จางเจิ้นผิงหันกายกลับเข้าไปยังห้องพักแต่เย่จิ้งซูคาดไม่ถึงว่าเขาจะย้อนกลับมาเร็วเพียงนี้จึงเก็บงำสีหน้าถมึงทึงดุดันไว้ไม่ทัน
เขาไม่เคยเห็นนางในสภาพเช่นนั้นมาก่อนพลันด้านมืดในใจนางก็เผยออกมาต่อหน้าเขา เมื่อเห็นนางเปลี่ยนสีหน้าไปในพริบตาจางเจิ้นผิงก็พลันลืมสิ้นซึ่งถ้อยคำที่จะเอ่ย ได้แต่ถอยกลับออกไปอีกครั้ง
"จางเจิ้นผิง!"
เย่จิ้งซูร้องเรียกไล่หลังแต่เขาไม่ได้ยิน ในห้วงคำนึงยามนี้มีเพียงภาพใบหน้าถมึงทึงนั้นของนางราวกับปีศาจร้ายที่ยังคำรามก้องอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ
เขาเดินโซซัดโซเซกลับมายังห้องของตนในสภาพคล้ายคนเลื่อนลอย ไม่แน่ใจว่าตนกำลังหวาดหวั่นสิ่งใดกันแน่เป็นเพราะหวาดกลัวนางจนเกินไปหรือเพราะแท้จริงแล้วในใจเขามีปีศาจร้ายซ่อนอยู่แต่เดิมครั้นถูกนางกระตุ้นปลุกเร้า มันจึงค่อยๆ คืบคลานออกมาจากห้วงลึกที่สุดในจิตใจ
เขาพลิกตัวไปมาบนเตียงไม่อาจข่มตาให้หลับลงง่ายๆกว่าจะสลัดความคิดฟุ้งซ่านในใจออกไปได้ก็จวนเจียนรุ่งสาง ครั้นรุ่งเช้าเหล่าบ่าวไพร่ก็เข้ามาปรนนิบัติแต่งกายดูแลใบหน้า เมื่อเสร็จสิ้นเขาก็กลับคืนสู่ภาพลักษณ์คุณชายผิวขาวผ่องผู้สง่างามเช่นเดิม
จางเจิ้นผิงรู้สึกว่าช่วงนี้ตนเองวุ่นวายใจเกินไปทั้งถูกเย่จิ้งซูกดดัน ทั้งครุ่นคิดเรื่องหยุมหยิมตลอดวัน จนพักผ่อนไม่เพียงพอพลันนึกถึงชิงเหอ นางขับขานผู้มีชื่อเสียงแห่งหอฉินหวยเขาก็ห่างหายจากการไปหานางเสียนานแล้ว
เห็นทีคงถึงเวลาต้องไปเยือนนางเสียแล้วกระมังบางทีการได้ฟังเพลงขับขานอาจช่วยให้ผ่อนคลายลงได้บ้างและความคิดอันน่าหวาดหวั่นนั้นก็อาจเลือนหายไป
ครั้นย่างเท้าผ่านประตูหอฉินหวยยังไม่ทันเลี้ยวเข้าไป เหล่าโฉมสะคราญหลายนางก็โบกผ้าเช็ดหน้าในมือส่งเสียงเรียกทักทายเขามาแต่ไกล "โอ้ คุณชายรองจางมาแล้วหรือเจ้าคะ"
ที่นี่แตกต่างจากหอนางโลมชั้นต่ำทั่วไปถือเป็นสำนักสังคีตอันเลื่องชื่อ สตรีส่วนใหญ่ล้วนขับขานเพลงและร่ายรำได้ทั้งยังเฉลียวฉลาด ช่างเอาอกเอาใจ เชี่ยวชาญในศิลปะสี่แขนง คือ พิณ หมากรุก อักษรภาพวาด ต่างมีความสามารถเฉพาะตัว แม้แต่สตรีที่ยืนเรียกลูกค้าด้านนอกก็ยังงดงามกว่าสตรีทั่วไปนัก
แม้เป็นเพียงคำเชิญชวนลูกค้าธรรมดาแต่เมื่อเอ่ยจากปากเหล่าสาวงามสะพรั่ง ผู้มีรูปโฉมอ้อนแอ้นอรชรพร้อมสุ้มเสียงอ่อนหวานเย้ายวน ก็ให้ความรู้สึกแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
