สองวันผ่านไปเมื่อไม่มีเหล่าพระสนมให้กวนใจ อาการประชวรของฮองเฮาก็ดีขึ้นตามลำดับ ก่อนหน้านั้นองค์รัชทายาท องค์ชายสามและองค์หญิงแปด เสด็จมาเยี่ยมอาการฮองเฮาไม่ว่างเว้น แต่เนื่องจากฮองเฮาจำเป็ต้องพักผ่อนอย่างสงบ พวกเขาจึงไม่ได้รั้งอยู่นาน ดังเช่นในวันนี้
“ตงเอ๋อร์ หากเ้ามีงานสำคัญจงไปทำเสีย อย่าเอาแต่เป็กังวลสุขภาพของแม่จนเสียการเสียงาน ค่ายทหารนั้นมีเื่ให้ต้องจัดการมาก ย่อมขาดเ้าไม่ได้”
ฮองเฮากล่าวพลางกุมมือบุตรชาย ที่ตอนนี้มีขนาดใหญ่กว่านางมากนัก
“แม่ได้ยินว่าาทางเหนือใกล้เข้ามาแล้ว เ้าจงไปเตรียมตัวให้ดีเถิด อย่าทำให้เสด็จพ่อผิดหวัง และที่สำคัญอย่าได้าเ็กลับมา เ้าต้องรักษาตัวให้ดีเชื่อฟังท่านตา แม่อยู่ทางนี้ก็จะสวดมนต์อธิฐานให้เ้าแคล้วคลาดปลอดภัย”
ฮองเฮาลูบศีรษะของบุตรชายอย่างอาลัยอาวรณ์ น้ำตาค่อยๆ รื้นออกมาทางหางตา
“ลูกรู้แล้ว เสด็จแม่เองก็ต้องดูแลพระวรกายให้ดีเช่นกัน รอลูกกลับมา ลูกจะนำชัยชนะของแคว้นจินเล่อมาถวายแก่เสด็จแม่”
หลี่หลิวหยางซบลงบนตักของพระมารดา มือแกร่งโอบกอดเอวพระมารดาไว้เหมือนทุกคราที่ยังเป็เด็ก เขามักจะออดอ้อนวางศีรษะบนตัก และพระมารดาก็จะลูบศีรษะของเขาด้วยความรัก
“เฟยเซียน เ้าต้องดูแลเสด็จแม่ให้ดี อย่ามัวเล่นซุกซนไปทั่ว เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่! หากเ้าทำไม่ได้ของฝากจากแดนเหนือเ้าก็อย่าหวังว่าจะได้”
หลี่หลิวหยางเหยียดกายลุกขึ้นยืน กล่าวกำชับแกมข่มขู่น้องสาววัยสิบขวบหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มเพียงคนเดียวของเขา
“เสด็จพี่อย่าดุข้าได้หรือไม่ เสด็จพี่รัชทายาทยังไม่ดุร้ายเท่าท่านเลย”
ใบหน้าน้อยๆ ขององค์หญิงหลี่เฟยเซียนพลันบึ้งตึง เสด็จพี่สามของนางตอนเป็เด็กก็เคยใจดีเล่นสนุกกับนางอยู่เลย ไฉนั้แ่ไปฝึกทหารกับท่านตาถึงเปลี่ยนเป็คนละคน จากขาวเป็ดำ จากหมาป่าใจดีเป็ราชสีห์เขี้ยวแหลมคมไปได้
“ข้าไปเล่นกับเสด็จพี่หกเสด็จพี่เจ็ดได้หรือไม่ แค่พวกนางสองคนเท่านั้น” องค์หญิงเฟยเซียนลองต่อรองกับราชสีห์เขี้ยวแหลมดู
องค์หญิงหกที่องค์หญิงเฟยเซียนกล่าวถึงนั้นประสูติจากจ้าวเสียนเฟย ส่วนองค์หญิงเจ็ดประสูติจากนางกำนัลของจ้าวเสียนเฟย เมื่อครั้งนางตั้งครรภ์องค์หญิงหก จึงส่งนางกำนัลคนสนิทของตนที่รูปโฉมงดงามขึ้นเตียงบรรทมปรนนิบัติฮ่องเต้แทนนาง ภายหลังจึงได้เลื่อนขั้นเป็ไฉเหริน
