเสียงนั้น เพียงครั้งเดียวในวันนั้น...
วันจัดงานศพ คุณชายจินิและแม่นางเหม่ยเซียน!
“เราเดินทางเสาะหาเ้าอยู่หลายวัน จนวานนี้จึงได้ยินเสียงขลุ่ยของเ้า...”
“โชคดีที่ท่านยังไม่ได้พบปะพวกนาง...” ประมุขหมู่ตึกตระกูลฟางรู้สึกอารมณ์ภายในพลุ่งพล่าน ด้วยความตื้นตันอย่างยิ่ง
เจ็ดปีแล้ว...มันปฏิเสธ ไม่ยอมพบผู้คนภายนอก แม้กระทั่งพี่สาวผู้สนิทสนมราวกับพี่น้องคลานตามกันมา ถึงอย่างนั้นในวันนี้นางยังคงห่วงใยเกรงว่ามันจะกระทบกระเทือนใจ เมื่อเจอะเจอพี่น้องตระกูลซ่างกวน ทั้งที่นางเองย่อมเ็ปไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามัน หากเผชิญหน้ากับพี่น้องคู่นั้น
“...เราเพิ่งพบพวกนางเมื่อคืนนี้...”
“...ข้าพเ้าแยกกับพวกนางสามวันแล้ว เหตุใดพวกนางเพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่?”
บุรุษหนุ่มทอดถอนใจ คำพูดเ่าั้ คล้ายกล่าวกับตนเอง
“ท่านพบพวกนางเมื่อคืน?”
“ใช่...”
“เช่นนั้น ท่านยังพยายามปลอบโยนข้าพเ้าอีก ตอนนี้ควรเป็ข้าพเ้ามากกว่าที่ต้องปลอบโยนท่าน”
“เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น?”
ฟางเสวี่ยเฟยสูดหายใจยาวลึก กล่าวว่า
“ข้าพเ้าพบนางมาสี่วันแล้ว จะมากจะน้อย ข้าพเ้าผ่าน่เวลานั้นมาได้ถึงสี่วัน แต่ท่านเพิ่งพบนางเมื่อคืนที่ผ่านมา...”
น้ำเสียงฟางเสวี่ยเฟย เศร้าสลดขึ้นมา
“เื่ผ่านมาถึงเจ็ดปีแล้ว พวกนางยังกล่าวโทษ พวกเราไม่เปลี่ยนข้าพเ้าเคารพสุสานพี่ทั้งสอง ก่อนพวกนางจะเดินทางมาถึง...”
“จากนั้น...”
“พวกนางไม่เอ่ยวาจาใด กับข้าพเ้าสักคำเพียงมอง...มองด้วยสายตา ซึ่งนางเคยมองพวกเราในงานศพของพี่จินิกับพี่เหม่ยเซียน...”
“เ้าจึงมานั่งอยู่ที่นี่ถึงสี่วัน”
ั์ตาขุ่นมัวจากฤทธิ์สุรา เหลือบมองกระดานหมากล้อมอีกครั้งทั้งที่เตรียมตัวเผชิญเหตุการณ์ เช่นวันนั้นมาหลายปีทว่าสี่วันที่แล้วมันจึงตระหนัก
ประกายตาคมกริบ ดุจกระบี่ของซ่างกวนิจู ซึ่งจ้องมองมาช่างทิ่มแทงเชือดเฉือน กัดกร่อนจิตใจ ไม่ต่างจากอดีตแม้แต่น้อย...
จากวันนั้น มันก็เริ่มดื่ม...
อีกหลายชั่วยาม ค่อยคิดเดินหมากกระดานนี้
มันพยายามจนแล้วจนรอด กลับไม่สามารถเดินให้จบกระดานได้หลังนอนให้สุรากรอกตนเองอยู่สี่วัน กระทั่งเมื่อคืนมันจึงได้คิดถึงหมากตาซึ่งติงฝูหรงเพิ่งวางลงไป ยามนั้นด้วยอาการลิงโลด มันรีบหยิบเบี้ยจ่อลง ณตำแหน่งนั้นทันที ทว่าไม่รู้เหตุใด มันไม่อาจตัดใจ ปล่อยมือจากเบี้ยเม็ดนั้นได้...
