ตอนที่ 8 เสียง
วลาดิเมียร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่“เฮ้ออออ... คาล นายรู้มั้ยว่านายเกือบจะเจอกับอะไร? นายนี่มันศูนย์รวมแห่งปัญหาจริง ๆ” วลาดิเมียร์โอดครวญ“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะวลาด นายชี้ให้ขึ้นมาข้างบน ฉันก็เดินขึ้นมา แล้วก็ไม่เห็นว่าชาโดว์จะพูดอะไรสักคำ แล้วตกลงชาโดว์นายไม่คิดจะบอกอะไรฉันหน่อยเหรอ?” ผมหันไปมองหาชาโดว์ แต่แล้วก็พบว่าเขาหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้“วลาด โจจิ ชาโดว์หายไปไหนแล้ว?”ผมรีบหันไปมองทั้งว้ายขวา แต่ก็ไม่เห็นชาโดว์เลยแม้แต่เงา“ไม่ต้องสนใจหรอก ชาโดว์มันก็เป็นแบบนี้แหละ” โจจิหันมามองหน้าผมแล้วก็พ่นคำตอบออกมาแบบไม่ค่อยให้ความสำคัญที่เพื่อนหายไป“เอะ เดี๋ยวขอฉันดูตานายหน่อยซิ” แล้วอยู่ ๆ โจจิก็พุ่งเข้ามาเอามือทั้งสองประคองหน้าของผม“ว่าแล้ว วลาดนายมาดูนี่ซิ” โจจิจับหน้าผมหันไปหาวลาดจนผมต้องร้องโอย“ไหน ๆ ขอดูหน่อยซิ ฮ่ะฮ่ะ หมอนี่โดนไปเต็มที่เลยนี่” วลาดหัวเราะ... อีกครั้ง“พวกนายเบามือหน่อย หัวฉันจะหลุดแล้ว แล้วคืออะไรอีกแล้ว? ฉันโดนอะไร? ฉันไม่ได้ไปโดนอะไรซักหน่อย?” ผมโวยวายพร้อมพยายามปัดมือของทั้งคู่ที่มายุ่งกับหน้าของผมจนช้ำไปหมด“นายหลงในมนต์สะกดของไซเรนน่ะ คนที่โดนมักจะเหม่อลอยแล้วก็ไม่เป็นตัวของตัวเองน่ะ” โจจิบอกแล้วกล่าวต่อว่า“หลักฐานคือนายตาแดง เส้นเลือดฝอยในตาขอนายแตกเพราะนายไม่กะพริบตาเลยน่ะซิ นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่นายไปนั่งอยู่ตรงโต๊ะนั้นแน่นอน ลิเดียน่ะเป็นไซเรน แถมเป็นไซเรนที่ทรงพลังมาก ๆ อีกด้วย ได้ข่าวมาว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนพลังของลิเดียก็อยู่เหนือกว่าระดับสี่แล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้พลังของเธอจะอยู่ถึงระดับไหน แล้วก็ใครที่มาที่นี่ครั้งแรก มักจะโดนมนต์สะกดของลิเดียเล่นงานอยู่แล้ว... เอ่อ ผ่านทางเสียงเพลงนั่นแหละ” โจจิอธิบายให้ผมฟังโจจิหันไปมองลิเดียที่ยังคงยืนยิ้มอยู่โดยไม่พูดอะไร“พวกนายค่อย ๆ อธิบายได้มั้ย คือเรื่องมันเยอะแยะไปหมดแล้ว ฉันจะไปเข้าใจทั้งหมดได้ยังไงในเวลาไม่นาน ขอเวลาให้หายใจบ้าง อีกทั้งเรื่องของแม่สาวเอาแต่ใจนั่นด้วย นายรู้จักแม่นั่นงั้นเหรอวลาด?”“อย่าเรียกท่านหญิงว่าแม่นั่น” วลาดิเมียร์พูดเสียงเข้ม“...เอ่อ โทษที ฉันไม่ตั้งใจ ว่าแต่คือยังไงนะ” ผมว่าเรื่องราวทั้งหมดมันชักจะโยงใยยุ่งเหยิงเกินไปกับความเข้าใจของผมละตอนนี้ “ฉันเคยทำงานกับพี่ชายของท่านหญิงวายาเป็นองค์รักษ์น่ะ ก่อนที่จะมาร่วมงานกับหน่วยงานกำจัดน่ะฯ”“ท่านหญิง? พี่ชาย? คนที่พวกนายเรียกกันว่า..