ตอนที่ 3
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็นั่งกินข้าวที่มีแต่น้ำข้าวเสียส่วนใหญ่เรียบร้อยแล้วเขาก็ตัดสินใจที่ขึ้นเขาวันนี้เลยแต่ทว่าทันทีที่ขาเรียวยาวก้าวพ้นออกไปจากจวนก็ต้องพบกับความจริงที่โหดร้ายคือด้านนอกที่สภาพอากาศหนาวของยุคโบราณนั้นแย่เป็อย่างมากด้านนอกหิมะขาวโพลนตกสะสมจนทับถมขึ้นสูงถึงหัวเข่าเลยทีเดียว
หากว่าจะให้เดินทางยามนี่ก็คงจะลำบากจนเกินไปแต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็จะไม่มีอันจะกินนี่สิหนิงเยว่เล่อจึงเลือกที่จะกลับเข้าไปในจวนก่อนเพื่อที่จะคิดหาวิถีทางอื่น
“อาคุน เรากลับเข้าไปด้านในกันก่อนเถอะ”
อาคุนที่ได้ยินอย่างนั้นก็หันกลับมามองใบหน้าหวานของผู้เป็พี่พร้อมกับพยักหน้าขึ้นลงเร็วๆเพื่อเป็การบอกเป็นัยว่าตนเองเห็นด้วย
ระหว่างทางพวกเขาก็พูดคุยเื่หน้าหนาวปีนี้
“หน้าหนาวปีนี้แรงจริงๆนะขอรับ”
“นั่นสิ หิมะตกมากี่วันแล้วหรือ”
อาคุนทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบออกไปว่า“ก็ราวๆ5-6วันแล้วขอรับ”
“ห่ะ แล้วเ้าไปตามหมอจางได้อย่างไร”
“ก็ต้องเดินฝ่าไปสิขอรับ”
“โธ่ อาคุนของพี่เ้าคงลำบากมากสินะ”
อาคุนส่งยิ้มบางให้หนิงเยว่เล่อ“ไม่เลยขอรับขอเพียงพี่ใหญ่หายดีข้าก็ดีใจแล้วขอรับ”
อาคุนนี่ช่างเป็เด็กดีเสียเหลือเกินทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้นะ
“จริงสิงั้นหิมะหน้าเรือนข้าก็เป็เ้าที่กวาดมันไปไว้ด้านข้างหรือ”
“ขอรับเพื่อที่จะได้ทำอะไรสะดวกข้าจึงต้องกวาดมันไปไว้ที่ด้านข้าง”
“คราวหลังไม่ต้องทำแล้วนะ หนาวขนาดนั้น”
“ได้อย่างไรละขอรับหากว่าข้าไม่ทำก็ไม่มีใครทำแล้วนะขอรับ”
“เช่นนั้นครั้งต่อๆไปเราก็ช่วยกันทำดีหรือไม่”
อาคุนนิ่งไปเล็กน้อยคิดในใจว่านี่ก็ถือเป็หน้าที่ของเขาจะให้อีกฝ่ายมาทำด้วยกันได้อย่างไรแต่ทว่าก็ไม่กล้าพูดออกไปกลัวว่าคนตรงหน้าจะคิดมากอีกดังนั้นเ้าตัวจึงได้แต่พยักหน้าอย่างจำยอมไปเพียงเท่านั้นหากถึงเวลาจริงก็ค่อยบ่ายเบี่ยง
หนิงเยว่เล่อที่เห็นสีหน้าและท่าทางที่ออกจะดื้อดึงเล็กน้อยนั้นก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรดังนั้นเ้าตัวจึงอดไม่ได้ที่จะยิ่งรู้สึกเอ็นดูแด็กคนนี้ที่ทำงานหนักทุกอย่างเพื่อคนเป็เ้านายทั้งๆที่เ้าตัวก็สามารถที่จะทิ้งเขาไว้แล้วหนีไปก็ได้แล้ว