จางเจิ้นผิงแย้มยิ้มตอบพลันมีสองสาวงามเยื้องย่างเข้ามาใกล้ ทุกย่างก้าวอาภรณ์แพรพรรณก็สะบัดไหวเอวบางระหงเอนไหวดุจกิ่งหลิวต้องลม เพียงเห็นพวกนางแย้มยิ้มจิตใจจางเจิ้นผิงก็พลันหวั่นไหว รอยยิ้มบนใบหน้าจึงดูจริงใจยิ่งขึ้น
"ยังคงมาหาแม่นางชิงเหอหรือเจ้าคะ"หนึ่งในนั้นเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"ใช่แล้วรบกวนแม่นางช่วยนำทางด้วย" จางเจิ้นผิงตอบรับอย่างสุภาพด้วยหอฉินหวยแห่งนี้ถือเป็นสถานที่เริงรมย์ในเมืองหมิ่นเยว่ขุนนางผู้ใหญ่และบัณฑิตชื่อดังมากมายต่างนิยมมาเยือน สตรีงาม ณที่นี้เปรียบดั่งบุปผาช่วยคลายความทุกข์การมาที่นี่จึงไม่ได้ทำให้เกียรติภูมิของจางเจิ้นผิงเสื่อมเสีย
"ท่านรอสักครู่นะเจ้าคะบ่าวจะไปเรียนคุณหนูชิงเหอ" สาวงามนำเขาไปยังห้องรับรองโอ่โถงห้องหนึ่งพลางบอกให้เขารอสักครู่ ส่วนนางก็รีบไปเชิญชิงเหอ
จางเจิ้นผิงนั่งรออยู่ในห้องอันเงียบสงบมีสาวใช้ในชุดงดงามหลายนางยกชาเข้ามาบริการ แล้วถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ชามีกลิ่นหอมกรุ่นรสชาติกลมกล่อม บรรยากาศชวนผ่อนคลาย แต่ไร้ซึ่งนงคราญเคียงข้างจางเจิ้นผิงจึงอดรู้สึกว้าเหว่ระคนง่วงงุนไม่ได้
เขานั่งเท้าคางเผลอเคลิ้มไป ขณะนั้นเอง ม่านประตูก็พลันเลิกขึ้น เงาร่างอรชรงดงามก้าวเข้ามานางคารวะเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ขออภัยจริงๆเจ้าค่ะ พอดีติดธุระเล็กน้อย จึงมาช้าไป"
"ไม่เป็นไรเลย"จางเจิ้นผิงกล่าว พยักหน้ารับ "ข้าก็รอไม่นานนัก"
อันที่จริงเขารอนานมากแล้วหากเป็นผู้อื่นคงขุ่นเคืองจนลุกกลับไปแล้ว แต่เมื่อเป็นสาวงามที่ชื่นชมเขาย่อมใจกว้างและอดทนกว่าเป็นธรรมดา
"ที่จริงคุณหนูของบ่าวใคร่จะมานานแล้วเจ้าค่ะเพียงแต่ติดบุรุษผู้หนึ่งคอยตามตอแย กว่าจะสลัดหลุดมาได้ก็ยากเย็นนัก"สาวใช้ข้างกายนางกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"พอเถอะน่าอย่าพูดเรื่องไร้สาระนี้เลย เดี๋ยวจะทำให้คุณชายต้องพลอยกังวลไปด้วย" ชิงเหอกล่าวห้าม น้ำเสียงนางไพเราะดุจไข่มุกกลิ้งบนจานหยก วาจาจับใจผู้ฟังชวนให้เคลิบเคลิ้ม
พอได้ฟังว่าสาวงามคล้ายถูกรังแกจางเจิ้นผิงไหนเลยจะนิ่งเฉยได้ เขาถามทันที "อย่างไรหรือชิงเหอ มีใครมารังแกเจ้า?"