ฝ่าบาท?” ผมถาม“ใช่ ราชาหมาป่าน่ะ ไลคาออนแห่งเปลวเพลิง หนึ่งในสมาชิกสภาฯ ทั้งสิบสอง” โจจิบอกผมค่อย ๆ เก็บข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้ แล้วคิดว่าต้องหาเวลาให้ใครสักคนอธิบายให้ฟังละเอียด ๆ อีกสักหลาย ๆ ทีน่าจะดีกว่า“อย่าพึ่งไปคิดมากอะไรเลย มันคงมีเรื่องที่นายจำเป็นต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเพื่อปรับตัวอยู่อีกเรื่อย ๆ น่ะแหละ นี่แหละความห่วยของการโดนสตรัค เออ ไอ้อาการประมานนี้ พวกเซเปียนส์มันเรียกว่าอะไรนะ ที่ปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ ๆ ไม่ได้... ‘คัลเจอร์ช็อค’ ใช่มั้ยนะ ฮ่ะฮ่ะ ไป ๆ ไปนั่งกันเถอะ อย่ามัวเสียเวลากินเนคตาร์เลย”“ทุกท่านคะ ไหน ๆ ท่านหญิงวายา ก็กลับไปก่อนแล้ว จะรังเกียจหรือไม่คะ ถ้าดิฉันจะขอเชิญทุกท่านไปห้องรับรองพิเศษที่จัดรอเอาให้ท่านหญิงไว้แทน” ลิเดียยิ้มพร้อมค้อมตัวผายมือให้พวกเราเพื่อแสดงถึงท่าทีเชื้อเชิญ“เนคตาร์อายุสองพันปีขวดนั้นก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำเชิญด้วยใช่มั้ยลิเดีย” วลาดิเมียร์รีบถามอย่างฉวยโอกาส ลิเดียยิ้มกว้างขึ้น“ก็ได้ค่ะ ถือเป็นคำขอโทษที่ทำให้แขกผู้มีเกียรติต้องมนตร์โดยไม่ได้ตั้งใจละกันนะคะ”ลิเดียหันมายิ้มให้กับผม“งั้นพวกเราไป ฮ่ะฮ่ะ” แล้วผมกับโจจิก็โดนวลาดิเมียร์ลากไปพร้อม ๆ กัน.............................................................วายาจ้องมองออกไปยังทิวทัศน์นอกลีฟที่วิ่งผ่านตัวเมืองเซกเตอร์สิบเจ็ดไปอย่างช้า ๆเหมือนกับบนโลกของเซเปียนส์ที่ใจกลางเมืองมักจะแน่นหนาไปด้วยยานพาหนะ เซกเตอร์สิบเจ็ดก็ไม่ต่างกัน ลีฟของวายาจึงทำได้เพียงค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปช้า ๆ ตามกระแสของการจราจรที่หนาแน่น“อมาร็อคฉันเบื่อจริง ๆ นะ เราต้องกลับไปเจอหน้าท่านพี่จริง ๆ เหรอ นายก็รู้ใช่มั้ยว่าถ้าต้องเจอหน้ากันอีก ยังไงก็ต้องทะเลาะกัน ที่ฉันบอกว่าฉันจะกลับจริง ๆ คือฉันอยากออกจากที่นั่นแค่นั้นเอง พาฉันไปเที่ยวที่ร้านอื่นต่อเถอะ”วายาทำเสียงเว้าวอนที่แตกต่างกับเสียงเจ้าอารมณ์แบบเมื่อครู่โดยสิ้นเชิงอมาร็อคยังคงวางมือไว้กับพวงมาลัย เขาตอบโดยไม่หันกลับมามองวายา“ท่านหญิง... เอ่อ วายา ข้าคิดว่าเราไม่ควรไปที่ไหนต่ออีกแล้ว เราควรรีบกลับคฤหาสน์ที่เซกเตอร์เก้าโดยเร็วที่สุด ถ้าฝ่าบาทรู้ว่าท่านหนีออกมานอกคฤหาสน์อีก เรื่องคงไม่จบง่าย ๆ แน่ อย่าทำให้ท่านต้องอารมณ์เสียเลย