แต่ก็ยังเลือกที่จะทนลำบากกับเ้านายที่ไม่รู้ว่าจะมีวันได้กลับไปอยู่อย่างสุขสบายที่เมืองหลัวหรือไม่ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าต่อไปภายหน้าเขาจะต้องดูแลอาคุนให้ดีไม่ให้เ้าตัวน้อยนี่ต้องลำบากอีก
อาคุนที่เห็นว่าคนพี่มีสีหน้ามุ่งมั่นประหลาดๆก็ไม่ได้เอ่ยขัดอะไรได้แต่นิ่งเงียบพลางมองใบหน้าหวานที่เวลาทำสีหน้าเช่นนี้แล้วยิ่งมีเสน่ห์อาคุนคิดว่าภายหน้าพี่ใหญ่ของตนต้องเป็ที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งหลายแน่
ไม่ได้การแล้วข้าจะไม่ยอมให้ปลาซิวปลาสร้อยมาฉกพี่ใหญ่ของตนไปหรอก
ตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองต่างทำสีหน้ามุ่งมั่นทว่าเป็การมุ่งมั่นที่ออกจะสวนทางกันสักหน่อย
“หิมะหนาเช่นนี้ข้าว่าเราคงออกไปหาสมุนไพรกันไม่ได้พักใหญ่ๆเลยเช่นนั้นก็รอให้มันน้อยลงกว่านี้สักหน่อยแล้วกันคิดว่าอีกไม่นานอากาศก็น่าจะอุ่นขึ้น”
“ทำไมพี่ใหญ่ถึงคิดอย่างนั้นละขอรับ”
“ก็นี่เป็่ปลายฤดูหนาวแล้วแต่เมื่อไม่กี่วันก่อนกลับมีหิมะตกติดต่อกันหลายวันข้าคิดว่าน่าจะเป็่พายุเข้าพอหิมะหยุดตกไปสักสองสามวันอากาศก็จะอุ่นขึ้นเพื่อปรับสมดุล”
อาคุนพยักหน้าขึ้นลงช้าๆอย่างคนที่กำลังทำความเข้าใจกับตัวเองเพราะพึ่งได้รับความรู้ใหม่ๆเข้ามา
“แต่ปัญหาของเราคืออาหารของเราอาจจะไม่เพียงพอถึงวันที่หิมะละลายจนหมด”
“นะ นั่นสิขอรับ เช่นนั้นเราทำอย่างไรกันดีขอรับขะ ข้าบกพร่องต่อการดูแลท่านแล้ว”
“อาคุนๆใจเย็นหน่อยเดี๋ยวเราเดินไปรอบๆจวนนี่สักหน่อยดูว่าที่นี่มีต้นอะไรที่พอสามารถกินได้บ้าง”
“ขอรับ”
หลังจากที่อาคุนรับคำแล้วพวกเขาก็ตรงกลับเข้าไปในเรือนก่อนเพื่อเอาของไปเก็บก่อนที่จะออกมาด้านนอกและเดินไปรอบๆเรือนเพื่อมองหาอะไรที่สามารถกินได้
พวกเราตัดสินใจที่จะได้ด้านหลังจวนหลังใหญ่ที่เรียกว่าจวนก็เป็เพราะบิดาของเ้าของร่างเป็ถึงขุนนางแม้ว่าที่นี่ออกจะเก่าไปบ้างแต่ก็มีเนื้อที่กว้างขวางอีกอย่างเพราะที่นี่อยู่เกือบถึงชายแดนทำให้บ้านใหญ่ไม่ค่อยที่จะเดินทางมาที่นี่กันนักและมองว่าการจะจ้างพ่อบ้านหรือเหล่าคนใช้เพื่อมาดูแลบ้านที่พวกเขากะว่าจะขายทิ้งก็ดูจะไม่ค่อยคุ้มเท่าไรพอดีกับว่าเกิดเื่ที่สามารถขับไล่เ้าของร่างเดิมให้ออกไปไกลหูไกลตาดีที่ยังไม่ขายที่นี่ทิ้งดังนั้นที่นี่จึงเป็ที่ที่ดีที่จะส่งลูกเลี้ยงอย่างเ้าของร่างมาที่นี่