"ไม่ใช่เจ้าค่ะ"ชิงเหอสั่นศีรษะ ดูท่าไม่อยากให้เขากังวล นางเพียงเปลี่ยนเรื่อง"คุณชายอุตส่าห์มาเยือนถึงนี่จะให้เรื่องรกใจเหล่านี้มารบกวนท่านได้อย่างไรวันนี้ท่านประสงค์จะฟังเพลงใดเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าคะ?"
สาวใช้ยกพิณโบราณคันหนึ่งมาวางบนโต๊ะเตี้ย
"ดีดเพลงใดก็ได้ตามใจเจ้าเพียงเป็นเพลงที่เจ้าบรรเลง ข้าย่อมยินดีฟังทั้งสิ้น" จางเจิ้นผิงกล่าวเสียงนุ่มเคลิบเคลิ้มในท่าทีอ่อนโยนของนาง ยิ่งเมื่อครู่นางแย้มยิ้มให้เขาก็ยิ่งทำให้ใจเขาสั่นไหว
เสียงพิณพลันดังขึ้นชิงเหอมีฝีมือบรรเลงเป็นเลิศ นิ้วเรียวงามกรีดสายพิณคล้ายนำพาผู้ฟังล่องลอยสู่แดนสุขาวดี ประหนึ่งได้ยินเสียงวิหคขับขานสูดดมกลิ่นบุปผาหอมจรุง แว่วเสียงธาราไหลริน เบื้องหน้าคือผืนน้ำระลอกคลื่น...เขากำลังกุมมือนาง เดินทอดน่องชมทิวทัศน์ริมทะเลสาบ...
ชั่วพริบตาภาพก็พลันเปลี่ยนไป ดุจดังอยู่ในดงท้อสุดสายตา ดอกท้อสีชมพูสะพรั่งบ้างร่วงโรยโปรยปราย
จางเจิ้นผิงรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งร่างความเหนื่อยล้าขุ่นมัวที่สะสมมาราวกับถูกท่วงทำนองพิณอันไพเราะชำระล้างไปสิ้น
ทว่าขณะกำลังดื่มด่ำในเสียงพิณ พลันมีเสียงเอะอะดังแทรกเข้ามา พอสิ้นเสียงดีดดัง"เพล้ง!" เสียงพิณก็พลันหยุดชะงัก
จางเจิ้นผิงตื่นจากภวังค์ลืมตาขึ้นทันที เห็นเพียงชิงเหอผู้สะคราญโฉมใช้สองมือกุมสายพิณไว้แน่นสายพิณเส้นหนึ่งขาดสะบั้น ปลายนิ้วเรียวงามถูกบาดจนโลหิตซึมนางกำลังจะยกนิ้วนั้นขึ้นจรดริมฝีปาก
ภาพนางในยามนั้นงดงามจับใจเกินบรรยาย ประหนึ่งดอกบัวทิพย์ในสรวงสวรรค์ที่พลันร่วงหล่นสู่แดนมนุษย์จึงมีกลิ่นอายโลกีย์เจือปน ทว่าไม่ได้ทำให้ความงามพิสุทธิ์นั้นแปรเปลี่ยนกลับยิ่งเสริมให้น่าทะนุถนอมและดึงดูดใจยิ่งขึ้น
ขณะที่จางเจิ้นผิงกำลังจ้องมองอย่างลุ่มหลงเสียงเอะอะข้างนอกก็ดังรบกวนอีกครา เขาขมวดคิ้ว ถามขึ้น"เกิดอันใดขึ้น?"
