บรรยากาศยามเช้าในหมู่บ้านคนเถื่อนวันนี้เต็มไปด้วยความคึกคักที่แฝงไว้ด้วยความตึงเครียด
กลิ่นคาวเืจางๆ และควันไฟลอยปะปนอยู่ในอากาศ วันนี้คือวันสำคัญที่สุดของเด็กวัยสิบสองปีทุกคนในเผ่า... วันแห่งการทดสอบคัดกรองนักสู้
ในดินแดนรอยแยกมรณะแห่งนี้ การได้เป็ "นักสู้ประจำเผ่า" ไม่ใช่แค่เื่ของเกียรติยศหรือหน้าตา
แต่มันหมายถึงปากท้องและ "สิทธิ์ในการมีชีวิตรอด" ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับทรัพยากรสนับสนุนจากเผ่ามากขึ้นเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็โอสถโลหิตเดือด หรือสิทธิ์ในการเข้าถึงเศษชิ้นส่วนกระดูกอสูรเพื่อนำมาถอดรหัสวิชา
ทุกคนจึงดิ้นรนเพื่อตะเกียกตะกายขึ้นไปให้พ้นจากความอดอยาก เผ่าของเรามีประวัติศาสตร์ที่มืดมน
เล่าขานกันว่าในอดีตกาล บรรพบุรุษคือกลุ่มคนที่ถูกเนรเทศขับไล่ออกมาจาก "แดนกลาง" หรือพื้นที่มหาทวีปอันอุดมสมบูรณ์
พวกเขาถูกผลักไสให้มารวมกลุ่มตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่รกร้างชายขอบที่ต่ำต้อยที่สุด
สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน การโจมตีของสัตว์อสูร รอยแยกมิติที่พร้อมจะฉีกกระชากร่าง และพืชพิษกลายพันธุ์
แต่ที่เผ่ายังคงยืนหยัดอยู่ได้ เป็เพราะ "ผู้นำคนแรก" ชายผู้แข็งแกร่งอันดับต้นๆ จากแดนกลางที่ถูกเนรเทศมาพร้อมกัน
แม้จะไม่มีบันทึกว่าเขาคือใคร ทว่าม่านพลังค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นเพื่อคลุมหมู่บ้าน รวมถึงวิชาการต่อสู้สายกายภาพที่เขาทิ้งไว้ให้
ถือเป็รากฐานที่ทำให้พวกเราเอาชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
เขาจึงเป็ทั้งผู้นำสูงสุดและพระบิดาของเผ่า กฎเหล็กที่เขาทิ้งไว้มีเพียงข้อเดียว... ทุกคนในเผ่าต้องเป็นักสู้ เพื่อออกล่าและปกป้องสายเืที่เหลืออยู่
จริงอยู่ที่ข้าเองก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของประวัติศาสตร์เผ่ามากนัก
เพราะครอบครัวของข้าถือเป็ "คนนอก" ที่เพิ่งอพยพเข้าร่วมเผ่านี้ได้ไม่ถึงสิบปี ข้าจำได้เลือนรางว่าตอนอายุสองขวบ
ท่านพ่อกับท่านแม่พาข้ารอนแรมมาขอพึ่งพิงที่นี่
จนกระทั่งข้าอายุได้สิบปี... ท่านพ่อก็ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถจากการถูกสัตว์อสูรเ้าถิ่นระดับ 4 ฉีกร่างจนแหลกเหลวในการออกล่า
ร่างกายของท่านไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกให้กลับมาฝัง ทำให้ทุกวันนี้ครอบครัวของเราเหลือเพียงข้าและท่านแม่สองคน
สิ่งหนึ่งที่ข้าเก็บความสงสัยไว้ในใจมาตลอดคือ ทั้งท่านพ่อและท่านแม่มักจะกำชับเสียงแข็งเสมอว่าห้ามข้าออกไปไกลจากเขตหมู่บ้าน
และพยายามปิดหูปิดตาไม่ให้ข้ารับรู้เื่ราวใดๆ เกี่ยวกับ "แดนกลาง" ทั้งสิ้น ซึ่งข้าก็เลือกที่จะไม่ขัดใจและเก็บงำความสงสัยนั้นไว้ลึกสุดใจมาตลอด
"เสี่ยวฝ่าน! เ้าดูสิ!"
เสียงะโอย่างตื่นเต้นของเผิงเถียนดึงสติของข้ากลับมาสู่ปัจจุบัน ข้าเงยหน้าขึ้นและพบว่าสองเท้าได้ก้าวเข้ามาถึงลานกว้างใจกลางหมู่บ้านแล้ว
ลานดินอัดแข็งแห่งนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ร่างกายของผู้ใหญ่แต่ละคนเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่หนาเตอะจากการฝึก ขั้นหล่อหลอมกายาดิบ
ิัของพวกเขากรำแดดและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็จากการฟาดฟัน รังสีความกดดันทางกายภาพแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบๆ หนักอึ้ง
"ผู้แข็งแกร่งในเผ่าเริ่มมารวมตัวกันแล้ว! เ้าดูนั่น แม้แต่หนึ่งในห้าผู้าุโระดับสูงยังมาคุมสอบด้วยตัวเองตั้งสองคน! เอ๊ะ!?"
เผิงเถียนที่กำลังชี้ชวนให้ดูเหล่าผู้าุโพลันชะงักคำพูด แววตาของเด็กน้อยโผงผางเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันทีเมื่อสายตาไปสะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่ง
"ท่านพ่อ!?"
เผิงเถียนพุ่งตัวออกไปราวกับลูกธนู หลบหลีกฝูงชนเข้าไปสวมกอดเอวหนาของชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าดุดันคล้ายคลึงกันอย่างคึกคะนอง
"ท่านพ่อ! ท่านก็มาร่วมงานนี้ด้วยรึ!" เด็กชายเงยหน้าถามด้วยความดีใจ
"ฮ่าๆ! แน่อยู่แล้วสิ พ่อจะพลาดงานสำคัญของเ้าได้ยังไงกัน เถียนเอ๋อ" ชายร่างั์หัวเราะร่วน
เสียงของเขาดังกังวานก้องสะท้อนแผงอกที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็
ฝ่ามือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยด้านหนาจากการจับอาวุธลูบหัวลูกชายอย่างอ่อนโยน ขัดกับรูปลักษณ์ที่ดูดิบเถื่อนอย่างสิ้นเชิง
ข้ายืนมองภาพความอบอุ่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกและเดินเข้าไปทักทาย
"สวัสดีขอรับ ท่านลุงเผิง" ข้าประสานมือและโน้มตัวลงคำนับอย่างนอบน้อม
"โอ้ว! เสี่ยวฝ่านเองรึ" ลุงเผิงหันมามองข้าด้วยรอยยิ้มกว้าง
ครอบครัวของเราค่อนข้างสนิทสนมและไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งั้แ่ท่านพ่อของข้าจากไป
"พวกเ้าทั้งสองคนฟังให้ดี เมื่อก้าวเท้าเข้าไปใน 'รอยแยก' แล้ว ต้องคอยระวังหลังและช่วยเหลือกันให้ดีล่ะ...
เสี่ยวฝ่าน เ้าเป็เด็กฉลาดและมีไหวพริบ ข้าฝากเ้าดูแลเ้าลูกชายจอมมุทะลุของข้าด้วยนะ"
ลุงเผิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย แววตาของนักสู้ฉายแววห่วงใย
ก่อนที่เขาจะยื่นมือหนาหนักมาลูบหัวข้าเบาๆ ััสากจากฝ่ามือของเขาทำให้ข้ารับรู้ได้ถึงความยากลำบากของการดิ้นรนในโลกใบนี้
เมื่อการทักทายและรับคำอวยพรจบลง ข้ากับเผิงเถียนก็ต้องจำใจปลีกตัวออกมาเพื่อไปต่อแถวลงทะเบียนเข้ารับการทดสอบ
แต่เพราะมัวแต่ยืนคุยกันเพลินไปหน่อย แถวของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันก็ยาวเหยียดไปจนสุดลานกว้างเสียแล้ว
พวกเราจำต้องเดินคอตกไปต่อท้ายแถว เผิงเถียนหน้ามุ่ยพลางบ่นอุบอิบ
ส่วนข้าได้แต่กวาดสายตามองเด็กคนอื่นๆ ที่ต่างยืนกำหมััดแน่นด้วยความประหม่าปนคาดหวัง
"เฮ้อ... สุดท้ายก็เกือบรั้งท้ายจนได้สิ่นะ" ข้าพรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย พลางยกมือขึ้นลูบหน้าอกซ้ายของตนเองเบาๆ
ตำแหน่งที่รอยอักขระประหลาดปรากฏขึ้นเมื่อคืนนี้ มันยังคงทิ้งความรู้สึกอุ่นวาบไว้จางๆ ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่งอยู่เบื้องหน้า...