อย่างว่าให้คนโง่บริหารจะมาหวังผลกำไรก็คงเป็ไปไม่ได้ไม่รู้ว่าครอบครัวของท่านแม่เ้าของร่างใช้ตาไหนมองว่าคนแบบนี้คู่ควรกับลูกสาวของตัวเอง
เฮ้อ แต่ก็ช่างเถอะคนเราก็ต้องมีพลาดกันบ้าง
กลับมาที่ปัจจุบันดีกว่าตอนนี้พวกเขาเดินมาถึงด้านหลังของจวนแล้วเรียบร้อยเหนื่อยเหมือนกันนะก็จวนมันกว้างก็พอเข้าใจได้แหละพอมีตำแหน่งเข้าหน่อยก็ซื้อขยายให้พื้นที่มันกว้างๆเข้าไว้
ระหง่างทางเขาก็แอบสำรวจอยู่บ้างเรือนต่างๆแม้จะเก่าไปหน่อยแต่ถ้าปรับปรุงที่นี่ก็สวยเหมือนกันนะต้องลอกสระบัวด้วยจะและต่อเติมศาลาสักหน่อยที่นี่ก็น่าอยู่แล้วเสียดายที่ตอนนี้เขาจนไม่สามารถทำสิ่งที่คิดได้
ระหว่างที่คิดเพ้อเจ้ออยู่นั้นสายตาก็ทำหน้าที่กวาดตามองไปโดยรอบด้วยพบว่ามีหลายอย่างที่สามารถกินได้ซึ่งเขาก็ชี้ให้อาคุนดูว่าต้นไหนบ้างที่สามารถกินได้และมันเรียกว่าอะไรแต่ทว่าต้องรอให้พวกมันสุกเสียก่อนจนกระทั้งเมือพวกเราเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆก็พบพืชคุ้นหน้าคุ้นตาหลายต้นที่สามารถให้พวกเขาผ่าน่ฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้ไปได้
นั่นก็คือ.....หัวมันอย่างไรละหากว่าเอามาเผากินนะรสชาติเยี่ยมมันเป็ความฟินเล็กๆเมื่อได้กินมันใน่หน้าหนาว
หนิงเยว่เล่อรีบถลาเข้าไปใกล้ต้นมันทันทีพร้อมกับกวักมือเรียกให้อาคุนเข้ามาดูด้วยกันหลังจากที่อาคุนเดินเข้ามาเขาก็บอกอาคุนว่าสิ่งนี่คืออะไรจากนั้นทั้งสองก็ลงมือขุดหัวมันใส่ตะกร้าหนิงเยว่เล่อที่ขุดไปยิ้มไปสร้างความแปลกให้ให้กับอาคุนได้เป็อย่างดี
คุณชายเปลี่ยนไปมากเชียวแต่เป็อย่างนี้ก็ดีไม่ต้องทำสีหน้าอมทุกข์ทั้งวันเขาเห็นแล้วก็อดที่จะรู้สึกไม่ดีตามอีกฝ่ายไปด้วยการที่คุณชายกลับมายิ้มแย้มเหมือนตอนที่ฮูหยินยังอยู่ทำให้เขายินดีเป็อย่างยิ่ง