“เ้าก็อย่าไปคลุกคลีกับพวกนางให้มาก” หลี่หลิวหยางกล่าวโดยไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก องค์หญิงแปดเพียงพยักหน้ารับคำแต่ทว่าใบหน้ายังคงบูดบึ้ง นางไม่สามารถต่อต้านพี่ชายคนนี้ได้เลย เขานั้นดุยิ่งกว่าเสด็จพ่อเสียอีก
“จริงสิ เสด็จพี่เมื่อเช้าข้าเจอกับพี่สาวคนงามด้วยเพคะ แต่น่าเสียดายนางเดินเร็วยิ่ง ข้ายังไม่ได้ขอบคุณนางเมื่อคราก่อนเลย”
“พี่สาวคนงามของเ้าคนใดอีก พี่สาวของเ้ามีเยอะจนข้าจำชื่อจำหน้าไม่ได้แล้ว เ้าอย่ามัวเล่นให้มาก วันนี้เ้ามีเรียนคัดอักษรกับท่านอาจารย์มิใช่รึ”
“อ๊า! แย่แล้วข้าลืมไปสนิทเลย เสด็จแม่เสด็จพี่ ข้าขอตัวก่อน”
ว่าแล้วองค์หญิงแปดยอบกายคำนับพระมารดาและพี่ชาย พลันหมุนกายรีบวิ่งออกไปจากตำหนักคุนหนิงอย่างรวดเร็ว นางกำนัลและขันทีรีบลุกขึ้น วิ่งตามองค์หญิงแปดออกไปอย่างลุกลี้ลุกลน
“ตงเอ๋อร์” เซี่ยฮองเฮาเรียกบุตรชาย
หลี่หลิวหยางที่กำลังเตรียมตัวกลับตำหนักรีบหันหน้ากลับมาหาพระมารดา
“เสด็จแม่มีสิ่งใดจะตรัสกับลูกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อเสร็จศึกแดนเหนือครานี้ แม่จะจัดงานอภิเษกให้เ้ากับลี่หลิน”
เหอลี่หลิน เป็หลานสาวของแม่ทัพแดนอุดร บิดาของเซี่ยฮองเฮาและท่านตาของหลี่หลิวหยาง ฮองเฮาได้หมั้นหมายบุตรสาวภรรยาเอกของญาติผู้พี่ฝั่งบิดาของนางให้บุตรชายั้แ่ยังเด็ก ในสายตาของฮองเฮานั้นเหอลี่หลินเพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉมงดงาม กิริยามารยาทเรียบร้อย ฉลาดเฉลียว ความสามารถที่สตรีพึงมีล้วนเชี่ยวชาญทั้งสิ้น ประการสำคัญเอาอกเอาใจนางและบุตรชายเป็อย่างดี
“แล้วแต่เสด็จแม่จะจัดการพ่ะย่ะค่ะ” หลี่หลิวหยางเอ่ยเสียงเรียบตามใจมารดา กล่าวเสร็จเขาโค้งกายคำนับแล้วเดินออกจากตำหนักไป
เมื่อองค์หญิงและองค์ชายเสด็จกลับแล้ว เซี่ยฮองเฮาจึงให้นางกำนัลประคองเดินไปยังตำหนักลู่หลิ่งที่ประทับของหลี่เสียนไทเฮา เหวินกงกงหยิบผ้าคลุมไหล่จากนางกำนัลคลุมบนไหล่ฮองเฮา
ย่างเข้าสู่เหมันตฤดู ลมหนาวพัดพากายให้หนาวเหน็บดั่งมีดกรีดลงบนเนื้อหนังฝังลงในกระดูก ั้แ่เซี่ยฮองเฮาล้มป่วยลงการเข้าเฝ้าคาราวะหลี่เสียนไทเฮาจึงต้องงดเว้นไป