พรุ่งนี้มีงานใหญ่รอท่านอยู่”“ก็ฉันไม่อยากเจอท่านพี่นี่”ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลยอมาร็อคคิด แม้ว่าวายาจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วกว่าห้าร้อยปี แต่วายายังคงความเอาแต่ใจของน้องสาวคนเล็กมาตลอด หัวร้อน ขี้หงุดหงิด โมโหง่าย แต่เปี่ยมด้วยความจริงใจ และไม่ถือตัว นี่คือข้อดีที่ทำให้บริวารรอบตัวรักและเอ็นดูวายาตลอดมา แม้กระทั่งบริวารที่อายุน้อยกว่าวายาหลายร้อยปียังมองนางเป็นน้องสาวคนเล็กอยู่เสมอแต่ข้อเสียของนางในช่วงหลายร้อยปีหลัง ๆ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นก็คือ นางแทบจะไม่ลงรอยกับไลคาออนเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน ความเห็นของทั้งสองจะต้องไปกันคนละทิศคนละทางเสมอ นางยังคงมองว่าไลคาออนเป็นคนผิดมาตลอดยิ่งเวลาผ่านไป จากที่ทั้งสองยังเคยมีช่วงเวลาที่ทั้งคู่พูดคุยกันโดยไม่มีปากเสียงอยู่บ้าง ก็กลับกลายเป็นว่าเวลาเหล่านั้นลดน้อยลงเรื่อย ๆ ลดน้อยลงจนไม่เหลืออยู่เลย ทุกครั้งที่ทั้งคู่พบหน้ากันต้องมีเรื่องขัดแย้งกันโดยตลอด และทุกครั้งก็จะจบลงโดยการที่วายาหนีหน้าไลคาออน และเมื่อไลคาออนรู้ว่าวายาหายไปก็จะโกรธเกรี้ยวและเต็มไปด้วยไฟโทสะจนต้องระบายลงกับสิ่งของใกล้ ๆ ตัวอยู่เสมอครั้งนี้ก็เช่นกัน แค่เรื่องการโดนลากตัวมายังเรมูเลียด้วย ก็ทำให้วายาหัวเสียตลอดการเดินทาง จนสบโอกาสวันนี้ที่ไลคาออนวุ่นวายกับธุระต่าง ๆ วายาก็ถือโอกาสหนีออกมาจากคฤหาสน์เอาดื้อ ๆระหว่างที่ลีฟของทั้งสามยังเคลื่อนตัวผ่าตัวเมืองไปได้อย่างช้า ๆ“อมาร็อค” ชายอีกคนที่ร่วมคณะมากับวายาเรียกอมาร็อคด้วยเสียงเบา ๆ เหมือนเสียงคำรามต่ำ ๆ“นายได้ยินเสียงนั่นมั้ย...”ไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค เสียงตูมที่ดังสนั่นก็บังเกิดขึ้นที่สี่แยกด้านหน้าของพวกเขา แรงระเบิดส่งผลให้ลีฟจำนวนมากกระเด็นสะเปะสะปะไปทุกทิศทุกทาง และชนเข้ากับตึกรามบ้านช่องรอบ ๆ บริเวณ จนเกิดความเสียหายไปทั่ว โดมินารีหลาย ๆ คนที่เดินอยู่รอบ ๆ ต่างได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดนั้นลีฟของวายาก็ได้รับผลจากแรงระเบิดจนกระเด็นไปกระแทกเข้ากับตึกหลังหนึ่งเช่นกัน“วายา ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า อมาร็อคที่หัวกระแทกเข้ากับอะไรสักอย่างจนเลือดไหลเปรอะหน้าผาก รีบหันกลับไปมองวายา” เขาพยายามดันตัวออกจากลีฟ แต่เหมือนว่าลีฟที่ถูกกระแทกจะยุบตัวเข้ามากดทับขาของเขาเอาไว้อยู่“ไม่เป็นไร ฉันไม่เป็นไร ตัวกระแทกเข้ากับลีฟนิดหน่อย แล้วพวกนายเป็นอะไรหรือเปล่าอมาร็อค โทคูลา”“ข้าไม่เป็นไร” โทคูลาตอบ พร้อมกับสะบัดหัวให้หายจากอาการมึนงง“ข้าก็ไม่เป็นไร โทคูลานายพาวายาออกไปยังที่ปลอดภัยก่อน ฉันขาติดอยู่กับลีฟนี่” อมาร็อครีบหันไปบอกกับโทคูลาโทคูลารีบลุกขึ้น เปิดประตูลีฟแล้วพยุงวายาออกมาด้วยความว่องไวขณะที่โทคูลากำลังรีบพาวายาวิ่งไปหลบยังบริเวณปลอดภัย เสียงกระสุนปืนก็ดังขึ้นจนกึกก้องไปทั่วบริเวณโดมินารีหลายคนถูกลูกหลงของกระสุนจนลงไปล้มกลิ้งนอนร้องครวญคราง บางคนถึงขั้นแขนขาด ขาขาดจากความรุนแรงของกระสุน หลาย ๆ คนถึงขั้นหัวกระจุยจนสมองไหลออกมานองพื้นถนน“บัดซบ! กระสุนเดลูเรี่ยน” โทคูลาสบถดัง “ท่านหญิงหลบอยู่ตรงนี้ดี ๆ อย่าออกไปไหนนะ ต่อให้เป็นพวกเราโดนกระสุนเดลูเรี่ยนยิงก็เจ็บหนักเหมือนกัน” โทคูลาดันวายาหลบเข้าไปยังหลังตึกแห่งหนึ่ง แล้ววิ่งออกไปหาทางช่วยอมาร็อคเสียงที่โทคูลาได้ยินคือเสียงสับนกของปืนที่ไม่น่าจะได้ยินในย่านที่คนยังพลุกพล่านแบบนี้ แถมไม่ใช่แค่ปืนกระบอกเดียว แต่เป็นเสียงสับนกของปืนหลายสิบกระบอกที่ดังขึ้นแทบจะคราเดียวกันใครจะกล้าลงมือในสถานที่แบบนี้หรือว่า...“อมาร็อค นายยังโอเคอยู่มั้ย?” โทคูลาวิ่งไปหลบที่หลังลีฟลำหนึ่งที่ตีลังกาอยู่ใกล้ ๆ กับลีฟของวายา“ฉันโอเค วายาล่ะ ปลอดภัยดีใช่มั้ย” อมาร็อคตอบกลับมา ท่ามกลางเสียงกระสุนที่ยังดังกึกก้องไปทั่วบริเวณอย่างไม่ขาดตอน“ฉันพาท่านหญิงไปหลบแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปช่วยนาย นายรออยู่ตรงนั้นก่อน ก้มต่ำ ๆ ไว้ ไม่คิดเลยว่าพวกมันจะกล้าลงมือในเรมูเลียแบบนี้” โทคูลาพยายามหาจังหวะจะเข้าไปช่วยอมาร็อค แต่กระสุนยังคงปลิวว่อนผ่านเขาไปอย่างไม่ขาดสายลีฟลำหนึ่งที่โดนยิงเข้าที่แกนของมอเตอร์มานาจนถึงกับระเบิดขึ้นจนเกิดแรงกระแทกไปทั่วบริเวณโทคูลายังพยายามมองหาจังหวะที่จะเข้าไปช่วยเพื่อนแต่ก็ไม่มีช่องไหนที่สบโอกาสเลย เขามองไปยังรอบ ๆ บริเวณแล้วก็พลันบังเกิดความโกรธและสลดใจขึ้นพร้อม ๆ กัน ซากร่างของโดมินารินอนกันเกลื่อนถนนพร้อมเลือดสีแดงที่ไหลนองเหมือนลำธารโทคูลาเหลือบมองไปยังทิศทางของลีฟที่อมาร็อคติดอยู่ แล้วก็เห็นว่าผู้ก่อการร้ายกลุ่มนั้นกำลังเดินเข้ามาใกล้“อมาร็อค พวกมันกำลังเดินมาทางนายแล้ว อดทนอีกนิดเดียว ฉันจะไปช่วยนายแล้ว” โทคูลารีบพุ่งออกจากที่กำบังพร้อมตะโกนบอกเพื่อน“ไม่จำเป็นละ” อมาร็อคตะโกนเสียงดังกลับมาพร้อมกับฉีกกระชากลีฟที่ติดขาของเขาอยู่ออกราวกับฉีกกระดาษท่ามกลางห่ากระสุนที่ปลิวว่อน ปรากฏร่างของมนุษย์หมาป่าขึ้นมาร่างหนึ่ง ขนทั้งร่างนั้นเป็นสีเทาเข้มอมาร็อคคำรามลั่น “พวกอันเดด จะไม่มีพวกแกคนไหนรอดออกไปจากที่นี่ได้!”จบตอนที่ 8