ตอนที่ 2 จีบ (4)
บ้านพักคนชราอยู่บริเวณชานเมือง ไม่ถือว่าไกลมาก ทั้งสองแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลยก็มาถึงจุดหมายแล้ว ที่นี่อยู่ติดภูเขาและแม่น้ำ สภาพแวดล้อมถือว่าไม่เลว
อิ่นลั่วเพิ่งลงจากรถ ก็เห็นผู้อำนวยการบ้านพักคนชรายืนอยู่หน้าประตู เขาทักทายหลินเซวียนอย่างอบอุ่น ทั้งคู่ดูไม่เหมือนทำเพราะความเกรงใจ แต่ดูคุ้นเคยกันมากจริงๆ แม้แต่เหล่าคนชราในบ้านพักก็มาเบียดกันตรงหน้าประตู ต้อนรับคนคนนี้ด้วยความยินดี เรื่องบางอย่างไม่ต้องเอ่ยปากถาม แค่เห็นกับตาก็รู้ได้ด้วยตนเองแล้ว
อิ่นลั่วคิดในใจ หลินเซวียนคนนี้ยอมเสียสละตัวเองมาก คนเราทำไมถึงดีได้ขนาดนี้นะ
ถึงเขาจะใจเต้นแรงมาก แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจน ไม่ง่ายเลยกว่าที่เขาจะค่อยๆ เข้าใกล้คนคนนี้ได้ กลัวเพียงหากตนบุ่มบ่ามเข้าใกล้เขาอีกครั้ง คนคนนี้จะรีบถอยหลังไป
อิ่นลั่วยังมีงานที่หลินเซวียนจัดสรรไว้ให้เขา หลังปรับสภาพจิตใจตนเองอย่างเงียบๆ แล้วจึงแยกตัวไปทำงาน
พอถึงตอนบ่ายก็เหลืองานไม่มากแล้ว ทั้งคู่บอกลาคนที่บ้านพักคนชรา เด็กผู้หญิงโอเมก้าอายุราวสี่ห้าขวบคนหนึ่งวิ่งร้องไห้ออกมา เกาะขาหลินเซวียนไว้ไม่ยอมให้เขาไป คุณยายของเธอดึงหลานกลับมาด้วยท่าทางลำบากใจ เด็กหญิงคนนั้นยังคงดิ้นรนและร้องไห้ “ฮือๆๆ คุณลุงอย่าไป ตกลงกันแล้วนะ โตขึ้น หนูจะเป็นเจ้าสาวของคุณลุง...”
ทุกคนรู้ว่านี่เป็นเพียงคำพูดของเด็กเล็กเท่านั้น จึงพากันยิ้มหัวเราะ โดยไม่มีใครคิดจริงจัง
แต่อิ่นลั่วกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย “คุณตอบตกลงน้องเขาแล้วเหรอ”
หลินเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออกว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร เขายิ้ม “จะเป็นไปได้ยังไง”
เหมือนอิ่นลั่วจะถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว จึงถามต่ออย่างไม่ลดละ “แล้วถ้าน้องเขาคิดแบบนั้นจริงๆ จะทำยังไง”
รอยยิ้มของหลินเซวียนหุบลง “ถึงตอนนั้นผมก็แก่แล้ว” ข้างกายจะมีคนอยู่ด้วยไหมยังไม่รู้เลย
อิ่นลั่วเห็นสีหน้าเศร้าโศกแบบนั้นบนใบหน้าหลินเซวียนอีกแล้ว แต่เขาไม่อยากพูดถึงแฟนเก่าของอีกฝ่าย จึงเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างกะทันหัน “คุณชอบเด็กไหม”
“อืม”
“งั้นผมคลอดให้คุณสักคนดีไหม” อิ่นลั่วกล่าวออกมาอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ได้ไตร่ตรอง ในใจคิดอะไรอยู่ก็พูดออกมาโดยตรง แต่พอได้สติ จึงรู้ว่าตนพูดผิดอีกแล้ว เขาหันไปมองหลินเซวียนอย่างร้อนใจ หลินเซวียนก็กำลังมองเขาเช่นกัน
ภายในใจอิ่นลั่วคิดไม่หยุด แย่ละ แย่แล้ว ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
แต่นึกไม่ถึงว่าหลินเซวียนแค่หัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง โดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ
อิ่นลั่วนิ่งอึ้งไป เขาเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เขาพูดชัดเจนมากขนาดนี้ นี่หมายความว่าถึงจะยอมรับความรู้สึกของเขาไว้ไม่ได้ แต่ก็รู้เป้าหมายของเขาตั้งนานแล้วอย่างนั้นหรือ
ระหว่างที่ทั้งสองเดินกลับรถ มีเพียงความเงียบตลอดเส้นทาง
หลังขึ้นรถ หลินเซวียนไม่ได้ออกรถทันที แต่เอ่ยขึ้น “ที่จริงการคบกับผมมันน่าเบื่อมาก แต่ก่อน...ตอนที่ยังคบกับแฟนเก่า ผมก็ไม่ค่อยได้ดูแลเขา เลยทำให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นกับเขา...”