มันกลับเกิดความคิด
‘จำเป็ด้วยหรือ...ที่ต้องวางเบี้ยเม็ดนั้นลงไป’
“พี่ฝูหรงห่วงใยข้าพเ้าจนเกินไป ท่านไยไม่คิดถึงตัวเองบ้าง...”
ติงฝูหรงกลับมีรอยยิ้ม ความเคร่งเครียด จางหายไปบางส่วน
“เมื่อคืนได้ยินเสียงขลุ่ยของเ้า เรายอมรับว่า วิตกกังวลอย่างยิ่งจริง ๆแต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่า ตนเองกังวลเกินไปแล้ว”
“อ้อ...”
“เนื่องเพราะเ้าไม่ได้กลายเป็ คนไร้ชีวิตจิตใจอย่างที่ร่ำลือกัน”
“ข้าพเ้าเพียงตายไปจากยุทธจักร มิได้ตายไปจากชีวิตตนเอง”
“อย่างนั้นเ้าคิดใช้ชีวิต เพียงลำพังถึงเมื่อไหร่ หากเ้าคิดมีชีวิตอยู่เ้ามิอาจกระทำตน ให้ตายไปจากความทรงจำของผู้อื่น เพราะไม่ว่าเ้าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่เ้าไม่สามารถตายจากความทรงจำ ของบุคคลผู้ห่วงกังวลในตัวเ้าเช่นนั้นเ้ายังคิดตายจากชีวิตผู้อื่นทำไม”
“ข้าพเ้าทราบ...” ฟางเสวี่ยเฟยเข้าใจจริง ๆ
มันพยายามทำตัว ให้สาบสูญจากยุทธจักร ทว่ากลับยังมีเื่ร่ำลือเกี่ยวกับตัวเองให้ได้ยิน จนคร้านจะรับฟัง ทีแรกคิดว่านานไปเสียงเ่าั้จะเงียบไปเอง
แต่เจ็ดปีแล้ว...เสียงเ่าั้ ไม่มีวี่แววจะเบาลงแม้แต่น้อย
“เวลานี้เ้ายังเชื่อ คำทำนายของเราหรือไม่” นางหยิบหินเม็ดใหญ่และเล็กจากกองหมากเบื้องหน้า ออกมาอย่างละเม็ดส่งให้ฟางเสวี่ยเฟย
บุรุษหนุ่มรับมา พลันโยนเบี้ยทั้งสอง ลงบนโต๊ะแ่เบา
ติงฝูหรงบรรจงวาดมือ เก็บเบี้ยทั้งสองเม็ดขึ้นมา ครุ่นคิดนิดหนึ่ง
“พี่ฝูหรงหรือคราวนี้ ข้าพเ้าจะโชคร้ายกว่าเดิม”
“เจ็ดปีก่อน คำทำนายที่เ้าได้คือ วายุเคลื่อนทวนฟ้า...การพบปะโดยบังเอิญจะนำโชคร้ายมาให้...”
ซินแสลิขิตฟ้าถอนหายใจเบา ๆ
“...แต่คราวนี้คำทำนายของเ้าคือ ใต้หล้าอัสนีคำรน ความหมายของคำ ๆนี้คือความไร้เดียงสา หากเ้าไม่คิดไขว่คว้า ยินยอมปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินผ่านไป...ทุกสิ่งจะไม่ส่งผลดีต่อเ้า...”
นางนิ่งเงียบชั่งใจอยู่นาน จึงตัดสินใจถามว่า
“ที่แท้ครั้งนี้ เ้าเดินทางออกจากบ้านมาทำไม?”