ทั้งสองลงมือขุดหัวมันกันอย่างแข็งขันทำให้อาการรอบข้างที่ควรจะเย็นกลับทำให้เด็กทั้งสองลืมหนาวไปได้ชั่วขณะอาจจะเป็เพราะว่าเด็กทั้งสองร่วมมือกันขุดมันที่เปรียบเสมือนการออกกำลังกายไปในตัวแม้ไม่ทำให้เหงื่ออกมากมายเหมือนอย่างเช่นยามปกติแต่ก็สามารถทำให้ร่างกายของเด็กทั้งสองอบอุ่นได้
หลังจากที่ขุดมันได้ในปริมาณที่ไม่ต้องออกมาขุดบ่อยๆปัญหาต่อมาก็คือการขนกลับเยอะขนาดนี้จะขนกลับยังไงเส้นทางจากที่นี่ถึงโรงครัวก็ไกลดังนั้นหนิงเยว่เล่อจึงต้องนิ่งคิดสักพักอาคุนก็สงสัยว่าเหตุคนพี่ถึงต้องคิดให้มากมายด้วยก็แค่ช่วยกันหิ้วตะกร้าก็เท่านั้นไม่เห็นมีอะไรยาก
หากว่าหนิงเยว่เล่อรู้ละก็คงหัวเราะให้ความใส่ซื้อของเด็กน้อยตรงหน้าเป็แน่ใช่มันก็ไม่ยากแต่ทว่าจะดีกว่าไหมหากว่าเราหาเครื่องทุ่นแรง
หลังจากที่หนิงเยว่เล่อนิ่งคิดไปสักพักก็ได้ข้อสรุปว่าหาไม้กระดานแถวๆนี้จากนั้นก็หาเชือกทำเป็ที่ลากแม้ว่าจะเหนื่อยไม่ต่างจากเดินหิ้วตะกร้าแต่ก็ดีกว่าต้องมานั่งทำล้อลากที่ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไรเพราะฉะนั้นเขาจึงใช้วิธีลากเอาดีกว่าผลัดกันลากแปปๆก็ถึง
และถ้าถามอีกว่าทำไมไม่ทำสองอันก็แหมสถานที่เช่นนี้ทำได้สักอันก็ดีถมไปแล้ว
ห้องครัว
ที่เรียกได้ว่าอนาถมากที่สุดเท่าที่จำได้เลยเชียวละนั้นก็เก่านี่ก็เก่า นั้นก็ใช้ไม่ได้ นี่ก็ใช้ไม่ได้ที่ใช้ได้ก็มีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นดีหน่อยที่ยังมีหม้อให้ต้มข้าวงั้นตอนเช้าก็ค่อยกินข้าวแล้วกันส่วนตอนเย็นก็เผามันกินแทน
เมื่อหนิงเยว่เล่อตกตงกับตัวเองเรียบร้อยแล้วก็หันไปบอกอาคุนแน่นอนว่าเขาจุดไฟไม่เป็ก็แหมใครใช้ให้ชีวิตก่อนของเขามันสะดวกสบายอย่างนั้นละ
“อาคุนเ้าจุดไฟให้หน่อย”
“ขอรับ”
หลังจากจุดไฟเสร็จเรียบร้อยก็ถือ่เผามันเขาเอามันลงไปเผาสี่ห้าหัวเผาเก็บไว้พอตอนจะกินก็ค่อยเอามาอุ่นจากนั้นเขานั่งกลับด้านพลิกไปพลิกมามันเพื่อให้มันสุกให้ทั่วระหว่างที่เผามันอยู่นั้นเขาก็เอ่ยปากชวนอาคุนพูดคุย
“จริงสิอาคุนหากว่าเราจะเข้าไปในตัวเมืองนี่ต้องไปยังไงละข้าคิดว่ามันน่าจะไกลพอสมควรเลยนะ”
“ขอรับไกลจิง ห่างออกไป2หมู่บ้าน”
“อ๋าแล้วอย่างนี้เราจะเอาสมุนไพรไปขายยังไงละเนี้ย”