เป็นครั้งแรกที่อิ่นลั่วได้ยินเขาพูดถึงเรื่องแฟนเก่า ภายในใจรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ยังอดทนฟังจนจบ
ไม่ใช่ว่าเขาอิจฉาแฟนเก่าที่ยังได้รับความรักจากหลินเซวียนจนถึงทุกวันนี้ แต่เพราะเขาทนเห็นหลินเซวียนโศกเศร้าแบบนี้ไม่ได้จริงๆ ยิ่งเขาอยากให้คนที่อยู่ข้างกายอีกฝ่ายเป็นตัวเองมากเท่าไร ก็ยิ่งอยากให้หลินเซวียนตอบรับความรู้สึกของเขามากเท่านั้น
อิ่นลั่วปลอบใจคนอื่นไม่เป็น และไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ตอนนี้จึงทำได้แค่กล่าวเลียนแบบคุณพ่ออย่างไม่มีทางเลือก “นี่ไม่ใช่ความผิดคุณ คงเป็นเพราะพวกคุณไม่มีวาสนาต่อกัน”
หลังได้ยินคำพูดนี้ หลินเซวียนก็ดูเหมือนจะค่อยๆ สงบลง
อิ่นลั่วคิดในใจ คำพูดของคุณพ่อมีประโยชน์จริงๆ ต่อไปเขาต้องฝึกหลักการจากคุณพ่อให้มากแล้ว
แต่หลินเซวียนกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ตนเองถึงเอ่ยคำพูดแบบนี้กับโอเมก้าคนนี้ แต่มองท่าทางเศร้าหมองของอีกฝ่ายที่พยายามปลอบใจเขาสุดความสามารถ ก็ทำให้เขาไม่รู้สึกเศร้ามากขนาดนั้นแล้ว เขาชินกับการซ่อนเรื่องราวไว้ในใจมากเกินไป เมื่อเผชิญหน้ากับความใส่ใจที่เห็นได้ชัดของคนอื่น จึงรับมือได้ไม่ค่อยดีนัก
หลังเขาหัวเราะเยาะตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก็จัดการกับอารมณ์ของตนเองอย่างรวดเร็ว
อัลฟ่าที่เข้มแข็งคนนี้ถึงจะเสียคนที่รักไปก็ไม่ร้องไห้ อิ่นลั่วเห็นแบบนี้แล้วยิ่งรู้สึกสงสารมาก มองดูใบหน้าด้านข้างของหลินเซวียน เขาอดไม่ได้ที่จะบอกกับตัวเอง...
ผมไม่มีทางปล่อยให้คุณโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ผมจะหาทางทำให้คุณรักผมให้ได้
...
น่าเสียดายที่อิ่นลั่วไม่มีโอกาสได้เห็นหลินเซวียนที่เป็นเช่นนั้นอีก
ความสัมพันธ์ของพวกเขายังคงห่างเหินและเกรงใจ ต่อให้เป็นตอนที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลินเซวียนก็มักจะรักษาระยะห่างที่เหมาะสมเอาไว้เสมอ
ถึงการพูดคุยกันครั้งนั้นจะทำให้อิ่นลั่วรู้จักอัลฟ่าคนนี้มากขึ้น แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายอยู่ไกลเกินเอื้อมมากขึ้นด้วย
โอกาสที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่เขาคาดหวังยังไม่มาถึง งานของบ้านพักคนชราก็จบลงอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปอีกเดือน
ช่วงเย็นของวัน หลินเซวียนได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนสายหนึ่ง เกิดอุบัติเหตุรถยนต์หลายคันชนกันอย่างรุนแรงขึ้นบนทางด่วน ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนนับสิบคนแล้ว และตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรงพยาบาลที่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุดก็คือที่นี่
หลินเซวียนตอบรับอย่างใจเย็น หลังวางสายก็เริ่มเตรียมการเรื่องหลังจากนี้
กำลังคนของโรงพยาบาลที่สามารถระดมพลเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินได้ในหนึ่งวันมีจำนวนจำกัดมาก กำลังคนเสริมจากที่อื่นมาที่นี่ก็ต้องใช้เวลา เขาไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ จึงโทรไปขอกำลังคนจากศูนย์บริการอาสาสมัคร
ตอนอิ่นลั่วได้รับแจ้ง ด้านนอกก็ส่งคนที่ได้รับบาดเจ็บมาจำนวนหนึ่งแล้ว เบียดเสียดอยู่ตรงหน้าโรงพยาบาลทั้งหมด ในโรงพยาบาลมีกำลังคนไม่พอ ไม่สามารถดูแลคนเจ็บทุกคนได้ เสียงร้องคร่ำครวญดังขึ้นไม่หยุด เสียงทุกคนตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
แม้จะผ่านการฝึกฝนมาหลายเดือน พอจะมีประสบการณ์รับมืออยู่บ้าง แต่เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องใหญ่ขนาดนี้ อิ่นลั่วก็ยังคงรู้สึกหนักใจอยู่เล็กน้อย เขานึกถึงคำที่หลินเซวียนเคยพูดกับเขาก่อนหน้านี้ พลันเกิดความกล้าที่บอกไม่ถูกขึ้นมา ถ้าจะพูดถึงความรับผิดชอบต่อภารกิจเขาอาจไม่มี แต่ความอยากช่วยแบ่งเบาภาระของหลินเซวียนนั้นเป็นเรื่องจริง เขาจึงไม่คิดอะไรอีก พุ่งไปที่หน้าประตูแล้วดันเตียงผู้ป่วยเข้ามาทีละคน