ฟางเสวี่ยเฟยเลิกคิ้วสูง สีหน้าปรากฏแววงงงวย กล่าวด้วยความฉงน
“เหตุใดพี่ถึงถามเช่นนี้? ท่านมิใช่้าให้ข้าพเ้าออกจากบ้านมาใช้ชีวิต เยี่ยงคนทั่วไปหรือ?”
“หากเป็่เวลาอื่น เ้ายินยอมออกมาพบปะผู้คนเช่นนี้เราย่อมดีใจแทบคิดะโโลดเต้น แต่ครั้งนี้เ้าตัดสินใจ เดินทางออกจากบ้านหลังได้รับเทียบเชิญจากท่านผู้เฒ่า เรานึกสงสัยเจตนาของเ้าจริง ๆ”
ฟางเสวี่ยเฟยความจริงทราบว่า นางนึกสงสัยเื่ใด หากยังกล่าวถามออกไปด้วยน้ำเสียงหดหู่
“เจตนาของข้าพเ้า พี่ฝูหรงน่าจะทราบดี ท่านนึกสงสัยอะไรอีก?”
ติงฝูหรงก็ทราบว่า ฟางเสวี่ยเฟยรู้แล้วว่า นางกำลังคิดสิ่งใดดังนั้นกล่าวน้ำเสียงปลอบโยน
“เราย่อมทราบเจตนานั้นของเ้า เราคาดไว้แล้วเมื่อถึงงานชุมนุมเ้าต้องเดินทางไปร่วมงาน ดังนั้นเมื่อได้รับเทียบเชิญจึงรีบไปชักชวนเ้า”
น้ำเสียงบุรุษหนุ่ม เจือรอยสั่นเครือ
“เมื่อท่านก็ทราบ เหตุใดต้องสงสัยอะไรอีก?”
ติงฝูหรงได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้น ของผู้เป็เสมือนน้องชาย ถึงกับเกิดความลังเลขึ้นวาจาอันคิดกล่าว กลืนลงคอจนสิ้น นางไม่เคยคาดคิดว่าตนเอง จะเกิดอาการลำบากใจเช่นนี้มาก่อน
ฟางเสวี่ยเฟยเห็นดังนั้น ทราบว่านางลำบากใจยิ่ง กล่าวน้ำเสียงจริงจังว่า
“พี่ฝูหรง...ท่านสงสัยสิ่งใด สามารถถามได้อย่างเต็มที่”
ติงฝูหรงระบาย ลมหายใจยาว ที่สุดเอ่ยถามขึ้นว่า
“เราทราบว่าเ้า ้าพบปะผู้ใดที่สุด...แต่คงมิใช่เพราะเื่ของน้องิจู เพียงอย่างเดียวกระมังถึงทำให้เ้ายินยอมเดินทางออกจากบ้าน ครั้งนี้เ้าใช่ยัง้ากระทำเื่อื่นด้วยหรือไม่?”
ฟางเสวี่ยเฟยชะงักคำพูดไปครู่หนึ่ง มันย่อมทราบดีว่า ‘เื่อื่น’ซึ่งติงฝูหรงกล่าวหมายถึงเื่ใด
บุรุษหนุ่มจับจ้องติงฝูหรง ด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ มันทราบ...
การเสียชีวิตของพี่จินิ สร้างความะเืใจ ให้พี่สาวผู้นี้เพียงใด...