“ถักจากบ้านเรามีบ้านของนายพรานที่มักจะเอาสัตว์ที่ล่าได้เข้าเมืองอยู่บ่อยๆขอรับเราสามารถติดเกวียนของเขาเข้าเมืองได้แม้ว่าจะห่างออกไปสองหมู่บ้านก็จริงแต่ทว่าก็ไม่ได้ใช้เวลาเดินทางนานขนาดนั้นขอรับเพียงแต่วันก็ใช้เวลาทั้งวันไปกับการเข้าเมืองแต่ละครั้งขอรับ”
“....”นั่นก็นานอยู่นะอาคุน
แต่ก็อย่างว่าที่นี่ไม่มีรถยนต์มีก็แต่รถม้ากับเกวียนเท่านั้นแต่รถม้าก็หาไมได้ง่ายๆฐานะชาวบ้านชนบทไม่มีทางซื้อม้าสักตัวได้อยู่แล้วดีหน่อยที่สมัยนี้วัวควายยังพอมีราคาที่ชาวบ้านที่มีฐานะดีหน่อยซื้อไหวอย่างบ้านนายพรานผู้นั้นก็เป็หลักฐานว่าฐานะทางบ้านไม่ได้ย่ำแย่ทั้งยังพอมีกินสามารถซื้อวัวมาเทียมเกวียนได้
“ว่าแต่เราสามารถวางใจในนายพรานผู้นั้นได้จริงๆหรืออาคุนไม่ใช่ว่าข้าจะว่าร้ายพวกเขาหรอกนะแค่ถามเผื่อๆไว้เท่านั้น”
อาคุนยกยิ้มบางให้ก่อนจะตอบออกมา“ได้สิขอรับนายพรานผู้นี่ชื่อว่าฟาหยาง อายุมากกว่าเราอยู่มากข้าจึงเรียกว่าท่านอาฟาหยางขอรับ”อาคุนเว้ยจังหวะหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ“ครอบครัวท่านอาฟาหยางช่วยเหลือเราั้แ่ที่เรามาถึงที่นี่แรกๆเชียวละขอรับแม้ตอนแรกเราจะพอมีเงินอยู่บ้างแต่ท่านก็เจ็บป่วยมาตลอดั้แ่มาถึงใหม่ๆก็ได้ครอบครัวท่านอาฟาหยางและท่านหมอจางนี่แหละขอรับที่ให้การช่วยเหลือ”
อาคุนพูดพร้อมกับมีสีหน้าที่เศร้าหมองขึ้นเล็กน้อยคงเป็ความทรงจำที่ชวนเ็ปอยู่บ้างยามที่พูดถึงหนิงเยว่เล่อที่เห็นอย่างนั้นก็อดที่เอ่ยปลอบประโลมเด็กไม่ได้
พอมาคิดๆดูแล้วไม่รู้ว่าเด็กสองคนทำบุญมาด้วยอะไรถึงได้เจอแต่คนดีให้ความช่วยเหลือคนที่รักและหวังดีที่ได้จากนอกบ้านแต่หาไม่ได้จากในบ้านนี่มีอยู่จริงโชคดีแล้วจริงๆแม้ว่าสุดท้ายแล้วหนิงเยว่เล่อตัวจริงจะตายไปแล้วก็ตาม
หลายวันผ่านไปอากาศเริ่มอุ่นขึ้นตามที่หนิงเยว่เล่อพูดเอาไว้ทำให้อาคุนรู้สึกตื่นเต้นวิ่งมาหาหนิงเยว่เล่อที่เรือนด้วยความเร็วประหนึ่งเป็นักกีฬาทีมชาติ
“พี่ใหญ่ๆอากาศเริ่มอุ่นจริงๆด้วยทานเก่งที่สุดไปเลยขอรับเช่นนี้อีกไม่กี่วันหิมะต้องเริ่มละลายแล้วแน่ๆ”
เขาส่งยิ้มเอ็นดูไปให้เด็กน้อยตรงหน้าก่อนจะยกมือขึ้นลูบไปที่ศีรษะทุยๆนั้นอย่างเบามืออยู่สองสามครั้ง
“อืมๆ ข้าเก่งใช่ไหมละต่อจากนี้สิ่งที่ข้าพุดก็ย่อมต้องเป็จริงแน่ๆเ้าเชื่อข้าหรือไม่อาคุน”
“เชื่อขอรับ!”