"เรียนคุณชายมีคนกลุ่มหนึ่งมาก่อเรื่องหน้าประตูเจ้าค่ะพวกเขาจะให้คุณหนูออกไปขับขานเพลงให้ฟังให้ได้" สาวใช้รีบเข้ามารายงานสีหน้าขุ่นเคือง
"แล้วเจ้าไม่ได้บอกพวกเขาหรือว่าข้าอยู่ที่นี่?"จางเจิ้นผิงเงยหน้าถาม แววตาเย็นเยียบ
สาวใช้รีบวิ่งกลับออกไปแต่เพียงครู่เดียว เสียงเอะอะกลับดังยิ่งกว่าเก่า
"คุณชายรองตระกูลจางรึ?มันเป็นใครกัน?" เสียงห้าวหยาบกร้านดังลอดเข้ามา
ด้านนอกสาวใช้คงกำลังพยายามอธิบาย แต่เสียงนางคงเบาเกินไปจางเจิ้นผิงได้ยินแต่คำพูดโอหังของบุรุษผู้นั้น
"หากเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลจางพวกข้ายังพอรู้จัก ว่ามีฝีมืออยู่บ้าง แต่คุณชายรองตระกูลจางนี่มันตัวอะไร?ก็แค่คุณชายไร้ประโยชน์ ยังกล้าออกมาหาความสุขอีกรึ? ช่างเถอะๆ ถือว่าเห็นแก่หน้าพี่ชายมัน พวกข้ายอมถอยให้สักครั้ง!"
ในที่สุดกลุ่มคนนอกประตูก็ค่อยๆ สลายตัวไป สาวใช้กลับเข้ามาด้วยท่าทางโล่งอก ทว่ายามนี้ใบหน้าจางเจิ้นผิงกลับซีดเผือดไร้สีเลือด
ในสายตาผู้อื่นเขาเป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้นหรือ? มีเพียงพี่ใหญ่เท่านั้นที่สำคัญเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้!
"เป็นอันใดไปหรือเจ้าคะคุณชาย? อย่าได้โกรธไปเลยเจ้าค่ะ" ชิงเหอเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม นางค่อยๆ เหยียดมือเรียวงามแตะแผ่นหลังเขาแผ่วเบา
ฝ่ามือนุ่มนวลสัมผัสแผ่วเบานั้นค่อยๆ ดับไฟโทสะในอกเขาราวกับโลกหล้านี้เหลือเพียงสัมผัสจากมือนาง
เขาพลันยื่นมือคว้ากุมมือนางไว้แน่นนางเพียงเบิกตากว้าง มองเขาด้วยแววตาตกใจระคนตำหนิเล็กน้อย
"ข้า...ข้าเสียมารยาทแล้ว"เขารีบปล่อยมือ ท่าทางเก้อเขินงุ่มง่ามราวเด็กหนุ่มชิงเหอเห็นแล้วก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ ไม่ถือสาความล่วงเกินเมื่อครู่
"ชิงเหอ...ในสายตาเจ้าข้าดูไร้ค่ามากหรือไม่?" ในที่สุดเขาก็เอ่ยถามออกมา"ที่บ้านข้า คนอื่นรู้จักเพียงพี่ใหญ่ ไม่รู้จักข้าที่นี่...ข้างนอกนั่นก็เช่นกัน เจ้าก็ได้ยิน พวกเขาไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลย"
"เหตุใดคุณชายจึงกล่าวเช่นนั้นเจ้าคะ"ชิงเหอแย้มยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาฉายเสน่ห์ลึกล้ำนางมองจางเจิ้นผิงอย่างอ่อนโยน กล่าวเสียงนุ่ม "ในใจของชิงเหอคุณชายเก่งกาจสามารถที่สุดเสมอเจ้าค่ะ อีกอย่างคนเหล่านั้นเพียงกล่าววาจาโอ้อวดไปส่งเดช หากกล้าดีจริง เหตุใดจึงไม่บุกเข้ามาเล่า?นั่นย่อมแสดงว่าคุณชายยังคงเป็นที่น่าเกรงใจอยู่ไม่น้อยพวกเขาเพียงกล่าววาจาเช่นนั้นเพื่อรักษาหน้าตนเองเท่านั้น"
"เจ้าพูดได้ถูกยิ่งนัก"พอได้รับการปลอบโยน จางเจิ้นผิงก็พลันรู้สึกดีขึ้นความขุ่นข้องหมองใจเมื่อครู่คลายลงไปมาก
"พวกเราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันเถอะอยู่ในนี้ช่างอุดอู้น่าอึดอัด" จางเจิ้นผิงกวาดตามองรอบๆแล้วเอ่ยเสนอ
"ตอนนี้หรือเจ้าคะ"ชิงเหอถาม
จางเจิ้นผิงพยักหน้านางถามอีก "เหตุใดต้องออกไปด้วยที่นี่ไม่ดีหรือเจ้าคะ?"