เนิ่นนานค่อยกล่าวแ่เบา
“พี่ฝูหรง...คราวนี้ท่านคาดการณ์ผิดแล้ว ครั้งนี้ข้าพเ้าย่อมมิใช่้าพบิจูเพียงผู้เดียวจริง ๆ ข้าพเ้ายัง้าพบปะเหล่าสหายและพี่น้องอันประเสริฐของข้าพเ้า จุดมุ่งหมายของข้าพเ้ามีเพียงเท่านี้ ไม่มี ‘เื่อื่น’อย่างที่ท่านคาดคิดหรอก”
ติงฝูหรงแม้ทราบว่า น้องชายผู้นี้ต้องไม่โกหกนางกระนั้นไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้ ต้องเอ่ยถามอีกว่า
“เ้า้าเพียงเท่านี้จริง ๆ หรือ เ้าเก็บตัวอยู่ในหมู่ตึกไม่ยุ่งกับเื่ใดเจ็ดปีเต็ม จู่ ๆ ออกมาเพื่อพบปะพี่น้อง เหล่าสหายเท่านั้นหรือ?เ้าเลี่ยงไม่พบผู้คนได้เจ็ดปี ไฉนจู่ ๆ หมดความอดทนขึ้นมา?”
ฟางเสวี่ยเฟยหัวเราะอย่างหดหู่
“แม้แต่พี่ฝูหรง ก็ไม่เชื่อคำพูดข้าพเ้าแล้ว...”
ติงฝูหรงรีบปฏิเสธทันที
“มิใช่...เพียงแต่...”
ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งกล่าว น้ำเสียงยิ่งสั่นเครือ
“ข้าพเ้าทราบ ในใจของพี่ยังครุ่นคิด ถึงเื่เมื่อเจ็ดปีก่อนตลอดเวลาเหตุใดจึงตัดสินว่า พี่ไป๋เฮ่อเป็ผู้บริสุทธิ์ เหตุใดจึงยุติการสืบสวนทั้งที่ยังหาตัวผู้แพร่พิษไม่ได้ เื่ราวเหล่านี้ข้าพเ้าทราบดียิ่งทั้งสมควรเป็คนซึ่งท่าน จะไต่ถามมากที่สุด”
“เพราะผู้ที่ทราบ เหตุผลเ่าั้เป็เ้า เราจึงไม่เคยคิดไต่ถาม”
บุรุษหนุ่มพึมพำเบา ๆ ในลำคอ หางเสียงมีแวว สำนึกตื้นตันเต็มเปี่ยม
“ข้าพเ้าทราบดี พี่ฝูหรงไม่เคยคิดสร้างความลำบากใจให้ข้าพเ้าเนื่องเพราะท่านย่อมเข้าใจ ความลำบากใจของข้าพเ้ายิ่งกว่าผู้ใด”
ติงฝูหรงเงียบงันไปครู่ใหญ่ ใช่...นางย่อมทราบดี...
เหล่าประมุขทั้งห้าตระกูล ไม่มีผู้ใดยอมปริปากกล่าวสิ่งใดนั่นย่อมเพราะได้ตกลงกัน เป็มั่นเหมาะแล้ว น้องเสวี่ยเฟยไหนเลยบิดพลิ้วได้
ความจริงเจ็ดปีนี้ นางตระเตรียมถ้อยคำไว้มากมายเคยมั่นใจว่าวันใดพบน้องเสวี่ยเฟย แม้ต้องคาดคั้นก็จะสอบถาม เื่ราวจนกระจ่างให้ได้
ทว่าเมื่อถึงเวลาเข้าจริง ๆ คำพูดมากมาย กลับกลายเป็ก้อนแข็งติดอยู่ภายในลำคอ ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
“เรา...เราเพียงแต่หวังว่า เวลาเจ็ดปีจะทำให้เ้าคิดรื้อฟื้น...”
“พี่ฝูหรง...”
“แม้แต่เ้าก็ตั้งใจ ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปที่สุดก็เหลือเราเพียงผู้เดียวจริง ๆ ...”
“ท่านพี่...”
การสนทนาของทั้งสอง ต้องหยุดชะงักลง เนื่องเพราะเสียงฝีเท้ารวดเร็วยิ่งสามคู่ พุ่งตรงใกล้เข้ามา
เงาร่างปรากฏลิบ ๆ สามร่าง ต่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ตรงรี่มายังศาลาหกเหลี่ยมหลังนี้
หลินจวี๋ฮวา หลินอิงฮวา หยางป๋อหูมาถึงแล้ว...