เซี่ยฮองเฮาค่อยๆ ก้าวข้ามธรณีประตู เดินตรงเข้ามาในพระตำหนักช้าๆ ย่อกายทำความเคารพหลี่เสียนไทเฮาเบื้องหน้า หลี่เสียนไทเฮานั่งบนเก้าอี้ไม้หนานมู่ แกะสลักด้วยลายปลาเฟยหง [1] เคลือบทองอย่างวิจิตรประณีต นางกำนัลกำลังบีบนวดไหล่ทั้งสองข้างอย่างเบามือ ซ้ายมือของไทเฮา มีฉางกุ้ยเฟยและ จ้าวเสียนเฟยนั่งอยู่ ทั้งสองกำลังนั่งจิบชาใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนด้านขวามีหลินเต๋อเฟยและหยางซูเฟย กำลังสนทนาพูดคุยกับหลี่เสียนไทเฮา เมื่อเหล่าพระสนมเห็นเซี่ยฮองเฮาก้าวเข้ามาจึงรีบยืนขึ้น น้อมกายคาราวะอย่างนอบน้อม พวกนางประชันขันแข่งกันแต่งกาย เสื้อผ้าเครื่องประดับล้วนเป็ของมีค่าที่ฮ่องเต้ประทานให้
โดยเฉพาะหลินเต๋อเฟย พระสนมคนโปรด บนศีรษะของนางเสียบปิ่นหงส์ทองฝังทับทิมแดง ตามธรรมเนียมแล้วมีเพียงเฉพาะไทเฮาและฮองเฮาเท่านั้นที่สามารถใช้สัญลักษณ์หงส์ทองได้ ปิ่นหงส์ทองนั้นบ่งบอกถึงฐานะมารดาของแผ่นดิน คู่กับั์ห้าเล็บของฮ่องเต้ ดังเช่นคำที่มักพูดกันติดปากว่า หงส์ทองั์เป็ของคู่กัน และการที่หลินเต๋อเฟยมีปิ่นหงส์ทองด้ามนี้ แสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้โปรดปรานรักใคร่นางมากเพียงใด
หลี่เสียนไทเฮามิค่อยพึงใจในตัวหลินเต๋อเฟยมากนัก หลินเต๋อเฟยเกิดในตระกูลทหาร บิดาเป็เสนาบดีกรมทหาร กิริยามารยาทท่วงท่ามักไม่สง่างามเท่าสตรีที่อยู่แต่ในห้องหอของตระกูลขุนนาง เสื้อผ้าอาภรณ์ของนางมักจะประดับตกแต่งจนเกินฐานะผิดธรรมเนียม แม้ในใจจะรู้ว่าหลินเต๋อเฟยผู้นี้้าโอ้อวดความโปรดปรานของฮ่องเต้ที่มีต่อนาง ให้ผู้อื่นรับรู้มากเพียงใด หลี่เสียนไทเฮาก็ยิ่งรู้สึกระคายพระเนตรพระกรรณมากขึ้นเท่านั้น
หลี่เสียนไทเฮาประสานตากับเซี่ยฮองเฮาแล้วจึงทอดมองไปยังหลินเต๋อเฟย เป็สัญญาณให้ฮองเฮามองปิ่นหงส์ทองฝังทับทิมแดงบนศีรษะของหลินเต๋อเฟย ฮองเฮาพยักหน้าเล็กน้อยเป็อันรู้กันระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้
หลี่เสียนไทเฮาเอ่ยเสียงเบา
“ทุกคนลุกขึ้นได้ เซี่ยฮองเฮา เ้าหายป่วยแล้วรึ? ข้างนอกลมแรงนักเ้าไม่จำเป็ต้องมาคาราวะข้าถึงที่นี่ รอให้หายป่วยดีก่อนค่อยมาก็ได้”
หลี่เสียนไทเฮาคลี่ยิ้มอ่อนโยนดั่งมารดายิ้มให้บุตรสาว ฮูหยินผู้เฒ่าิผู้เป็มารดาของเซี่ยฮองเฮา เป็พระสหายสนิทของหลี่เสียนไทเฮา ด้วยตระกูลิเป็ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ที่มีอำนาจทางการทหารในระดับสูงบวกกับนางมีรูปโฉมงดงาม กิริยามารยาทเรียบร้อย ความประพฤติอยู่ในครรลอง จึงถือได้ว่าเหมาะสมและคู่ควรต่อองค์รัชทายาทในขณะนั้น