“งั้นอีกสามวันหิมะก็น่าจะเริ่มละลายบางแล้วน่าจะเดินออกไปด้านนอกได้บ้างไว้วันนั้นเราค่อยออกไปทีู่เาหลังหมู่บ้านแล้วกันนะ”
อาคุนพยักหน้ารับคำก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมหยิบอาหารมาให้คนพี่แม้ว่าหนิงเยว่เล่อจะบอกว่าไม่ต้องยกมาให้แล้วเ้าตัวก็ยังจะยกมาให้อยู่นั้นเขาเองก็จนปัญญาเื่บางเื่อาคุนดื้อนักแต่ทว่าก็มักเป็เื่ที่สามารถปล่อยผ่านไปได้เขาจึงไม่ได้ว่าอะไรอีกฝ่าย
หลังจากวันที่อาคุนตื่นเต้นยินดีกับเื่อากาศก็ผ่านมาสามวันหิมะเริ่มละลายจริงดังที่หนิงเยว่เล่อคาดเอาไว้ดังนั้นทั้งสองจึงตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อไปทำตามความฝันแฮ่ม เพื่อไปหาเงินเข้ากระเป๋าต่างหาก
ระหว่างทางเดินไปทีู่เาพบบ้านเรือนอยู่สองสามหลังจริงเพียงแต่หนึ่งในสามหลังลักษณะบ้านค่อนข้างย่ำแย่กว่าบ้านหลังอื่น'สภาพบ้านอย่างนี้จะสามารถกันลมหนาวได้เท่าใดกัน'หนิงเยว่เล่อคิดได้เช่นนั้นก็เดินตรงไปที่บ้านหลังนั้นทันทีเมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็พบเด็กน้อยผู้หนึ่งนั่งร้องไห้อยู่จึงเดินเข้าไปถามเนื่องจากบ้านหลังนี้ไม่มีรั้วและประตูบ้านก็ไม่สามารถป้องกันอะไรได้เลยอันตรายยิ่ง
เด็กคนนี้ดูแล้วน่าจะอายุเพียง5 ขวบ เหตุใดจึงมาร้องไห้อยู่ผู้เดียวบิดามารดาของเด็กไปไหนกัน
"เด็กน้อยเ้าเป็อะไรหรือ"
"ฮึก ทะ ท่านเข้ามาได้อย่างไร หรือว่าท่านเป็เทพธิดากัน ท่านจะมารับข้าละฮึก แล้วหรือขอรับ"
"ข้าเป็คน อีกอย่าเทพธิดาใช้กับสตรี ข้าเป็บุรุษ"แม้ว่าจะเป็เกอก็ตาม "ข้าได้ยินเสียงเ้าร้องไห้ดังออกไปข้างนอกจึงเดินเข้ามา อีกทั้งประตูบ้านเ้าจำต้องซ่อมเสียแล้ว แล้วตกลงเ้าเป็อะไรไยจึงร้องไห้ดังออกไปข้างนอกแล้วบิดามารดาของเ้าอยู่ที่ใดกัน"
"ฮึก บิ บิดากับมารดา ฮึก ขะ ของข้าออกไปข้างนอกั้แ่เมื่อวาน จะจนตอนนี้ยังไม่กลับมาเลยขอรับ ฮึก ฮืออออออ"
เอ้าร้องใหญ่เลยทีนี้ น่าเป็ห่วงจริงๆพ่อแม่ออกไปข้างนอกเวลาเช่นนี้หรือแล้วทิ้งเด็กให้อยู่คนเดียวเช่นนี้เนี้ยนะเอาอะไรคิดเนี้ย
หนิงเยว่เล่อคิดว่าเื่นี้ไม่ปกติจึงก้มลงอุ้มเด็กน้องเข้ามาในอ้อมแขน ตัวหนิงเยว่เล่อเองก็ไม่ได้ใหญ่มากทำให้การอุ้มเด็กที่เติบโตอายุ5ขวบเป็ไปอย่างทุลักทุเลจนเขาตัดสินใจวางเด็กน้องลงแล้วจับจูงเดินไปด้วยกันแทนแอบรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยแบบว่าอุ้มไม่ได้แล้วอยากอุ้มอ่ะ
"ไปเถอะข้าจะพาเ้าไปถามคนบ้านข้างๆ"หนิงเยว่เล่อหันไปพยักหน้ากับอาคุนจากนั้นก็พากันเดินไปที่บ้านข้างๆทันที