"ที่นี่มีคนนอกพลุกพล่านเกินไปข้าไม่อยากให้ใครมารบกวนเวลาของเรา" จางเจิ้นผิงกล่าวพลางสบตาชิงเหอใบหน้าอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อตกลงกันแล้วทั้งสองก็ลุกขึ้น จางเจิ้นผิงเอ่ยว่าจะพานางไปเที่ยวเล่นชานเมืองชิงเหอได้ฟังก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
แม้เมื่อครู่คนเถื่อนที่อยู่ด้านนอกจะกล่าวว่าจางเจิ้นผิงก็เป็นเพียงเท่านี้ทว่าแม่เล้าแห่งหอฉินหวยก็หาได้กล้าปฏิเสธจางเจิ้นผิงไม่ได้ใคร่ครวญก็ตอบรับในทันที ด้วยเหตุนั้นทั้งสองจึงสามารถเดินเล่นได้อย่างอิสระ เสพสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก
"ดีจริงเจ้าค่ะ!"ชิงเหออุทานเบาๆ ใบหน้าแย้มยิ้มสดใสจางเจิ้นผิงมองออกว่าครั้งนี้นางดีใจจากใจจริง
ไม่ใช่เพียงเสแสร้งปั้นหน้าชิงเหอมีหรือจะไม่ดีใจ นางยังเป็นเพียงสตรีรุ่นสาว ย่อมปรารถนาจะได้ยลโลกภายนอกแต่ทุกชั่วยามของนางล้วนตีค่าเป็นเงินทอง แม่เล้าจึงไม่ยอมให้นางก้าวออกไปง่ายๆปกตินางจึงต้องถูกกักอยู่ในอาณาเขตสำนักสังคีตแห่งนี้
"ข้าจำได้ว่าที่บ้านมีเรือนพักตากอากาศอยู่แห่งหนึ่งมีบ่อน้ำพุร้อนด้วย ข้าจะพาเจ้าไปพักผ่อนที่นั่นดีหรือไม่?" เขาเอ่ยชวน แต่ในใจคิดไปอีกอย่าง การออกไปเที่ยวชานเมือง แต่งกลอนชมจันทร์ ล้วนน่าเบื่อ การได้ยลโฉมงามยามสรงน้ำต่างหากคือสิ่งที่เขาปรารถนาอย่างแท้จริง
"ถ้าเช่นนั้นชิงเหอก็ต้องขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะได้ยินชื่อเสียงเรือนพักตากอากาศอันงดงามของท่านมานานชิงเหอใฝ่ฝันอยากไปยลสักครั้ง เพียงแต่ไม่มีโอกาสเลยเจ้าค่ะ" ชิงเหอกล่าวตอบ ดวงตาเป็นประกายระคนถอนใจแผ่วเบา
ท่าทีใฝ่ฝันระคนน้อยใจเล็กๆของนางช่างน่าเอ็นดูจางเจิ้นผิงเห็นแล้วพลันยื่นมือฉุดร่างบางขึ้นมาบนหลังม้าตัวเดียวกับตนทั้งสองควบม้าทะยานมุ่งหน้าไปยังเรือนพักตากอากาศทันที ตลอดทางชิงเหอหัวเราะคิกคักไม่หยุด จางเจิ้นผิงไม่ได้เห็นนางเบิกบานเช่นนี้มานานแล้ว อดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้เสียงหัวเราะสดใสของทั้งสองจึงดังประสานกังวานไปตลอดทาง
ทว่าห้วงเวลาแห่งความสุขนี้กลับต้องสะดุดลงที่หน้าประตูทางเข้าเรือนพักตากอากาศนายทวารคนใหม่ผู้ไม่รู้จักจางเจิ้นผิง ยื่นมือออกมายืนขวางม้าของเขาทั้งสองไว้