แม้จะบอกว่าบ้านข้างๆแต่ก็ต้องเดินออกไปไกลพอสมควรเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านแล้วหนิงเยว่เล่อจึงะโเรียกคนในบ้านรอสักพักก็มีคนเดินออกมาผู้ที่เดินออกมาเป็หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สวมเสื้อผ้าหนาชิ้นเพื่อป้องกันความหนาวเย็น
"ท่านป้า ข้ามีเื่รบกวนอยากสอบท่านสักหน่อยขอรับ"
"มีอะไรรึ เ้าใช่คุณชายน้อยที่ย้ายมาอยู่จวนตรงนู้นหรือไม่"
"ใช่ขอรับ คือบิดามารดาของเด็กคนนี้ออกไปข้างนอกเมื่อวานจนตอนนี้ยังไม่กลับมาเลยขอรับท่านพอรู้หรือไม่ว่าบิดามารดาของเด็กคนนี้ไปที่ไหนหรือขอรับ"
หลังจากพูดจบหญิงวันกลางคนก็ตั้งใจมองเด็กที่หนิงเยว่เล่อพามาอย่างดีอีกครั้งเมื่อมองดูแล้วก็พบว่าเป็หลานของตนเองจึงรีบถลาเข้ามาเพื่อมองหน้าเด็กน้อยที่ชื่ออาซวนใกล้ๆ
"อาซวน เ้าเป็อะไรหรือไม่ โธ่หลานป้า"ป้าที่ดูเหมือนจะเป็ป้าของเด็กน้อยจริงๆเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงก่อนที่จะจับเด็กน้อยหันซ้ายหันขวาเพื่อสำรวจว่าร่างกายปกติดีหรือไม่
"ท่านป้ารู้จักเด็กผู้นี้หรือขอรับ"
"รู้จักสิ หวังซีซวนเป็หลานของข้าลูกของพี่ชายข้าเอง อาซวนหากพ่อแม่เ้าไม่อยู่เหตุใดไม่มาหาอา"
"ท่านอาหญิง ข้างนอกหนาวมากขอรับข้าไม่กล้าออกมา แล้วแล้วท่านแม่ก็บอกว่าจะรีบกลับมา ปกติก็เป็เช่นนี้"
"โธ่ลูกคุณชายฝากเด็กคนนี้ไว้ที่ข้าเถิดพ่อแม่ของเด็กคนนี้คงขึ้นเขาไปล่าสัตว์ไม่นานคงกลับมา"
"ในเมื่อเป็เช่นนี้อาซวนพี่ชายก็กำลังจะขึ้นเขาหากพบบิดามารดาเ้าพี่ชายจะบอกให้พวกเขารีบกลับบ้านดีหรือไม่"
"ขอรับ"
"อาคุนเอามันออกมาหัวหนึ่งเถอะ"
"ขอรับพี่ใหญ่" อาคุนได้ยินดังนั้นก็ก้มหยิบหัวมันมา1หัวที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปแล้วส่งให้พี่ใหญ่
หนิงเยว่เล่อรับมันหวานจากมืออาคุนแล้วนำไปยื่นให้กับเด็กน้อยซีซวนตอนแรกเด็กน้อยเหมือนจะไม่กล้ารับจึงเงยหน้าเหมือนถามความเห็นจากคนเป็อาและเมื่อได้รับการอนุญาตเด็กน้อยรับมาไว้ในมือแล้วก็กัดไปคำนึงหนิงเยว่เล่อเห็นว่าอาซวนตาวาวคงอร่อยถูกใจ
นับว่าเด็กคนนี้รู้ความไม่น้อยเลยอย่างน้อยก็รู้ว่าไม่ควรรับของจากคนแปลกหน้าง่ายๆแม้ว่าตอนแรกจะยอมมากับคนแปลกหน้าเช่นเขาก็ตามดูย้อนแย้งนะแต่เด็กก็เป็เช่นนี้แหละบางทีเหมือนคิดมากบางทีก็ไม่ได้คิดอะไรเลย
หนิงเยว่เล่อที่มองดูอยู่ก็ถามออกมาว่า
"อร่อยใช่หรือไม่"
อาซวนพยักหน้าหงึกหงักแล้วยิ้มออกมาหนิงเยว่เล่อเห็นก็ดีใจจากนั้นก็เอ่ยลาสองอาหลานแล้วจึงพากันมุ่งหน้าไปที่ด้านหลังหมู่บ้านเพื่อขึ้นเขาไปหาสมุนไพรมาจุนเจือความยากจนของตนเอง